โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไม.. ทรัมป์ต้องจุดชนวน Tariff กระหึ่มโลก?

Finnomena

เผยแพร่ 08 เม.ย. 2568 เวลา 11.00 น. • MacroView

นโยบายกำแพงภาษีแบบกระหึ่มโลกของโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความปั่นป่วนให้กับทุกวงการอย่างที่เรากำลังประสบอยู่นั้น ผมจะขอค่อย ๆ ไล่เรียงถึงความเป็นไป เบื้องหลัง และผลกระทบในสินทรัพย์ต่าง ๆ จากวิกฤตนี้แบบเป็นซีรีส์บทความ โดยบทความนี้ จะขอเริ่มจากสาเหตุที่ทรัมป์ดำเนินนโยบายนี้ และผลกระทบเบื้องต้นในระยะถัดไป

สาเหตุที่ทรัมป์คิดว่า ‘นโยบายกำแพงภาษี’ จำเป็นต่อสหรัฐ:

ทรัมป์เชื่อในสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ เรียกกันว่า Triffin Dilemma ที่ระบุว่า แม้สถานะของเงินดอลลาร์จะมีความเป็นพิเศษหรือที่เรียกกันว่า สถานภาพ exorbitant privilege แห่งเงินดอลลาร์ โดยเป็นเงินสกุลที่เป็นธนาคารกลางทั่วโลกนิยมนำมาใช้เป็นสำรองเงินตราระหว่างประเทศ (Reserve Currency) เสมือนเป็นการส่งออกเงินดอลลาร์ไปทั่วโลก ซึ่งนั่นเท่ากับเป็นการทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งนั่นทำให้การส่งออกของสหรัฐลดลง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อจีดีพีสหรัฐมีสัดส่วนที่ลดลงมาเรื่อย ๆ เมื่อเทียบต่อจีดีพีโลกในช่วงหลัง ยิ่งทำให้ค่าเงินดอลลาร์ในโลกแห่งความเป็นจริงซึ่งมีสถานะ exorbitant privilege แข็งค่ากว่าค่าเงินดอลลาร์ในกรณีที่ดอลลาร์ไม่ได้มีสถานะเช่นนั้นมากขึ้นไปอีก ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสหรัฐยิ่งลดลงกว่าระดับที่ควรจะเป็นมากขึ้นไปอีก

ทั้งนี้ ทางออกที่ทรัมป์มองว่าจะช่วยให้สหรัฐสามารถเลิกถูกโดนเอาเปรียบทางการค้าจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก คือการตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้านำเข้าจากทั่วโลกที่จะเข้ามาขายในสหรัฐ

คำถามคือ หากตั้ง Tariff แบบสุดโต่งนี้แล้ว ทรัมป์ไม่กลัวหรือว่าเงินดอลลาร์จะถูกเงินสกุลอื่น ๆ แซงหน้าเป็นเงินสกุลหลักของโลกหรือ?

คำตอบคือ ทรัมป์ไม่กลัว แต่ก็ออกโรงเตือนว่าจะลงโทษประเทศที่คิดจะสร้างเงินสกุลตนเองหรือจะร่วมกับสกุลเงินพันธมิตรให้เป็นเงินสกุลหลักของโลก

โดยที่ทรัมป์ไม่กลัว เพราะมี 2 ปัจจัยที่จำเป็นต้องมีในการเป็นเงินสกุลหลักของโลก ได้แก่ 1. ต้องสามารถแปลงเป็นเงินสกุลอื่นได้แบบเต็มที่ 100% และ 2. ต้องมีคุณลักษณะการรักษามูลค่าที่มีเสถียรภาพ ซึ่งเงินหยวนของจีนไม่สามารถมีทั้ง 2 สิ่งนี้ ณ ตอนนี้ในขณะที่เงินยูโรของยุโรปก็ถือว่ามีจีดีพีเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีโลกน้อยเกินไป

นอกจากแนวคิดเศรษฐศาสตร์ของ Triffin ทรัมป์ยังเชื่อว่าสหรัฐยังต้องแบกรับภาระด้านความมั่นคงทางทหารต่อประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยสิ่งที่ทำให้ทรัมป์ชี้ว่าสหรัฐต้องแบกภาระนี้ได้แก่ดุลการค้าที่ขาดดุลมากขึ้น และสัดส่วนของจีดีพีสหรัฐต่อจีดีพีโลกที่ลดลงเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ดี ในมุมที่ดีของสหรัฐจากสิ่งนี้ คือ การที่แทบทุกประเทศใช้เงินดอลลาร์ในการค้า ทำให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรของสหรัฐลดลงจนต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ โดยส่วนใหญ่ จึงทำให้ต้นทุนทางการเงินของเศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้เพิ่มขึ้นแม้ว่าจะกู้เงินมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็ตามที

นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐยังสามารถทำการห้ามไม่ให้เงินสำรองของประเทศที่สหรัฐต้องการเล่นงานถอนเงินนี้ออกไป รวมถึงห้ามไม่ให้ถอนเงินจากบัญชีของธนาคารสหรัฐ ซึ่งถือเป็นอำนาจของรัฐบาลสหรัฐที่ประเทศอื่น ๆ ไม่มีอยู่ในมือ

คำถามถัดไปคือ แล้วทำไมทรัมป์จึงคิดว่านโยบาย Tariff จะไม่กระทบหรือกระทบน้อยต่อสหรัฐเอง แม้จะสามารถเก็บรายได้จากกำแพงภาษีต่อสินค้านำเข้า?

คำตอบคือ ทรัมป์ประเมินว่านโยบาย Tariff จะกระทบต่อเงินเฟ้อสำหรับชาวสหรัฐไม่มากนัก โดยในส่วนของผลกระทบจากการขึ้น Tariff ต่อเงินเฟ้อสหรัฐ ทีมงานของทรัมป์ประเมินว่าการขึ้น Tariff ขนาด 10% ที่ทรัมป์ประกาศต่อทุกประเทศ จะทำให้อัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐ เพิ่มขึ้น 1% ในขณะที่การแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์ 10% เพื่อตอบสนองต่อ Tariff จะทำให้ CPI สหรัฐ ลดลง 0.4-0.7% ซึ่งโดยสุทธิแล้ว จะทำให้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 0.3-0.6%

อย่างไรก็ดี ในโลกแห่งความเป็นจริง การตั้ง Tariff ของทรัมป์ ที่เกิดขึ้นแล้ว สถานการณ์ในช็อตถัดไปจะแบ่งเป็น 2 ขั้ว ได้แก่

ขั้วแรก ค่าเงินของประเทศส่งออกไปสหรัฐ จะถูกทำให้อ่อนค่าลง เพื่อให้ราคาสินค้าส่งออกของประเทศตนเองที่ไปสู่สหรัฐในรูปของค่าเงินดอลลาร์ยังคงเท่าเดิม ทำให้รัฐบาลสหรัฐสามารถเก็บภาษีจาก Tariff ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยไม่มีเงินเฟ้อในสกุลเงินของดอลลาร์ ซึ่งตัวเลขรวมของมูลค่าการค้าของโลกยังคงเท่าเดิม

ขั้วที่สอง ไม่มีการปรับค่าเงินในการทำให้ราคาสินค้าในรูปของสกุลเงินดอลลาร์ที่นำเข้ามาสหรัฐลดลง หากเป็นเช่นนี้ จะเกิดเงินเฟ้อในสหรัฐจากราคาสินค้านำเข้าสหรัฐที่สูงขึ้น ผ่านการซื้อสินค้านำเข้าที่ต้องจ่ายแพงขึ้นโดยชาวสหรัฐ ซึ่งจะทำให้มูลค่าสินค้านำเข้าสหรัฐลดลง โดยหันมาบริโภคสินค้าที่ทำการผลิตในประเทศสหรัฐแทน และนั่นเป็นสิ่งที่ทรัมป์ต้องการให้เกิดขึ้น นั่นคือ การเข้ามาตั้งโรงงานผลิตสินค้าต่าง ๆ ในสหรัฐให้มากขึ้นกว่าเดิมไปเรื่อย ๆ แม้จะทำให้รัฐบาลสหรัฐสามารถทำการเก็บภาษีนำเข้าได้น้อยลง

โดยในโลกแห่งความเป็นจริง จะเป็นการส่วนผสมระหว่างทั้ง 2 ขั้วดังกล่าว

ทั้งนี้ ทรัมป์เชื่อว่านโยบายกำแพงภาษีของตนเอง จะช่วยให้เกิดการปรับตัวของ Supply Chain ทั่วโลก โดยเฉพาะการย้ายฐานการผลิตของประเทศต่าง ๆ ให้เข้ามาในสหรัฐ นั่นคือ จะเกิดการตั้งโรงงานผลิตสินค้าต่าง ๆ ในสหรัฐให้มากขึ้นกว่าเดิมไปเรื่อย ๆ

โดยระหว่างที่อยู่ในช่วงของการปรับตัวของมาตรการ Tariff นี้ ทรัมป์จะสร้างกลไกให้ความผันผวนต่าง ๆ ของตลาดการเงินสหรัฐมีขนาดลดลง ซึ่งจะเป็นสิ่งที่จะพูดถึงในบทความถัด ๆ ไป

ดร. บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ, CFP

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...