โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดความต่างสนธิสัญญาเบอร์นีย์ และ สนธิสัญญาเบาว์ริง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 23 ม.ค. เวลา 21.02 น. • เผยแพร่ 23 ม.ค. เวลา 21.02 น.
เซอร์จอห์น เบาว์ริง (Sir John Bowring)

เปิดความต่างและผลกระทบ 2 สนธิสัญญา “เบอร์นีย์-เบาว์ริง” ที่สยามทำกับอังกฤษ

สนธิสัญญาเบอร์นีย์ (Burney Treaty) และสนธิสัญญาเบาว์ริง (Bowring treaty) สองสนธิสัญญาที่สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ไทย ส่งผลกระทบต่อการค้า-ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับตะวันตก โดยเฉพาะสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) บางคนอาจจำชื่อสนธิสัญญาสลับสับสน ดังนั้น เรามาดูความแตกต่างระหว่างสองสัญญานี้กัน

สนธิสัญญาเบอร์นีย์

สนธิสัญญาเบอร์นีย์เป็นสนธิสัญญาที่สยามตกลงลงนามกับอังกฤษเมื่อ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2369 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โดยมี ร้อยเอก เฮนรี เบอร์นีย์(Henry Burney)นักการทูตอังกฤษของบริษัทอินเดียตะวันออก (British East India Company) เป็นผู้แทนเข้ามาเจรจาทำสนธิสัญญา หลังจากที่ จอห์น ครอว์ฟอร์ด(John Crawfurd) ทูตอังกฤษคนแรก เข้ามาเจรจาสัมพันธไมตรีกับสยามในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แต่ไม่สำเร็จ

สนธิสัญญาเบอร์นีย์นับเป็นสัญญาพระราชไมตรี-พาณิชย์ฉบับแรก ที่สยามทำกับประเทศตะวันตกในสมัยต้นรัตนโกสินทร์

เนื่องจากในช่วงเวลานั้น อังกฤษกำลังขยายอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในพม่า ซึ่งอังกฤษได้เข้ายึดครองดินแดนบางส่วน และการขยายตัวของอังกฤษในพม่าเป็นปัจจัยที่ทำให้สยามต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับอังกฤษ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

สนธิสัญญาเบอร์นีย์มุ่งเน้นไปที่การสร้างความสัมพันธ์ทางพระราชไมตรีและขยายการค้าเป็นหลัก มีข้อตกลงที่น่าสนใจดังนี้…

1. ทั้งสองประเทศตกลงที่จะรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน จะไม่คิดร้ายหรือแย่งชิงดินแดนของกันและกัน หากเกิดคดีความในอาณาเขตของสยาม ผู้กระทำผิดจะต้องถูกตัดสินตามกฎหมายสยาม และชาวอังกฤษต้องปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีสยามทุกประการ

พ่อค้าอังกฤษ รวมถึงผู้บังคับการเรือ นายเรือ และลูกเรือ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายสยาม หากเกิดความผิด เช่น การฆาตกรรมโดยเจตนา ผู้กระทำผิดจะถูกประหารชีวิต ส่วนความผิดอื่น ๆ จะถูกปรับ โบย หรือจำคุกตามกฎหมาย

2. ในด้านการค้าระหว่างประเทศ เรือของชาวอังกฤษหรือชาวเอเชียใต้บังคับบัญชาของอังกฤษที่เข้ามาค้าขายในกรุงเทพ ฯ จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายสยามทุกประการ ไม่สามารถนำข้าวสารหรือข้าวเปลือกออกนอกประเทศได้

3. มีการควบคุมสินค้าอาวุธ หากเรือนำอาวุธ เช่น ปืน กระสุน หรือดินดำเข้ามา จะต้องขายให้รัฐบาลไทยเท่านั้น และหากรัฐบาลไม่ต้องการ ต้องนำออกไป

4. มีเสรีภาพในการค้า ทั้งพ่อค้าอังกฤษและสยามสามารถซื้อขายสินค้าอื่น ๆ นอกจาก ข้าวและอาวุธยุทธภัณฑ์ ได้อย่างเสรี

5. รัฐบาลสยามสามารถเก็บภาษีจากพ่อค้าอังกฤษตามความกว้างของปากเรือ

ต่อมาในปลายสมัยรัชกาลที่ 3 สยามกลับมาใช้นโยบายผูกขาดอีกครั้ง ชี้ให้เห็นว่าสยามจำกัดขอบเขตการเข้ามาของตะวันตก ซึ่งถือเป็นการละเมิดสนธิสัญญาเบอร์นีย์ ทำให้อังกฤษเกิดความไม่พอใจ จนนำไปสู่การเจรจาสนธิสัญญาเบาว์ริงใน พ.ศ. 2398

สนธิสัญญาเบาว์ริง

สนธิสัญญาเบาว์ริงลงนามเมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2398 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โดยเซอร์จอห์น เบาว์ริง(Sir John Bowring) ราชทูตอังกฤษ เป็นผู้แทนพระองค์ของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย

ข้อตกลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของอังกฤษในการขยายการค้าเสรีในเอเชีย หลังจากประสบความสำเร็จในการบังคับให้จีนทำข้อตกลงคล้าย ๆ กับสงครามฝิ่น

ข้อตกลงนี้มุ่งเน้นไปที่การค้าเสรีระหว่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งมีข้อตกลงที่น่าสนใจดังนี้

1. สนธิสัญญานี้เปิดเสรีทางการค้าอย่างเต็มรูปแบบ ยกเลิกการผูกขาดการค้าของรัฐ มีสินค้าสำคัญ อย่าง ข้าว น้ำตาล และไม้สัก โดยพ่อค้าต่างชาติสามารถเข้าถึงสินค้าเหล่านี้ได้อย่างไม่จำกัด

2. นำเข้าฝิ่นได้ถูกต้องตามกฎหมายภายใต้การควบคุมของอังกฤษ

3. ให้สิทธิพิเศษแก่พลเมืองอังกฤษ มีการยกเว้นจากอำนาจตุลาการของสยามและการตั้งสถานกงสุลในกรุงเทพฯ ชาวต่างชาติไม่ต้องขึ้นศาลสยาม แต่ต้องขึ้นศาลกงสุลแทน ทำให้สยามสูญเสียอำนาจในการควบคุมกระบวนการยุติธรรมในประเทศ

4. ชาวอังกฤษสามารถเช่าหรือซื้อที่ดินในพระนครได้ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้า

5. มีการกำหนดอัตราภาษีขาเข้าสินค้าทุกชนิดที่ร้อยละ 3 และยกเลิกค่าธรรมเนียมปากเรือ

อย่างไรก็ตาม แม้สนธิสัญญานี้จะช่วยรักษาอิสรภาพของสยามในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีข้อวิจารณ์ว่าเป็นข้อตกลงที่ไม่สมดุล เนื่องจากเอื้อประโยชน์ต่อผลประโยชน์ของอังกฤษมากกว่าสยามประเทศ

ความแตกต่างระหว่างสนธิสัญญาเบอร์นีย์-เบาว์ริง

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างสองสนธิสัญญานี้ คือ ระดับความเปิดกว้างในการค้าขายและการให้สิทธิพิเศษแก่ชาวอังกฤษ

สนธิสัญญาเบอร์นีย์เน้นการรักษาสถานะดั้งเดิมของสยาม และยังคงมีข้อจำกัดในการค้า ขณะที่สนธิสัญญาเบาว์ริงมุ่งเปิดเสรีการค้า และให้สิทธิพิเศษแก่ชาวอังกฤษมากขึ้น ส่งผลให้อังกฤษสามารถเข้ามามีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการทูตสยามได้มากขึ้น

ทั้งสองสนธิสัญญาจึงมีบทบาทสำคัญในการเปิดประตูให้ชาติตะวันตกเข้ามามีบทบาทในสยาม และเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับตัวในยุคที่การค้าและการทูตกับตะวันตกกำลังเข้มข้นขึ้น

การลงนามในข้อตกลงทั้งสองฉบับ คือ เบอร์นีย์-เบาว์ริง จึงเป็นการปูทางให้สยามสามารถรักษาอิสรภาพทางการเมืองในระยะยาว แต่ก็ต้องแลกกับการต้องยอมรับการแทรกแซงจากประเทศตะวันตกที่มีอิทธิพลในอุษาคเนย์

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ประมวลสนธิสัญญา : อนุสัญญา ความตกลง บันทึกความเข้าใจ และแผนที่ ระหว่างสยามประเทศไทย กับประเทศอาเซียนเพื่อนบ้าน : กัมพูชา ลาว พม่า มาเลเซีย. ออนไลน์.

ไทยเปิด “ตลาดเสรี” ตั้งแต่รัชกาลที่ 3 ก่อนทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง. ออนไลน์.

อดิสร หมวกพิมาย. (2531). กรมท่ากับระบบเศรษฐกิจไทย : วิเคราะห์โครงสร้างและการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ สมัยธนบุรีกับการทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง พ.ศ. 2310-2398. (วิทยานิพนธ์ ////////ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์). ออนไลน์

สนธิสัญญาเบาว์ริง: หนังสือสัญญาที่ว่าด้วยเรื่องระหว่างราชอาณาจักรสยามกับสหราชอาณาจักร. ออนไลน์.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดความต่างสนธิสัญญาเบอร์นีย์ และ สนธิสัญญาเบาว์ริง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...