โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ย้อนเวลาป่วน...ฉางอัน (จบ)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 25 เม.ย. 2568 เวลา 07.21 น. • เผยแพร่ 19 ม.ค. 2568 เวลา 13.50 น. • เฟยเทียน
“ย้อนเวลาป่วน…ฉางอัน” เป็นนิยายแนวสโลว์ไลฟ์ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน อารมณ์ขัน และการผจญภัยในยุคโบราณ ตัวเอกของเราคือเด็กหญิงที่แม้จะตัวเล็กแต่หัวใจใหญ่ พร้อมเปลี่ยนชะตาชีวิตของคนรอบตัวด้วยความฉลาด

ข้อมูลเบื้องต้น

ชี้แจง

นิยายเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ฮั่น โดยเฉพาะในยุคจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ ซึ่งเป็นยุคที่สำคัญของเส้นทางสายไหมและความขัดแย้งในราชสำนัก

อย่างไรก็ตาม เนื้อเรื่องและตัวละครส่วนหนึ่งในนิยายเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องสมมติที่สร้างขึ้นเพื่อความบันเทิง และไม่ได้มีเจตนาบิดเบือนประวัติศาสตร์แต่อย่างใด

ผู้เขียนได้พยายามอ้างอิงข้อมูลทางประวัติศาสตร์ในบางส่วน เช่น ตำแหน่งขุนนาง เหตุการณ์สำคัญ และตัวบุคคลที่มีอยู่จริง เพื่อเสริมความสมจริงให้กับเรื่องราว แต่ได้มีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาเพื่อให้เหมาะสมกับโครงเรื่องของนิยาย

หากผู้อ่านพบว่ามีข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือแตกต่างจากประวัติศาสตร์จริง ขอให้เข้าใจว่านี่เป็นผลงานที่สร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงเป็นหลัก และขอขอบคุณสำหรับการติดตามนิยายเรื่องนี้ค่ะ ด้วยรัก…

เฟยเทียน

การเริ่มต้นชีวิตใหม่แสนวุ่นวาย

ในห้องพักขนาดเล็กบนชั้นสองของอาคารสำนักงานตำรวจ เสียงพัดลมเก่าบนเพดานกำลังหมุนไปอย่างเชื่องช้าเติมเต็มความเงียบของยามค่ำคืน

โต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสารหลากชนิดตั้งอยู่มุมหนึ่งของห้อง ด้านข้างมุมขวามีถ้วยกาแฟที่เหลืออยู่เพียงครึ่งและกลิ่นหอมจาง ๆ ของมันลอยฟุ้งในอากาศ

“หยุนจิง! ดูนี่สิ!” เสียงของเพื่อนร่วมงานดังขึ้นจากโต๊ะอีกฝั่ง หญิงสาวในชุดเครื่องแบบตำรวจเจ้าของชื่อวางเอกสารในมือก่อนจะเดินเข้ามาดูจอคอมพิวเตอร์ที่เพื่อนกำลังจ้องอย่างตื่นเต้น

“มีอะไร คราวนี้ใครเป็นสามีของเธออีก? ฉันหวังว่าคงจะไม่ใช่หนึ่งในพระเอกของนิยายที่เธอชอบอ่านอีกหรอกนะ?”หยุนจิงถามพลางถอนหายใจ ถึงปากจะพูดออกไปแบบนี้ทว่าเธอก็ยังเดินเข้าไปหาเพื่อนอย่างไม่ปฏิเสธ

บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ปรากฏภาพหน้าปกนิยายจีนโบราณที่วาดอย่างประณีต พร้อมกับชื่อเรื่องตัวอักษรสีทองสะดุดตา (พยัคฆ์ล่มราชวงศ์)

“เธอรู้ทันฉันตลอด แต่ครั้งนี้ฉันไม่ได้หลงพระเอกนะ ฉันจะบอกเธอว่า นิยายเรื่องนี้มันสนุกมาก ตัวเอกที่เป็นนางร้ายเนี่ย ทั้งฉลาดและเก่งมากเลย แต่น่าเสียดายที่ต้องมาตายเพราะถูกสามีชั่วใส่ร้ายพร้อมกับครอบครัวทางแม่ แถมเธอยังมีลูกติดด้วย!" เพื่อนของเธอพูดพลางจิ้มหน้าจอ

หยุนจิงส่ายหน้า “ต่อให้เก่งแค่ไหนสุดท้ายก็ยังแพ้ใช่ไหม? ฉันไม่เข้าใจหรอกว่าเธออ่านเรื่องพวกนี้ไปทำไม”

“เพราะมันมีปมที่น่าสงสารน่ะสิ!” เหม่ยหลินตอบด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น

“ลองคิดดูสิ ถ้าเราได้เป็นนางเอกแทนตัวร้ายคนนี้ แล้วเปลี่ยนทุกอย่างให้ดีขึ้น มันจะยอดเยี่ยมมากขนาดไหน?”

หยุนจิงส่งเสียงหัวเราะให้กับความไร้เดียงสาของเพื่อนก่อนจะยกแก้วกาแฟขึ้นมาจิบ

“ถ้ามีโอกาสแบบนั้นจริง ฉันคงเอาชีวิตรอดไม่พ้นสองวัน”

เหม่ยหลินหันกลับมามองหยุนจิงดวงตาเบิกกว้าง “ก็จริง แต่ว่ามันก็ไม่แน่นะ…แม้ว่าเธอจะดูไม่ค่อยมีเซนส์เรื่องความร้ายกาจ แต่ถ้าเป็นเรื่องแผนการ ฉันว่าเธอเอาอยู่!”

หยุนจิงส่งเสียงหัวเราะอีกครั้ง “เอาล่ะ ๆ หยุดเพ้อเจ้อแล้วกลับไปทำงานเถอะ พรุ่งนี้เรายังต้องไปตรวจสอบคดีอีกตั้งหลายที่”

“อืม” เหม่ยหลินตอบรับอย่างว่าง่าย จากนั้นไฟในห้องของหญิงสาวทั้งสองจึงค่อย ๆ ดับลง เหลือเพียงแสงจากจอคอมพิวเตอร์ที่ยังเปิดหน้าปกนิยายเรื่องนั้นทิ้งเอาไว้

เสียงลมหายใจของหยุนจิงที่หลับใหลไม่ทันได้รู้เลยว่า นี่อาจเป็นคืนสุดท้ายที่เธอจะได้ตื่นขึ้นในโลกนี้…

เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับเสียงนาฬิกาปลุกดังสนั่นในห้องพักแคบ ๆ ของสถานีตำรวจ หยุนจิงขยับตัวขึ้นจากเตียงด้วยความงัวเงีย สายตาของเธอมองไปยังเหม่ยหลิน เพื่อนร่วมห้องที่ยังหลับสนิทพร้อมเสียงกรนเบา ๆ

หญิงสาวไม่ได้ปลุกเพื่อนเนื่องจากทั้งสองคนนั้นต่างไม่ได้ทำงานพร้อมกันก่อนที่เธอจะลุกขึ้นจากเตียงและคว้าชุดเครื่องแบบจากราวแขวน

หลังจากเตรียมตัวเสร็จ หยุนจิงสะพายกระเป๋าเป้คู่ใจ เดินลงบันไดไปยังลานจอดรถตำรวจ เธอรับหน้าที่ดูแลคดีปล้นร้านทองที่มีผู้ต้องสงสัยหลบหนีในย่านใจกลางเมือง

“วันนี้ต้องจับมันให้ได้!” เธอบอกกับตัวเองด้วยความมุ่งมั่นขณะสตาร์ตรถ

การจราจรบนถนนยังไม่หนาแน่นมากในช่วงเช้า แต่ในจังหวะที่เธอกำลังเปลี่ยนเลนเพื่อเลี้ยวเข้าสู่ถนนเส้นหลัก มีรถบรรทุกคันหนึ่งพุ่งออกมาจากทางแยกด้วยความเร็วสูง เสียงแตรดังสนั่นขณะที่หยุนจิงพยายามหักพวงมาลัยหลบ

“ไม่ทันแล้ว!” เสียงในใจของเธอหวีดร้องก่อนที่ทุกอย่างจะกลายเป็นสีดำสนิท

เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง หยุนจิงได้ยินเสียงคล้ายคนพูดคุยแว่วมา แต่ทุกอย่างยังดูพร่ามัว เธอรู้สึกเจ็บแปลบทั่วร่างกายเหมือนถูกบีบอัดด้วยแรงมหาศาล ก่อนที่ความเจ็บปวดนั้นจะค่อย ๆ จางลง

“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูของบ่าว!" เสียงใครบางคนร้องเรียกเธอด้วยความโศกเศร้า

เปลือกตาที่ปิดสนิทค่อย ๆ เปิดออกอย่างอ่อนแรง ดวงตาเธอมองเห็นเพดานไม้เก่า ๆ และโคมไฟน้ำมันที่ห้อยอยู่ เสียงจอแจรอบตัวบ่งบอกว่าเธอไม่ได้อยู่ในที่เดิม

“ที่นี่คือที่ไหน” หยุนจิงพึมพำ ก่อนที่เธอพยายามยันตัวลุกขึ้น แต่กลับรู้สึกว่าร่างกายเล็กลงอย่างผิดปกติ

เสียงผู้หญิงวัยกลางคนดังขึ้นข้างเตียง “คุณหนู! ฟื้นแล้ว ไข้คุณหนูเพิ่งจะลดอย่าเพิ่งรีบลุกขึ้นมาเลยนะเจ้าคะ บ่าวจะรีบไปบอกฮูหยิน” ไป่ซิน รีบเดินออกไปสั่งกับเด็กรับใช้ด้านนอก “เถาจู รีบไปบอกฮูหยินว่าคุณหนูฟื้นแล้ว”

“เจ้าค่ะ” เด็กหญิงวัยเจ็ดปีรีบทำตามคำสั่งอย่างว่องไว

ที่โถงกลางของจวน ในตอนนี้กำลังจะเป็นทะเลเพลิงเนื่องจากฮูหยินเอกของจวนไม่ยินยอมที่ลูกสาวของตนถูกทำร้าย

“จื่อเซียว!(นามรองของพ่อนางเอก) ท่านจะต้องให้ความเป็นธรรมกับลูกของข้า” น้ำเสียงของคนพูดเต็มไปด้วยความเฉียบขาด

“เหม่ยจู (นามรองแม่นางเอก) เจ้าจะมากเกินไปแล้วนะ เจ้าเป็นถึงคุณหนูตระกูลใหญ่เหตุใดไม่รู้ธรรมเนียมกล้ามาขึ้นเสียงใส่สามีอย่างข้า” ชายหนุ่มสะบัดชายชุดของตนก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้เพื่อสะกดกลั้นอารมณ์

“ท่านเพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นสามีอย่างนั้นเหรอ จื่อเซียวข้าขอถามท่านสักประโยคเถอะ มีครั้งไหนบ้างที่ท่านให้ความเป็นธรรมแก่เราแม่ลูก” น้ำเสียงของหลิวเหม่ยจูเต็มไปด้วยความขมขื่น เธอก้าวไปข้างหน้าสองก้าว เผชิญหน้ากับสามีที่นั่งอยู่บนเก้าอี้โดยไม่ย่อท้อ

หลี่เจี้ยนเฉิงขมวดคิ้ว แต่กลับหัวเราะเยาะเย้ย “เหม่ยจู เจ้าไม่รู้หรือว่าในจวนนี้ข้าคือผู้ตัดสินใจสูงสุด ลูกของข้าก็คือลูกของข้า จะเป็นลูกของใครก็ตาม ล้วนต้องได้รับการปกป้องจากข้า! แต่เจ้า…เจ้าไม่เคยสอนลูกของเจ้าดี ๆ ให้รู้จักนอบน้อมบ้างเลย เจ้าต่างหากที่ผิด!”

“ผิดงั้นหรือ? ลูกของข้าต่างหากที่ถูกทำร้าย แต่ท่านกลับปกป้องคนที่ผิดเพียงเพราะเขาเป็นลูกของเมียสุดที่รักของท่าน!” เหม่ยจูตวาดเสียงดัง สายตาของเธอเต็มไปด้วยไฟโทสะ

“เจ้าก็แค่ผู้หญิงที่เอาแต่ใจตัวเอง เหม่ยจู เจ้าควรเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างสงบเสงี่ยมให้สมกับเกิดมาในตระกูลใหญ่บ้าง!” ผู้เป็นสามีลุกขึ้นยืนและชี้นิ้วใส่นาง ตวาดขึ้นอย่างถืออำนาจ ถึงกระนั้นคำพูดของเขาก็ไม่อาจสั่นคลอนความตั้งใจของเหม่ยจูได้

“สงบเสงี่ยมอย่างนั้นหรือ? จื่อเซียว ข้าทนมานานแล้ว ข้าจะไม่ยอมอีกต่อไป! หากท่านไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ลูกของข้า อย่าหาว่าข้าจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูกของข้าเอง!” เหม่ยจูพูดพลางจ้องสามีของตนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างปิดไม่มิด

บรรยากาศในโถงกลางเริ่มตึงเครียดจนคนรับใช้ที่แอบดูอยู่มุมหนึ่งต่างสะดุ้งเฮือก ไม่มีใครกล้าเอ่ยคำใดออกมา

“เหม่ยจู เจ้าคิดจะทำอะไร? เจ้ากล้าท้าทายข้าอย่างนั้นหรือ?” หลี่เจี้ยนเฉิงคำรามเสียงต่ำ

“ใช่ ข้ากล้า! ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายลูกของข้าอีกต่อไป ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม!”

คำประกาศกร้าวของเหม่ยจูดังก้องไปทั่วโถงกลาง จนแม้แต่ลมที่พัดผ่านก็เหมือนหยุดนิ่ง มือของผู้เป็นใหญ่ในจวนกำเข้าหากันแน่นได้แต่มองตามแผ่นหลังเล็ก ๆ ของนางอย่างอดทน

ย้อนกลับไปในวันวาน หากว่าเขาไม่ต้องการทางลัดเพื่อตำแหน่งหน้าที่การงาน…

หลี่เจี้ยนเฉิงหวนคิดถึงอดีตด้วยความรู้สึกปั่นป่วนในใจ จากเสมียนประจำอำเภอเล็ก ๆ ผู้ไม่มีวาสนาใด เขากลับไต่เต้าจนได้เป็นเจียงจวิ้นซื่อ (เสมียนฝ่ายโยธา) และในเวลาเพียงห้าปี ก็สามารถนั่งในตำแหน่งกงปู้ซื่อหลางได้สำเร็จ เขารู้ดีว่าเส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

หากไม่ได้การช่วยเหลือจากไท่โสว่ผู้เป็นขุนนางปกครองท้องถิ่น และที่สำคัญคือ การแต่งงานกับหลิวอวี้เฟย คุณหนูตระกูลหลิวที่ในตอนนั้นมีอำนาจและอิทธิพลสูงสุด

แต่แล้ว…อย่างไร?

ในเมื่อหน้าที่การงานของเขามั่นคง ลูกเมียที่เสียสละเพื่อให้เขาได้ก้าวหน้า ต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ แม้เขาจะส่งหนังสือหย่ากลับไปยังบ้านเกิดเพื่อบอกเลิกกับจงเสวี่ยเหม่ย ญาติผู้น้องที่เคยเป็นทั้งภรรยาและมารดาของลูกทั้งสองของเขา

เขากลับไม่อาจลบเลือนความผิดที่เคยหลอกล่อให้ชื่อเสียงของหญิงสาวผู้สูงศักดิ์อย่างหลิวอวี้เฟยต้องเสียหายเพื่อบีบนางให้แต่งงาน

เขาหลอกหลิวอวี้เฟยว่า ตัวเองยังไม่ได้แต่งงาน ทั้งที่ความจริงแล้วเขาได้ใช้เล่ห์กลส่งข่าวลวงกลับไปบ้านเกิดเพื่อหย่ากับจงเสวี่ยเหม่ย และขอให้นางเข้าใจเหตุผลที่เขาต้องทำเช่นนี้

จงเสวี่ยเหม่ยยอมรับความจริงอย่างอดทน นางพยายามประคับประคองชีวิตตัวเองและลูก ๆ ภายใต้เสียงนินทาว่าร้ายอยู่เจ็ดปีเต็ม จนในที่สุดเขาก็พานางกับลูกมาเปิดตัวในเมืองหลวง

ทว่าชีวิตของครอบครัวที่เขาหวังจะสร้าง กลับไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด…

“ท่านพ่อ…” เสียงเรียกแผ่วเบาของหลี่อี้เฉิน ลูกชายคนโตดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของเขา เด็กชายวัยสิบปีมองพ่อด้วยแววตากังวล

“เจ้ามีอะไรหรือ?” หลี่เจี้ยนเฉิงพยายามกลบเกลื่อนความรู้สึกผิดในใจ เขาลูบศีรษะของลูกชายเบา ๆ

“ท่านแม่รองให้ข้ามาแจ้งท่านว่า ท่านแม่ใหญ่กล่าวหาว่าท่านแม่รองขโมยข้าวของของนางอีกแล้วขอรับ…” น้ำเสียงเด็กชายเจือความกดดัน

หลี่เจี้ยนเฉิงถอนหายใจยาว “แม่ใหญ่เจ้าเอาอีกแล้วหรือเมื่อสักครู่ยังมาด่าทอข้าเรื่องที่ว่าน้องสาวเจ้าผลักลูกของนางตกน้ำอยู่เลยแล้วตอนนี้มันเรื่องอะไรอีก”

#### เพราะความเห็นแก่ตัวของผู้ชายคนเดียว ถึงได้เกิดเรื่องวุ่นวายมากมาย สงสารน้องกับแม่นะคะ แต่…แต่ไม่นานหรอกค่ะ เพราะหยุนจิงของเราจะไม่ทน 555 โปรดติดตามความสนุกได้ในตอนถัดไป

คิด วิเคราะห์ แยกแยะ

หยุนจิงนั่งอยู่บนเตียงมองรอบห้องด้วยความรู้สึกสับสน ดวงตาคู่น้อยกวาดมองเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็งแกะสลักละเอียดที่แปลกตาไปจากทุกสิ่งที่เธอเคยเห็นในชีวิตจริง

ห้องนอนใหญ่ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศโบราณและกลิ่นหอมจากไม้จันทร์ที่กำลังลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศทำให้เธอรู้สึกเหมือนหลุดมาอยู่ในฉากละครย้อนยุค

“มันจะต้องเป็นความฝันแน่ ๆ… แต่มันสมจริงเกินไปไหม” หยุนจิงพึมพำเบาๆ พร้อมหยิกแขนตัวเองจนรู้สึกเจ็บ “โอ๊ย! เจ็บนี่นา!”

“คุณหนู! เป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ เกิดอะไรขึ้น” ไป่ซินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน ดวงตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง ขณะที่รีบวางอ่างน้ำและผ้าไว้ที่โต๊ะด้านข้าง

หยุนจิงสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงของนาง หญิงวัยกลางคนในชุดสาวใช้ที่ดูสุภาพเรียบร้อย หยุนจิงพยายามเก็บสีหน้าเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยคำถาม

“เอ่อ… ข้าไม่ได้เป็นอะไรหรอก” หยุนจิงตอบด้วยเสียงแผ่วเบา พยายามปรับตัวกับสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย เธอกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อคิดหาข้อแก้ตัว

“แค่…แค่รู้สึกเวียนหัวนิดหน่อย”

ไป่ซินมองดูคุณหนูของนางอย่างสงสัย แต่ไม่กล้าถามมากความ นางหยิบผ้าชุบน้ำขึ้นมาบิดเบา ๆ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้

“คุณหนูนอนพักก่อนเถอะนะเจ้าคะ เดี๋ยวบ่าวจะเช็ดหน้าให้” ไป่ซินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขณะยกผ้าขึ้นเตรียมเช็ดใบหน้าของเด็กหญิง

หยุนจิงผงะหนีโดยไม่ตั้งใจ ความคิดตีกันยุ่งในหัว เธอไม่รู้จักคนตรงหน้า และยังไม่แน่ใจว่าเธอควรทำตัวอย่างไรให้ดูเหมือน คุณหนูตัวจริง

“ไม่เป็นไรหรอก ข้าทำเองได้” หยุนจิงเอ่ยออกไปในที่สุด พลางยื่นมือไปรับผ้ามาเช็ดหน้ามาลูบตามกรอบหน้าด้วยตัวเอง

ไป่ซินมองคุณหนูของนางด้วยแววตาประหลาดใจ แต่ก็ยิ้มรับ “หากคุณหนูไม่ต้องการให้บ่าวช่วย บ่าวก็ไม่บังคับเจ้าค่ะ แต่ถ้าคุณหนูต้องการอะไร อย่าลืมเรียกบ่าวนะเจ้าคะ”

หยุนจิงพยักหน้าเบา ๆ ขณะมองไป่ซินเดินกลับไปที่อ่างน้ำ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่ทั้งแปลกและยากลำบาก

“คนพวกนี้…เป็นใครกันแน่ แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” หยุนจิงคิดในใจ ขณะพยายามสงบสติอารมณ์ และเริ่มครุ่นคิดหาวิธีค้นหาความจริงในสถานการณ์ที่ดูเหมือนความฝันนี้

หยุนจิงระบายลมหายใจออกมาเพื่อคลายความอึดอัด ก่อนจะหันไปสำรวจรอบ ๆ ห้องนอนที่ตกแต่งด้วยข้าวของโบราณต่อ มือของเธอลูบไปที่หัวเตียงไม้แกะสลักอย่างประณีต ก่อนจะมองไปทางโต๊ะเครื่องแป้งที่มีกระจกทองเหลืองตั้งอยู่และตู้เก็บของขนาดใหญ่ที่ประดับด้วยลวดลายดอกไม้อันอ่อนช้อยซึ่งเธอไม่รู้ว่าคือดอกอะไรแต่มันดูงดงามเป็นอย่างมาก

“ถ้าฉันยังฝันอยู่ ก็คงจะเป็นฝันที่สมจริงที่สุด…” เธอพึมพำกับตัวเอง หัวใจยังเต้นระรัวจากความสับสนที่ท่วมท้นอยู่ในอก ไป่ซินที่กำลังจัดของอยู่เงยหน้าขึ้นมองเมื่อได้ยินเสียงพึมพำของคุณหนูที่ตนเลี้ยงดูมาตั้งแต่เบเบาะ

“คุณหนูเจ้าคะ หากไม่สบายใจเรื่องใด สามารถบอกกับบ่าวได้นะเจ้าคะ”

หยุนจิงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะส่งยิ้มออกไปให้นาง แม้ว่าเธอจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด แต่เธอก็เริ่มตระหนักว่า การทำตัวสงบและค่อย ๆ เก็บข้อมูลอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้

“ข้าไม่เป็นไร แค่…รู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย” หยุนจิงตอบ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ “ว่าแต่…ข้าควรเตรียมตัวทำอะไรวันนี้หรือไม่”

ไป่ซินเอียงคอเล็กน้อยพลางคิด ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ “คุณหนูเพิ่งจะฟื้นจากไข้ เพียงแค่นอนพักผ่อนก็พอเจ้าค่ะ ว่าแต่เหตุใดเถาจูยังไม่กลับมาอีก”

หยุนจิงเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อ “เถาจู” ที่ไป่ซินเอ่ยถึง เธอพยายามคงท่าทีสงบและถามออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย

“เถาจูหรือ? นางเป็นใครกัน เอ่อแล้วเจ้ามีชื่อว่าอะไรด้วย”

ไป่ซินเงยหน้าขึ้นจากงานที่ทำ สีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจก่อนจะตอบ

“คุณหนูลืมแล้วหรือเจ้าคะ เถาจูเป็นคนรับใช้คนสนิทของคุณหนู ปกติแล้วนางจะไม่ห่างจากคุณหนูเลย แต่เมื่อเช้าตอนคุณหนูเพิ่งฟื้นข้าสั่งให้นางไปตามฮูหยิน ส่วนบ่าวมีชื่อว่าไป่ซินเป็นแม่นมของคุณหนู แม้แต่เรื่องนี้คุณหนูก็ลืมหรือเจ้าคะ ไม่ได้การแล้วเห็นทีว่าข้าคงต้องออกไปเรียนฮูหยินด้วยตัวเอง"

หญิงวัยกลางคนรีบเดินจากไปโดยไม่เหลียวหลังทำให้หยุนจิงได้แต่มองแผ่นหลังของนางตาปริบ ๆ ในขณะที่นางกำลังยังคงสับสนอยู่ หูของเจ้าตัวก็พลันได้ยินเสียงเอะอะจากทางด้านนอก ร่างเล็ก ๆ ของเธอสะดุ้งเล็กน้อยด้วยความตกใจเสียงนั้นดูเหมือนเป็นการโต้เถียงกันระหว่างผู้คนหลายคน และท่าทางจะเป็นเรื่องไม่เล็ก

เธอรีบลุกขึ้นจากเตียงอย่างระมัดระวัง แม้จะยังรู้สึกมึนหัวอยู่บ้างแต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นกลับเอาชนะทุกอย่าง หยุนจิงเดินไปที่หน้าต่าง เปิดม่านออกอย่างช้า ๆ และมองออกไปข้างนอก

ที่ลานด้านหน้าบริเวณสวนดอกไม้ คนหลายคนกำลังยืนออกันอยู่ ท่ามกลางพวกเขามีหญิงสาวคนหนึ่งที่ดูคุ้นตาจากความทรงจำเลือนรางของร่างเดิม กำลังยืนปกป้องเด็กหญิงร่างเล็กที่น่าจะอายุไล่เลี่ยกับเจ้าของร่างที่เธอเข้ามาสิง (แค่ก ๆ อาศัย)

“พี่หญิง ลูกของข้าไม่ได้ตั้งใจทำร้ายเยว่ฮวา (นามรองของนางเอก) นะเจ้าคะ” จงเสวี่ยเหม่ยพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน แต่ใบหน้าที่ดูหวาดกลัวกลับเผยแววเจ้าเล่ห์อย่างเห็นได้ชัดสำหรับผู้ที่สังเกตดี ๆ

เหม่ยจูมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชา น้ำเสียงเฉียบขาดสวนกลับไปอย่างไม่ยินยอม

“ไม่ตั้งใจ? เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อคำพูดไร้ความจริงของเจ้าอีกหรือ! ลูกข้าเพิ่งฟื้นจากไข้หนัก กลับถูกเจ้าลูกสารเลวของเจ้าผลักจนล้มไม่เป็นท่าจนหัวกระแทก แค่คำว่า ไม่ตั้งใจ จะชดใช้ได้อย่างนั้นรึ?”

จงเสวี่ยเหม่ยยกมือขึ้นปิดปากทำทีเหมือนสะอื้น “พี่หญิงอย่าได้พูดแรงถึงเพียงนั้น ลูกของข้ายังเด็ก นางอาจจะเล่นซนไปบ้างตามประสา แต่ไม่มีเจตนาทำร้ายเยว่ฮวาเลยจริง ๆ” น้ำเสียงของนางชวนให้ผู้ฟังคิดว่าเป็นผู้ถูกกระทำเสียเอง

“เล่นซน? ลูกของเจ้าแก่กว่าลูกของข้าสองปี” เหม่ยจูแค่นเสียงหัวเราะเยาะ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าเดิม

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าลูกของเจ้าเล่นซนจนข้าเกือบเสียลูกไป! และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าพยายามจะใช้ลูกของเจ้าเป็นข้ออ้าง! ในการกระทำความผิด”

เสียงของเหม่ยจูดึงดูดความสนใจของเหล่าคนรับใช้ที่อยู่ใกล้เคียง จงเสวี่ยเหม่ยเริ่มรู้สึกถึงสายตาที่จับจ้องมาจากทุกทิศทาง แต่นางยังคงรักษาท่าทีสงบไว้ พลางยิ้มแย้มแม้จะมีเหงื่อซึมเล็กน้อย

“พี่หญิง คิดไปเองหรือเปล่า?” นางเอ่ยเสียงเบาหวิว ทว่าคำพูดของนางกลับจุดประกายความโกรธในดวงตาของเหม่ยจู

“คิดไปเอง?” เหม่ยจูขยับเข้าไปใกล้ พร้อมพูดอย่างดุดัน “ข้าคิดไปเองทุกครั้งที่ลูกของข้าต้องล้มป่วยหรือเลือดตกยางออกเพราะถูกลูกของเจ้ากระทำอย่างนั้นหรือ? อย่าคิดว่าข้าจะอดทนได้ตลอดไป!”

บรรยากาศรอบตัวเงียบงัน มีเพียงเสียงหายใจหนัก ๆ ของเหม่ยจู และเสียงลมหายใจที่พยายามอดกลั้นของผู้คนที่ยืนมองเหตุการณ์

หยุนจิงที่แอบฟังอยู่ด้านใน รู้สึกได้ถึงบรรยากาศอันตึงเครียด เธอขมวดคิ้วแน่น พลางคิดว่า “แม่ของร่างนี้ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ”

แต่ก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลายไปมากกว่านี้ เสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจและความหนักแน่นของชายคนหนึ่งก็ดังขึ้น

“พอได้แล้ว! ข้าจะฟังเรื่องนี้ด้วยตัวเอง”

เสียงของหลี่เจี้ยนเฉิงดังขึ้นพร้อมกับร่างของเขาที่ก้าวเข้ามากลางวงล้อมของผู้ชม สายตาของเขาแฝงไปด้วยความเย็นชาพลางกวาดมองทั้งเหม่ยจูและจงเสวี่ยเหม่ยอย่างพิจารณาราวกับต้องการให้ทั้งสองสงบลงด้วยแรงกดดันที่แผ่ออกมา

“เหตุใดจึงมีเสียงเอะอะในจวน? พวกเจ้าไม่เกรงใจข้าเลยหรืออย่างไร ไป๋เสวี่ย(นามรองของจงเสวี่ยเหม่ย)ไม่ใช่เจ้าให้เหยียนเฉิง (นามรองของหลี่อี้เฉิน)ไปตามข้าเรื่องที่ถูกเหม่ยจูกล่าวหาว่าเจ้าขโมยของหรอกหรือ” น้ำเสียงของเขาต่ำลึกและเต็มไปด้วยอำนาจ มันจึงทำให้บรรยากาศดูอึดอัดยิ่งกว่าเดิม

“เจ้าค่ะ ท่านพี่” จงเสวี่ยเหม่ยก้มหน้าลงเล็กน้อย ท่าทางเหมือนหวาดกลัวแต่แฝงไว้ด้วยความน้อยใจ “ข้าแค่ต้องการอธิบายความจริงให้ท่านฟัง แต่ดูเหมือนว่าพี่หญิงจะเข้าใจข้าผิดเสียก่อน”

เหม่ยจูที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กลับไม่ยอมลดราวาศอก ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความโกรธแต่ยังคงไว้ซึ่งความสง่างาม

“เข้าใจผิดอย่างนั้นหรือ เจ้าคิดว่าใครจะเชื่อคำพูดของเจ้ากันแน่ เสวี่ยเหม่ย!”

หลี่เจี้ยนเฉิงยกมือขึ้นเพื่อหยุดการโต้เถียงของทั้งสอง “ข้าจะฟังคำอธิบายจากเจ้าทั้งคู่ และข้าจะเป็นผู้ตัดสินเองว่าใครผิดใครถูก”

หยุนจิงที่แอบฟังอยู่ภายในห้องรู้สึกถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นางพยายามเงี่ยหูฟังเพื่อจับความหมายของบทสนทนาที่ดุเดือดระหว่างผู้ใหญ่เหล่านี้

ก่อนที่ดวงตาของเธอจะสว่างวาบ “ทำไมชื่อคนเหล่านี้ถึงคุ้นหูฉันมากขนาดนี้ มะ..ไม่จริงหรอกใช่ไหม เรื่องที่คุยกับเหม่ยหลินเมื่อคืนจะเกิดขึ้นได้ยังไง” หยุนจิงพึมพำด้วยใบหน้าซีดเผือด

ในตอนนี้เธอกำลังทำการคิด วิเคราะห์ แยกแยะถึงสิ่งที่รู้เห็นกับตาของตัวเองและผลสรุปที่ได้นั้นก็คือเธอได้หลงข้ามยุคผ่านกาลเวลามาอยู่ในนิยายเรื่องพยัคฆ์ล่มราชวงศ์ในยุคของฮั่นอู่ตี้เข้าให้แล้ว

##### ตอนที่สองแล้วจ้า มาติดตามความสนุกได้ในตอนต่อไปว่าหยุนจิงของเราจะทำอย่างไรต่อ

หาทางรอดให้ตัวเองกับมารดา

หยุนจิงเดินโซซัดโซเซกลับมาทรุดตัวลงนั่งบนเตียงด้วยหัวใจอันเต้นรัว มือเล็กกำแน่นขณะที่ดวงตากวาดมองรอบห้องซึ่งเต็มไปด้วยบรรยากาศแบบโบราณ บานหน้าต่างไม้สลักลวดลายงดงามอีกคำรบ

ในขณะเดียวกันกลิ่นหอมของธูปจาง ๆ ยังคงลอยคลุ้งในอากาศ ทุกอย่างล้วนยืนยันถึงความเป็นจริงอันน่ากลัว

ในตอนนี้หยุนจิงตระหนักได้อย่างแน่นอนแล้วว่าเธอหลงข้ามกาลเวลามาอยู่ในนิยายเรื่อง พยัคฆ์ล่มราชวงศ์

“ทำไมมันถึงเกิดขึ้นกับฉัน… แล้วฉันจะทำยังไงต่อไป?” เธอพึมพำกับตัวเอง

ในระหว่างที่หญิงสาวในร่างเด็กกำลังพึมพำอยู่กับตัวเองอยู่นั้น ด้านนอกประตูห้องของเธอพลันปรากฏเสียงฝีเท้าดังขึ้นอย่างเร่งรีบ ก่อนที่บานประตูไม้จะถูกผลักเปิดออก

“เยว่ฮวา เจ้าเป็นอะไรหรือไม่ลูก?” เสียงของหลิวอวี้เฟยเต็มไปด้วยความอ่อนโยนระคนห่วงใย ร่างของนางในชุดผ้าไหมสีอ่อนก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับสายตาที่เต็มไปด้วยความอาทร

หยุนจิงเงยหน้าขึ้นมองผู้หญิงตรงหน้า ในหัวใจปะปนไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย ทั้งอบอุ่นและปวดร้าว เธอรู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้คือ “แม่” ในร่างใหม่ของตน แต่เธอไม่สามารถห้ามความรู้สึกอึดอัดบางอย่างที่พุ่งขึ้นมาได้

“ข้า… ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” หยุนจิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา พลางพยายามเก็บซ่อนความตื่นตระหนกที่ยังคงหลงเหลืออยู่

หลิวอวี้เฟยขมวดคิ้วเล็กน้อย ขณะที่เดินเข้ามานั่งข้างเตียงของบุตรสาวเพียงหนึ่งเดียว มือบางของเธอเอื้อมมาแตะหน้าผากของลูกสาวเบา ๆ

“ไม่มีไข้แล้ว แต่ทำไมเจ้าดูซีดเซียวเช่นนี้”

หยุนจิงพยายามยกยิ้มออกมาเพื่อลดความกังวลของอีกฝ่าย “เพียงแค่ฝันร้ายเล็กน้อยเจ้าค่ะ ไม่มีสิ่งใดน่าเป็นห่วง”

หลิวอวี้เฟยยังคงจ้องมองลูกสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลระคนกังขาถึงท่าทีของเด็กหญิง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเพื่อปัดความรู้สึกเหลวไหลทิ้งไป

(อาจจะเป็นเพราะนางไม่สบายจึงได้ดูเปลี่ยนไป)

“เจ้าอย่าฝืนตัวเองนะลูก หากมีสิ่งใดไม่สบายใจ เจ้าบอกแม่ได้ทุกเมื่อ”

หยุนจิงรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากคำพูดเหล่านั้น เธอพยักหน้าและตอบกลับด้วยเสียงที่แผ่วเบาราวกระซิบ

“ขอบพระคุณเจ้าค่ะท่านแม่ ข้าจดจำไว้แล้ว”

หลิวอวี้เฟยลูบศีรษะลูกสาวด้วยความอ่อนโยนเต็มไปด้วยความรัก

“พักผ่อนเถิดลูก หากมีสิ่งใดมากวนใจเจ้าแม่จะจัดการเอง อีกประเดี๋ยวแม่จะให้ไป่ซินนำอาหารบำรุงมาให้”

“เจ้าค่ะ…” หยุนจิงตอบรับ พลางมองตามร่างบางของหลิวอวี้เฟยที่เดินออกจากห้องไป

เธอสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของความเป็นแม่ที่ตัวเธอในชีวิตก่อนนั้นแทบไม่เคยได้รับ เมื่อประตูปิดลง ความเงียบก็กลับเข้ามาอีกครั้ง

หยุนจิงถอนหายใจยาวก่อนจะพึมพำกับตัวเอง “ตอนนี้ฉันต้องหาทางปรับตัวให้ได้… และต้องหาทางอยู่รอดในโลกนี้ไม่ให้มีจุดจบเหมือนกับในนิยาย”

ในขณะที่เธอกำลังคิดทบทวนเรื่องราว เสียงแผ่วเบาแต่ก้องกังวานดุจระฆังดังขึ้นจากหน้าต่าง ราวกับเสียงเรียกจากอีกโลกหนึ่ง…

“หยุนจิง… จงอย่ายอมแพ้…”

เสียงนั้นดังขึ้นในความเงียบสงัดก่อนตามมาด้วยเสียงกระพือปีกเบา ๆ เริ่มดังใกล้เข้ามา เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย และพบกับนกตัวหนึ่งบินตรงเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดไว้

“นก?” หยุนจิงขมวดคิ้วมองด้วยความรู้สึกกังขา นกตัวนี้มีขนสีเขียวแกมฟ้าสดใส แววตากลมโตเป็นประกายเหมือนมีชีวิตจิตใจ มันโฉบลงมาเกาะที่ขอบเตียง ใกล้กับตัวเธอ

“เจ้ามาจากไหนกัน?” เธอถามด้วยความรู้สึกเอ็นดู

นกชิงเหนียวเอียงคอมองเธอ ก่อนจะส่งเสียงร้องแหลมต่ำ มันกระพือปีกขึ้นแล้วบินวนรอบตัวเธอเหมือนกำลังสำรวจ

หยุนจิงรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นแปลกประหลาดสายหนึ่งที่แผ่ออกมาจากตัวมัน ในที่สุด นกชิงเหนียวก็หยุดบินและเอียงหัวมองเธออีกครั้ง

ในปากของเจ้าตัวเล็กมีวัตถุชิ้นหนึ่ง สิ่งนั้นออกมาจากกระเป๋าหนังที่ผูกไว้กับขาของมัน ก่อนจะทิ้งลงตรงหน้าของเธอ

“นี่คืออะไร?” หยุนจิงหยิบสิ่งนั้นขึ้นมาอย่างลังเล วัตถุชิ้นนั้นเป็นผ้าไหมสีขาวมีลวดลายดอกเหมยปักอยู่ และมีตัวอักษรโบราณที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน

“ตัวอักษรนี่…” เธอยังพูดไม่ทันจบ

ทันใดนั้น เสียงร้องของนกชิงเหนียวก็ดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับมันพยายามกระตุ้นให้เธออ่าน เธอจ้องมองตัวอักษรเหล่านั้น พลางรู้สึกว่ามันดูคุ้นเคยอย่างประหลาด เหมือนบางอย่างในหัวของตนปลดล็อก

“เจ้าเป็นใครกันแน่?” หยุนจิงพูดพร้อมกับจ้องมองนกตัวนั้นอีกครั้ง ดวงตาของมันจ้องกลับมาราวกับเข้าใจคำถามของเธอ

นกชิงเหนียวกระพือปีกอีกครั้ง ก่อนจะบินออกไปเกาะที่หน้าต่าง ทิ้งให้หยุนจิงนั่งอยู่กับความคิดของตัวเอง เธอพลิกดูผ้าไหมในมืออีกครั้งและรู้สึกได้ว่าสิ่งนี้ต้องมีความสำคัญก่อนที่เธอจะก้มหน้าลงอ่านข้อความในผ้าไหม

ผู้ถือตราแห่งจันทรา จะนำแสงสว่างมาสู่เงามืด มองหามิตรแท้ในทิศตะวันตกเฉียงใต้ ดวงจันทร์จะนำพาเจ้าสู่ความจริงและโชคชะตา

หยุนจิงอ่านข้อความในผ้าไหมอย่างตั้งใจ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยคำถาม

“ตราแห่งจันทรา… นี่เกี่ยวข้องกับข้าอย่างนั้นหรือ?แล้วมันคืออะไรกันล่ะ”

นกชิงเหนียวที่ยังคงเกาะอยู่ที่ขอบหน้าต่างส่งเสียงตอบ “แน่นอนว่าเกี่ยวข้อง เจ้าเป็นผู้ถูกเลือก ผู้เดียวที่สามารถถือครองตราแห่งจันทราได้”

“เฮ้ย!!…นะ..นกพูดได้ นี่คงจะไม่ใช่ว่าข้าถูกผีหลอกกลางวันหรอกใช่ไหม” หยุนจิงโยนสิ่งที่อ่านทิ้งยกผ้าบุนวมข้างกายขึ้นมาคลุมตัวจนมิดไม่เว้นแม้แต่ศีรษะ

นกชิงเหนียวกลอกตาวนไปมา “เจ้าสิเป็นผี ข้าเป็นนกของเจ้าแม่ซีหวังมู่เลยนะ พระนางส่งให้ข้ามาช่วยเหลือเจ้า” น้ำเสียงของเจ้าตัวเล็กแฝงไว้ด้วยความไม่พอใจ

“ห๊ะ! ในนิยายมีกล่าวถึงเรื่องนี้ด้วยอย่างนั้นเหรอ ทำไมเหม่ยหลินไม่เคยพูดให้ฟัง” หยุนจิงแสดงสีหน้าสงสัยพลางลดผ้าบุนวมลงโผล่ลูกตาออกมาเล็กน้อย

สายตาของนางจ้องนกตัวเล็กด้วยแววตาแห่งความสับสนระคนกังขา ดูเหมือนว่านกชิงเหนียวจะรับรู้ว่านางคิดอะไร

“เจ้าลุกขึ้นมาคุยกันดีดีได้แล้ว”

นกตัวเล็กบินมาเกาะอยู่บนโต๊ะข้างเตียง พูดขึ้นอีกครั้ง

“ก็ได้…ว่าแต่เจ้าไม่ใช่ผีแน่นะ”

“เจ้าสิเป็นผี ข้าบอกแล้วว่าข้าเป็นนกของเจ้าแม่ซีหวังมู่ หากเจ้ายังว่าข้าเป็นผีอีก ข้าจะแปลงร่างเป็นวิญญาณแล้วตามหลอกหลอนเจ้าหึหึ” นกตัวเล็กถลึงตามองหยุนจิงพลางข่มขู่ โดยที่ไม่รู้เลยว่าท่าทางเช่นนี้น่ารักมากกว่าน่ากลัว (แล้วยังจะบอกตัวเองไม่ใช่ผีอีก) หยุนจิงคิด

“ก็ได้ ข้าเชื่อแล้ว ว่าแต่เจ้าช่วยตอบคำถามข้าได้หรือไม่ในเมื่อเจ้าบอกว่าเป็นนกเทพของเจ้าแม่ที่ส่งมาช่วยข้า”หยุนจิงยอมลงให้เจ้าตัวเล็ก

“ได้! ว่าแต่เจ้าจะถามอะไรล่ะ”

“ตราแห่งจันทรานี้คืออะไร? ทำไมมันถึงสำคัญนัก?”

นกชิงเหนียวเงียบไปชั่วจิบชา “ตราแห่งจันทราไม่ใช่สิ่งของที่จับต้องได้ มันคือพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวเจ้า พลังที่จะเปลี่ยนชะตากรรมแห่งราชวงศ์และตัวเจ้าเอง หากเจ้ารู้วิธีใช้มันอย่างถูกต้อง”

มือของหยุนจิงกำเข้าหากันแน่น ก่อนถามออกมาเสียงเบาหวิว “แล้วข้าต้องทำอย่างไรต่อไป?”

นกชิงเหนียวเอียงหัวเล็กน้อยก่อนตอบ “เริ่มจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ เจ้าจะพบสิ่งที่จะไขปริศนาเกี่ยวกับตราแห่งจันทรา และเริ่มต้นเส้นทางที่แท้จริงของเจ้า”

หยุนจิงพยักหน้าช้า ๆ แม้ในใจยังคงเต็มไปด้วยคำถามมากมาย แต่เธอรู้ว่าตอนนี้เธอต้องเตรียมตัวสำหรับการเดินทางครั้งสำคัญที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

“ขอบคุณเจ้ามาก ว่าแต่เจ้ามีชื่อหรือไม่” หยุนจิงพยายามปรับอารมณ์ให้คืนสู่ปกติ

นกชิงเหนียวกระพือปีกบินวนรอบตัวเด็กหญิงพลางเอียงคอมองนางอย่างงุนงง

“ตั้งแต่เกิดพระนางก็เรียกข้าว่านกชิงเหนียว”

“ถ้าอย่างนั้นนกชิงเหนียวแบบเจ้ามีเยอะไหม” หยุนจิงรู้สึกสนใจเจ้าตัวเล็กถามขึ้นด้วยความอยากรู้

“ก็มีหลายตัวอยู่ ว่าแต่เจ้าถามทำไม” เจ้าตัวเล็กเลื่อนบินมาเกาะบนบ่าของนางถามขึ้นอีกด้วยความฉงน

“ถ้าอย่างนั้นข้าจะตั้งชื่อให้เจ้าก็แล้วกัน ต่อไปนี้ข้าจะเรียกเจ้าว่าอวิ๋นซิง พวกเราจะเป็นคู่หูร่วมทุกข์ร่วมสุขกันดีหรือไม่” นกตัวเล็กมองใบหน้าของคนพูดก่อนจะยอมพยักหน้าตกลง

“ก็ได้ แล้วต่อไปนี้เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นเจ้าเพียงแค่คิดก็พอหากอยากสนทนากับข้าเพราะนอกจากเจ้าแล้วพวกเขาจะเห็นข้าเป็นนกธรรมดา”

ได้ แบบนี้ใช่ไหม หยุนจิงทดสอบดูทันที

อืม เสียงเล็ก ๆ ของอวิ๋นซิงตอบรับ

หยุนจิงรู้สึกว่าท่ามกลางความสับสนประเดประดังในตอนนี้การที่มีคู่หูเป็นนกวิเศษก็นับว่าไม่ได้แย่จนเกินไป

ก่อนที่เธอจะพยายามมองโลกในแง่ดีถึงการเข้ามาอยู่ในนิยายเรื่องนี้ เพราะอย่างน้อยเธอก็รู้เรื่องของมันมาบ้าง ในเมื่อการเป็นตัวร้ายจะต้องตายเธอก็แค่เปลี่ยนบทก็เท่านั้นเอง เธอไม่เชื่อหรอกว่าจะหนีจากชะตากรรมเดิมไม่พ้น

อันดับแรกเธอจะต้องวางแผนให้แม่ของร่างนี้หย่าขาดจากพ่อบัดซบที่มีใจทะเยอทะยานร่วมกันก่อกบฏแล้วใส่ร้ายครอบครัวของท่านตาที่เป็นไท่เว่ย

อันดับสองกลับไปพึ่งบารมีของท่านตา รวมถึงท่านลุงแต่ว่าตอนนี้ท่านลุงอยู่เมืองเตี้ยนหวง เอ๊ะ! ใช่แล้วจะว่าไปเมืองนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ไม่ใช่หรือ

หยุนจิงยกมือขึ้นกุมศีรษะ พยายามเรียบเรียงความคิดของตนเอง แววตาของเธอเริ่มมีความหวังขึ้นมาทีละน้อย แสดงว่าทิศตะวันตกเฉียงใต้ย่อมเป็นพันธมิตรของฉัน

“ใช่แล้ว!” เธอกัดฟันพลางลุกขึ้นยืน ดวงตาเปล่งประกายอย่างมุ่งมั่น “ต้องเป็นแบบนั้นแน่ ๆ”

นกชิงเหนียวกระพือปีกด้วยความตกใจในท่าทางของเด็กหญิงที่เมื่อครู่ยังดูเซื่องซึมทว่ามาบัดนี้กลับกระโดดโลดเต้นขึ้นมาเสียอย่างนั้น

(เจ้าแม่เจ้าขา ท่านคงไม่ได้ส่งให้ข้ามาช่วยคนวิปลาสใช่หรือไม่) นกตัวน้อยแหงนหน้ามองท้องฟ้าไปยังทิศทางที่เจ้าแม่ซีหวังมู่ประทับเอ่ยตัดพ้อในใจ

##### 5555 หยุนจิงแม้แต่นกยังว่าเธอเพี้ยนเลย โปรดเอ็นดูน้องกับคู่หูด้วยนะคะ กราบงาม ๆ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...