จีนเร่งสร้างท่าเรือสีเขียว ทันสมัย ขึ้นรอบอ่าวโป๋ไห่
“จีนเร่งสร้างท่าเรือสีเขียว ทันสมัย ขึ้นรอบอ่าวโป๋ไห่”
โดย รศ.วิภา อุตมฉันท์
ใครที่สนใจหรือรู้จักประเทศจีนดีพอจะรู้ว่า ลักษณะทางภูมิศาสตร์แบบสุดขั้วของจีนมี 2 อย่าง คือทะเลทรายกว้างใหญ่ทางทิศตะวันตก และมหาสมุทรล้อมรอบชายฝั่งทะเลทางทิศตะวันออกตั้งแต่เหนือสุดจรดใต้สุด ในสมัยโบราณการเดินเรือยังไม่เจริญ จีนต้องใช้การเดินทางข้ามทะเลทรายเพื่อติดต่อทำการค้ากับโลกภายนอก แต่ท่าเรือริมทะเลจะเป็นส่วนที่ชาวบ้านใช้ทำการประมงเล็ก ๆ น้อย ๆ หากุ้งหาปลา ซึ่งมีเต็มไปหมดตามชายฝั่ง
กลับไปดูแผนที่อีกที ท่านจะพบว่าพื้นที่ส่วนที่เป็นชายฝั่งของประเทศทางเหนืออยู่ที่มณฑลเหอเป่ย ซึ่งมีปักกิ่งและเทียนสินรวมอยู่ด้วย ที่นี่มีอ่าวขนาดใหญ่เรียกว่า “อ่าวโป๋ไห่” ทิศตะวันตกติดแผ่นดินจีน ทิศตะวันออกยื่นไปใกล้กับเกาหลีใต้ สภาพทางภูมิศาสตร์ที่มีลักษณะเป็นอ่าวปิด ล้อมรอบด้วยแผ่นดินเหมาะอย่างยิ่งในการป้องกันพายุคลื่นลมแรง ที่นี่จึงเป็นที่ตั้งของท่าเรือขนาดใหญ่ถึง 3 แห่ง
เดือนพฤษภาคม 2023 สีจิ้นผิงเดินทางไปสำรวจพื้นที่มณฑลเหอเป่ย ที่นี่เขามองเห็นลักษณะพิเศษของอ่าวโป๋ไห่ทันที จึงได้นำเสนอเป็นนโยบายให้รัฐเร่งยกระดับท่าเรือทั้ง 3 แห่งขึ้นมาโดยถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาปักกิ่ง-เทียนสินและมณฑลเหอเป่ย รวมทั้งเมืองใหม่ “สงอัน” ที่สร้างขึ้นใหม่ใกล้กับกรุงปักกิ่งไปด้วย เพื่อทำให้อ่าวโป๋ไห่เกิดบทบาทเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษในการสร้างวิสาหกิจที่ทันสมัยให้กับทางเหนือของจีน
3 ท่าเรือนี้ เรียงรายอยู่รอบอ่าวโป๋ไห่ ที่พร้อมจะออกสู่ทะเล ข้างบนสุดคือท่าเรือ “ฉินหวางเต่า” ถัดลงมาคือท่าเรือ “ถังซัน” ล่างสุดคือท่าเรือ “หวางหวา” ขณะนี้ท่าเรือทั้ง 3 ล้วนมีเส้นทางรถไฟเข้าถึง มีทางด่วนที่เชื่อมต่อกับภายในแผ่นดินได้ แต่ละปีทำหน้าที่ขนส่งถ่านหินไปทั่วประเทศและส่งออกสู่ภายนอกได้ถึง 88.1% แร่เหล็กอีก 25.9% ของประเทศ
แนวชายฝั่งของมณฑลเหอเป่ยส่วนที่ติดกับอ่าวโป๋ไห่มีความยาว 487 กม. ขณะที่ความกว้างใหญ่ของอ่าวโป๋ไห่ที่หันหน้าออกสู่ทะเลกินพื้นที่ถึง กว่า 7,200 ตร.กม. เหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นท่าเรือที่หลบภัยจากพายุลมแรง และเป็นทำเลที่ดีเยี่ยมในการรองรับเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถเดินทางไปได้ทั่วโลก ทางตะวันออกสู่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่อยู่ใกล้ที่สุด ทางใต้เดินทางข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปได้ถึงอเมริกา และละตินอเมริกาที่อยู่บนเส้นทางส่วนหนึ่งของ One Belt One Road (BRI) ได้สบาย ๆ
เมื่อสีจิ้นผิงมองเห็นข้อได้เปรียบเหล่านี้แล้ว จึงเสนอให้เร่งยกระดับความทันสมัยและสมรรถภาพของท่าเรือทั้ง 3 โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเขตปักกิ่ง-เทียนสิน ยกระดับให้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ ซึ่งจะต้องสร้างระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพขึ้นมารับงานโดยเร็ว
ตามแผนการของจีน ท่าเรือฉินหวางเต่า ซึ่งแต่เดิมเป็นท่าเรือขนถ่ายถ่านหินจะพัฒนาให้เป็นท่าเรือที่ทันสมัยสามารถรองรับเรือท่องเที่ยวจากต่างประเทศและการค้าที่ทันสมัย ส่วนท่าเรือถังซันเป็นท่าเรือน้ำลึกจะสร้างเป็นเขตการค้าเสรีสำหรับการขนถ่ายสินค้าคอนเทนเนอร์ ท่าเรือหวางหวาจะเป็นท่าเรือสากลออกสู่ทะเลใต้และมหาสมุทรไปเชื่อมโยงกับ BRI สู่นานาประเทศทั่วโลก
เพื่อให้การบริหารมีประสิทธิภาพ รัฐได้ตั้ง “กลุ่มบริษัทท่าเรือเหอเป่ย” ขึ้นมารับผิดชอบท่าเรือทั้ง 3 นับแต่นั้นการขึ้นลงสินค้าก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปี 2025 มณฑลเหอเป่ยยังมีโครงการสร้างท่าเรือขึ้นอีก 21แห่ง สร้างท่าเทียบเรือรวมกัน 278 แห่ง อาศัยความพร้อมเช่นนี้ ดึงดูดให้บริษัทการค้าต่าง ๆ เข้ามาใช้บริการขนส่งสินค้าสู่ภาคตะวันตกของอเมริกา เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ตะวันออกของรัสเซีย และเอเชียอาคเนย์หลายร้อยบริษัท
จีนตั้งเป้าว่าการพัฒนาท่าเรือทั้ง 3 นี้จะต้องทำให้เป็นท่าเรือสีเขียวพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะครบครัน เช่น ปัจจุบันท่าเรือหวางหวา มีสายโซ่ขนถ่ายถ่านหินอัตโนมัติแบบยกเท กล่าวคือแต่ละตู้รถไฟสามารถถ่ายเทถ่านหินลงสู่ตู้คอนเทนเนอร์เพื่อขนถ่ายลงเรือได้ถึง 8,000 ตันภายในเวลา 1 ชม. ท่าเรือถังซันติดตั้งระบบเครนอัตโนมัติมีประสิทธิภาพสูง ส่วนท่าเรือฉินหวางเต่า ก็ได้รับการประเมินให้เป็นท่าเรือสีเขียวระดับ 5 ดาว ขนถ่ายสินค้าแบบอัจฉริยะ ใช้เทคนิคการป้องกันฝุ่นละอองตลอดการทำงานขนถ่ายถ่านหินในท่าเรือ เช่นเดียวกับการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว ซึ่งจะมีการสร้างคลังเก็บสินค้าขนาดใหญ่ ประมาณการณ์กันว่าภายในปี 2027 ทั้ง 3 ท่าเรือจะมีอุปกรณ์โลจิสติกส์ทั้งระบบที่ทันสมัยอย่างพร้อมเพรียง