โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สมาคมประกันชีวิตไทย เผย “เบี้ยประกันภัยรวม” ปี 67 ทะลุ 6.53 แสนลบ. คาดปีนี้โต 2-3%

การเงินธนาคาร

อัพเดต 19 ก.พ. 2568 เวลา 15.26 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. 2568 เวลา 08.26 น.

สมาคมประกันชีวิตไทย เผย "เบี้ยประกันภัยรวม" ปี 67 ทะลุ 6.53 แสนล้านบาท คาดปีนี้โต 2-3% เชื่อเงื่อนไข Copayment ลูกค้ากว่า 90% จะไม่ได้รับผลกระทบ

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตของปี 67 เบี้ยประกันภัยรับรวม (Total Premium) อยู่ที่ 653,923 ล้านบาท เติบโต 3.23% เมื่อเทียบกับปี 66 จำแนกเป็น เบี้ยประกันภัยรับใหม่ (New Business Premium) 184,331 ล้านบาท เติบโต 3.28% และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป (Renewal Premium) 469,592 ล้านบาท เติบโต 3.21% คิดเป็นอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ 83%

สำหรับเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ ประกอบด้วย

  • เบี้ยประกันภัยรับปีแรก (First Year Premium) 120,026 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 6.81%
  • เบี้ยประกันภัยจ่ายครั้งเดียว (Single Premium) 64,305 ล้านบาท เติบโตลดลง 2.71%

สาเหตุสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของธุรกิจมาจากปัจจัยเอื้อทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงกระแสใส่ใจสุขภาพของประชาชนที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพและโรคร้ายแรงเติบโตเพิ่มขึ้น และยังช่วยเสริมให้สัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง (Health+CI) มีเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 124,786 ล้านบาท เติบโต 13.66% คิดเป็นสัดส่วน 19.08% และยังช่วยผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance) และผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ซึ่งเป็นสัญญาหลักเติบโตขึ้นตามไปด้วย โดยแบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance) มีเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 110,777 ล้านบาท เติบโต 8.93% หรือคิดเป็นสัดส่วน 16.94% ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance) มีเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 282,302ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 0.76% หรือคิดเป็นสัดส่วน 43.17%

นอกจากนี้ ยังมีเหตุจากความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจโดยเฉพาะการรักษาฐานลูกค้าเดิมโดยเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป (Renewal Premium) มีสัดส่วน 72% มีอัตราการเติบโต 3.2% คิดเป็นอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ 83% ส่วนเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ (New Business Premium) มีสัดส่วน 28% เติบโตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากการเติบโตของประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ และสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง

โดยการเติบโตของเบี้ยประกันชีวิตไทยมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี เฉลี่ยปีละ 8-10% โดยบางปีสูงมากถึง 15% สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ และการขยายช่วงอายุการรับประกันสุขภาพออกไปจนถึง 80 ปี ก็เป็นอีกแรงผลักดันที่ทำให้การประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงเติบโตต่อไปได้ และจะมีผลขยายไปถึงการประกันชีวิตอื่นๆ โดยเฉพาะประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance) ที่เป็นสัญญาหลักด้วย

อีกทั้งยังมีการเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ การเพิ่มขึ้นของแรงสนับสนุนและมาตรการจากภาครัฐ การผ่อนคลายกฎเกณฑ์การกำกับดูแลและส่งเสริมภาคธุรกิจผ่านโครงการนวัตกรรมต่างๆ การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและระบบ AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ และการดำเนินงานปรับปรุงช่องทางการจำหน่ายที่มีอยู่ในปัจจุบันและผสานรูปแบบการขาย ไปจนถึงการส่งมอบบริการและธุรกรรมหลังการขายที่เกี่ยวข้องกับกรมธรรม์ เพื่อยกระดับความพึงพอใจของผู้เอาประกันภัยจนสามารถขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้น อีกทั้งยังมีการร่วมมือกันอย่างแข็งขันในทุกด้านของธุรกิจผ่านสมาคมประกันชีวิตไทย เพื่อผลักดันให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

ในขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจประกันชีวิตยังคงต้องติดตามปัจจัยท้าทายที่จะส่งผลต่อการเติบโตอย่างสภาวะเศรษฐกิจ ทั้งเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก และเศรษฐกิจภายในประเทศไทยที่เติบโตแบบชะลอลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์เงินเฟ้อและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะกระทบกับผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่มีพอร์ตขนาดใหญ่กว่า 43.17% ของเบี้ยประกันชีวิตรวม ทำให้ธุรกิจประกันชีวิตที่จะขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวต้องทำอย่างระมัดระวังและบริหารความเสี่ยงให้ดี

ขณะที่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมีความท้าทายจาก Medical Inflation ที่เพิ่มสูงขึ้นในระดับดับเบิลดิจิท ซึ่งหวังว่าเงื่อนไข Copayment ที่จะใช้กับกรมธรรม์ประกันสุขภาพฉบับใหม่เริ่มคุ้มครองตั้งแต่ 20 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป โดยเชื่อว่า Copayment ลูกค้ากว่า 90 % จะไม่ได้รับผลกระทบ ส่วนที่ได้รับผลกระทบเป็นส่วนน้อยเท่านั้นที่เข้าเงื่อนไข

"เชื่อว่าเงื่อนไข Copayment จะทำให้ประชาชนตระหนักรู้ถึงความจำเป็นทางการแพทย์ว่าเขาจำเป็นต้องเข้าไปนอนโรงพยาบาลหรือไม่ และสิ่งนี้เป็นการเริ่มต้นที่จะบริหารจัดการจากการเป็นผู้ป่วยในเท่านั้น เรายังไม้ได้พูดถึงผู้ป่วยนอก"

นอกจากนี้ยังมีมาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS 17 ซึ่งมีผลเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 68 รวมถึงต้องติดตามสถานการณ์สงครามการค้าโลกหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจ กระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งด้านการค้าและบริการ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะยังไม่ยุติ ก่อให้เกิดความผันผวนและความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจมากขึ้น

นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า สมาคมฯ มีแผนเตรียมพร้อมรับมือปัจจัยท้าทายรอบด้าน โดยนำแนวคิดการพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน (ESG) มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานที่คำนึงถึงความรับผิดชอบ ESG ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ สิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และการกำกับดูแล (Governance) ซึ่งเป็นกรอบการกำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกให้ธุรกิจประกันชีวิตมีความยั่งยืนในระยะยาว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ แวดวงประกันภัย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...