เพื่อนนางเอกคนนี้มีพลังพฤกษา (จบแล้ว) (ติดเหรียญ 7 ม.ค. 68)
ข้อมูลเบื้องต้น
สวัสดีค่า นักอ่านผู้น่ารักทุกท่าน
เค้ามาเปิดเรื่องใหม่อีกแล้ววววว อย่าเพิ่งเบื่อกันเลยนร้า! >//< อัพเดต 14/01/2565 ==> จะมีการเเก้ไขด้วยการติดเหรียญถาวรเเทนล่วงหน้านะคะ โดยจะติดเหรียญไปก่อนเเล้วค่อยๆไล่เปิดให้อ่านฟรีวันละ 1 ตอนเหมือนที่ผ่านๆมา หลังจากที่อ่านฟรีจนจบ 2 วันไปเเล้ว จะกลายเป็นเหรียญถาวรเหมือนเดิมค่า ซึ่งไรท์จะเริ่มติดเหรียญถาวรตอนที่ 70 นะคะ ซึ่งจะอ่านฟรีวันที่ 31 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นค่ะ
::: ถ้ามีอะไรผิดพลาดหรือไม่ถูกใจก็วอนอย่าด่าเเรงนร้า เค้าอ่านหมดเลย เเง้ๆ ขอให้ทุกคนใจดีกับเค้าหน่อยนร้า :::
ลงชื่อ Suratiptk 16/12/2022
เปิดเรื่องไว้ก่อน เย็นๆวันที่ 16/12/2022 นี้จะเปิดตอนให้อ่านวันเเรกจ้า!!
บทนำ
บทนำ
หลังจากที่ความมึนงงถูกขับไล่ออกไปได้สำเร็จ ร่างกายบอบบางของหญิงสาววัย 16 ปีก็ค่อยๆยันตนเองให้ลุกขึ้น ใบหน้าบอบบางเต็มไปด้วยความอิดโรยและฝ้ากระหันซ้ายขวามองไปรอบๆด้วยความไม่เข้าใจ ยังดีที่ความทรงจำอันคลุมเครือในตอนแรกเริ่มกระจ่างชัดขึ้น
ดูเหมือนว่าตอนนี้เธอจะได้เข้ามาอยู่ในร่างของ “แอลลี่” ตัวประกอบหญิงที่มักจะติดตามนางเอกของเรื่องอย่าง “นารา” ไปรอบๆ บางครั้งก็ช่วยสร้างปัญหาให้แม่นางเอกได้จัดการ เรียกได้ว่าเป็นอีเว้นท์ในการช่วยเพื่อนฝูงที่น่าประทับใจ หรืองานประจำซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญของเธอก็คือการโต้เถียงแทนแม่นางเอกผู้แสนดีของเรื่อง ในขณะที่อีกฝ่ายไม่กล้าประชันฝีปากกับพวกตัวร้ายที่เข้ามาก่อกวน ก็ได้เพื่อนสาวชาวบ้านนอกอย่างแอลลี่ซึ่งได้ทุนเรียนพร้อมกันช่วยเหลือในการโต้แย้งเหล่านั้น
แม้ว่าในฐานะนักอ่านแล้วรู้สึกว่าการกระทำของแอลลี่มันจะทำให้เรื่องทุกอย่างดูวุ่นวายมากกว่าเดิมก็เถอะ….
สำหรับสถานการณ์ของแอลลี่ในปัจจุบันนี้ ดูเหมือนเจ้าตัวจะมีการตื่นขึ้นของพลังทำให้ร่างกายราวกับถูกระเบิด สำหรับเด็กรุ่นเยาว์ที่ไม่มีผู้ปกครองคอยช่วยเหลือ หรือปลุกพลังอย่างถูกวิธี โอกาสที่จะเสียชีวิตก็มีมากเช่นกันในระหว่างนี้ เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมชาวบ้านซึ่งปลุกพลังด้วยตนเองแล้วยังรอดชีวิตหาได้ยาก
และมันก็แสดงให้เห็นว่าคนๆนั้นมีความสามารถสูงขนาดไหนนั่นเอง!
แอลลี่ในบทละครนั้นเป็นเด็กสาวตัวคนเดียว บิดาเพิ่งป่วยตายไป 2 ปีก่อน หลังจากนั้นเมื่อ 1 เดือนที่แล้วมารดาก็ตกตายไป ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ เธอก็ได้ความช่วยเหลืออย่างนารามาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นอาหารเล็กน้อยๆหรือของใช้ต่างๆ เพราะแบบนั้นก็เลยรู้สึกขอบคุณนาราอย่างมาก จนถึงกับว่าอยากจะชดใช้ด้วยชีวิตของตนเอง
ด้วยพื้นหลังเช่นนี้ก็เลยทำให้แอลลี่ต่อสู้เพื่อนาราชนิดถวายหัวให้ล่ะนะ…
ในขณะที่ความคิดของเธอกำลังฟุ้งกระจายไปทั่ว เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากหน้าบ้านของแอลลี่ ซึ่งมันเป็นเพียงบ้านไม้แปะๆติดกันเท่านั้น
ที่จริงแล้วครอบครัวของแอลลี่มีพื้นที่ค่อนข้างมาก รอบๆข้างก็เป็นแปลงผักที่พ่อกับแม่ผู้เสียชีวิตไปกว้านซื้อมาเพื่อประกอบอาชีพ ถ้าไม่ใช่เพราะพวกท่านด่วนจากไปก่อน บางทีชีวิตของแอลลี่อาจจะดีกว่านี้ก็ได้ในอนาคต น่าเสียดาย น่าเสียดายจริงๆ
“แอลลี่จ๊ะ วันนี้ฉันทำต้มผักมาให้ด้วยนะ แอลลี่อย่าหมดหวังล่ะ เข้าใจไหม” รอยยิ้มสดใสของเด็กสาวตรงหน้า ด้วยใบหน้าที่งดงามของเจ้าตัว มันทำให้หัวใจดวงน้อยๆของแอลลี่รู้สึกปลื้มปลิ่มอย่างมาก
หางม้าเล็กๆสองข้างของนาราทำให้เธอยังดูเหมือนเด็กน้อยที่ใสซื่อ ริมฝีปากชุ่มชื่นให้ความรู้สึกสุขภาพดีที่ไม่ว่าจะมองกี่ครั้งก็ยังชวนให้ลุ่มหลงเสมอ ดวงตาสีทองประกายเข้ากันดีกับผมของเจ้าตัว รูปร่างเล็กน่ารักน่าทะนุถนอม เธอคนนี้ก็คือนางเอก คือนางเอกที่สมบูรณ์แบบ!
“ขอบใจมากนะนารา” ผู้สวมบทบาทเป็นแอลลี่มองด้วยสายตาเคลิบเคลิ้ม ก่อนหน้านี้เธอชื่นชอบตัวละครที่ขึ้นชื่อว่านางเอกคนนี้อยู่แล้ว ดังนั้นหลังจากที่ได้เจอตัวเป็นๆเช่นนี้ เธอจะไม่รู้สึก “ฟิน” ได้อย่างไร
“ไม่เป็นไรจ้ะ ฉันไปก่อนนะแอลลี่” นาราว่าอย่างนั้นก่อนจะโบกมืออย่างน่ารักให้กับเพื่อนสาวเพียงคนเดียวของตนเอง
แอลลี่ยิ้มและโบกมือกลับไปอย่างสดใส ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตนเองยังไม่ได้บอกกับนาราเลยว่าเธอนั้นปลุกพลังได้แล้วน่ะ
อืม…แต่มันก็คงไม่เป็นอะไรหรอก วันหลังถ้านารามาแล้วก็ค่อยบอกก็ได้ อย่างไรก็ไม่มีอะไรเสียหายอยู่แล้ว
“จำได้ว่าแอลลี่คนนี้มีพลังพฤกษาหรือเปล่านะ”
แอลลี่ทบทวนกับตนเอง ดูเหมือนเนื้อเรื่องของนิยายจะยังไม่มาถึงเร็วๆนี้ เพราะตามเนื้อเรื่องแล้ว มันเริ่มขึ้นหลังจากที่นาราปลุกพลังธาตุแสงของตนเองได้ ข่าวลือเกี่ยวกับเด็กสาวชาวบ้านผู้ปลุกพลังได้นั้นกลายเป็นเรื่องโด่งดังมากจนไปถึงหูของผู้ตรวจสอบจากสถาบันศึกษา ไม่นานพวกเขาก็ส่งคนมาตรวจสอบเรื่องนี้และพบว่ามีเด็กสาวสองคนที่ปลุกพลังได้เองและรอดชีวิตอยู่ได้ เป็นเวลา 1 เดือนหลังจากนั้นที่ทั้งสองได้ถูกเชิญเข้าสถาบันการศึกษาระดับสูงพร้อมกัน
นั่นหมายความว่าก่อนที่นาราจะปลุกพลังได้ เธอยังต้องใช้ชีวิตที่นี่อย่างน้อย 1 เดือนเพื่อรอเข้าสถาบันใช่หรือไม่? และจะปล่อยให้นาราเอาต้มผักใสๆที่ไม่มีแม้แต่กลิ่นหอมนี้มาเลี้ยงตนเองไปตลอดได้อย่างไร
เหนือสิ่งอื่นใด หากแอลลี่ต้องการเข้าเรียนในสถาบันศึกษาเวทย์มนต์อันดับหนึ่งของอาณาจักร เธอจะมาใจเย็นอยู่เช่นนี้ไม่ได้ จริงอยู่ที่ว่าในเนื้อหาพวกเธอเป็นชาวบ้านยากไร้ที่ได้รับทุนเรียนฟรี รวมถึงอาหารสามมื้อ แต่ทั้งหมดนั่นก็เป็นแค่อาหารระดับต่ำเท่านั้น
จำได้ว่าในเนื้อเรื่อง หลังจากที่นางเอกได้เจอกับพระเอกหมายเลข 1 แล้วไปกินอาหารด้วยกัน ตอนนั้นผู้เป็นพระเอกได้บอกว่า “นารา ทำไมเธอเอาแต่กินอาหารหมูแบบนี้อยู่ได้ล่ะ มาเถอะ ฉันจะพาเธอไปกินอาหารที่ดีกว่านี้ด้วยกัน”
และใช่! อาหารฟรีที่พูดถึงก็คืออาหารหมูที่เป็นเพียงเศษเนื้อ เศษขยะเท่านั้น ต้องบอกว่าในสถาบันแห่งนี้มีผู้ได้ทุนน้อยมาก บางปีก็ไม่มีผู้ปลุกพลังด้วยตนเองเลย หมายความว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องใส่ใจนักเรียนทุนเหล่านี้มากมายนัก พ่อครัวแม่ครัวต่างก็ใช้เศษอาหารที่เหลือจากการทำเมนูหลักมาให้พวกเธอได้กิน เรียกได้ว่าดีกว่าเอาเศษอาหารไปเลี้ยงหมูเลี้ยงหมาเท่านั้นเอง
แล้วจากบทสนทนาที่นักเขียนได้กล่าวถึง มันมีส่วนไหนพูดถึงตัวประกอบที่โผล่มาอย่างแอลลี่บ้างหรือไม่? ไม่มีเลย! พ่อพระเอกคนดีนั้นไม่เคยมีประโยคไหนที่พูดถึงเพื่อนสนิทของแฟนสาวอย่างแอลลี่เลยแม้แต่น้อย ซึ่งหมายความว่าถ้าเธอไม่มีปัญญาทำอะไรบางอย่างได้ เธอก็จะกลายเป็นคนที่ต้องกินอาหารขยะเหล่านั้นอยู่เพียงคนเดียวน่ะสิ!
“ฉันจะไม่ยอมเป็นผู้ยากไร้กินแต่อาหารหมูหรอก อย่างน้อยๆก็ต้องหาเงินติดตัวไปบ้าง” แอลลี่กำหมัดแน่นให้กำลังใจตนเอง
ไม่ใช่ว่าชีวิตก่อนที่เธอทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำก็เพื่อที่จะได้กินบุฟเฟ่ดีๆ กินอาหารอร่อยๆ กินน้ำหวานที่แสนชื่นใจอยู่ทุกๆวันหรือ? ด้วยทัศนคติที่ว่าต้อง “อยู่เพื่อกิน” ของแอลลี่แล้ว อย่างไรเป้าหมายนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต
เมื่อรู้แล้วว่าตนเองมีเป้าหมายอย่างไร แอลลี่ก็ทบทวนว่าเพื่อนของนางเอกคนนี้มีประโยชน์อะไรบ้าง ก่อนจะพบว่าในเนื้อเรื่อง ถ้าไม่ใช่สอดปากเข้าสู้กับเหล่าตัวร้ายแทนนางเอกที่เงียบและเอาแต่ร้องไห้ เธอก็มีบทอีกครั้งตอนที่เอาตนเองเข้าไปก่อความวุ่นวายให้นางเอกเข้าใจผิดกับพระเอกเท่านั้น ส่วนบทอื่นๆ….ไม่มีพูดถึงเลยแฮะ!
วันๆมีแต่บทที่ว่านางเอกทำอะไร เจออีเว้นท์อะไรประหลาดๆกับพวกตัวเอกบ้าง หรือไม่ก็กำลังงอนง้อกับพ่อพระเอกคนไหน เช่นนั้นแล้วความสามารถของแอลลี่คืออะไร เธอไม่สามารถหาข้อมูลจากนิยายได้เลย
ปากเล็กๆของหญิงสาวคว่ำลงอย่างช่วยไม่ได้ ดูเหมือนว่าตอนนี้จะต้องเป็นเธอที่งมเข็มจากมหาสมุทรเองใช่ไหม? ยังดีที่เธอรู้ว่าเพื่อนสาวของนางเอกคนนี้มีพลังธาตุพฤกษาล่ะนะ ในขณะที่ปกติแล้วผู้จะใช้พลังเวทย์ได้ควรจะต้องไปตรวจสอบธาตุที่เข้ากันได้ดีก่อน เรียกได้ว่าเธอโกงคนอื่นไปได้ก้าวหน้าก็แล้วกัน
“พลังพฤกษา ถ้าอย่างนั้นอาจจะไปลองทดสอบดูกับพืชผักในแปลงก่อนก็ได้ใช่ไหม” แอลลี่คิดกับตนเอง ไม่นานก็ตัดสินใจว่าการจะรู้ถึงพลังของตนเอง มีแต่ต้องลงมือเท่านั้น
อีกอย่างการใช้พลังให้บ่อยครั้งขึ้นก็จะทำให้พลังเวทย์นั้นอยู่ในระดับสูงขึ้นด้วยเช่นกัน นี่คือเนื้อหาจากวิชาเรียนของแม่นางเอกคนเก่ง เพราะอย่างนั้นเมื่อได้เจออีเว้นท์บ่อยครั้งเข้า พลังแสงของนางเอกก็ขึ้นไปในจุดที่เทียบเท่ากับเหล่าอัจฉริยะในสถาบันได้
ร่างเล็กๆของแอลลี่ลงจากบ้านของตนเองแล้วไปตรวจสอบแปลงผักที่พบจากความทรงจำว่าคนเป็นมารดาได้ลงมือเพาะพันธุ์เอาไว้ มีบางส่วนที่มารดาของเธอขุดหัวไปขายบ้างแล้ว อย่างเช่นพวกแครอท หัวมัน ดังนั้นในตอนนี้จึงมีเพียงผักใบที่เหลืออยู่เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นผักบุ้ง กวางตุ้ง หรือกระทั่งผักกาดหอม
จะว่าไปแล้ว ดูเหมือนผักที่แอลลี่ต้มมาให้กินน่าจะเป็นผักกาดหอมหรือเปล่านะ?
คิ้วของแอลลี่ขมวดเข้าหากันเมื่อมีความคิดบางอย่างแล่นเข้ามา อย่างไรก็ตามหญิงสาวผู้เพิ่งมาอยู่ในโลกใหม่นี้ไม่ต้องการคิดให้มากความเหมือนกับในอดีต เธอเดินไปรอบๆซึ่งได้เห็นว่าที่บ้านของเธอนั้นมีแปลงผักหน้ากว้าง 3 เมตร ทั้งหมด 10 แปลง ซึ่งยาวลึกเข้าไปในเขตชาวป่ากว่า 500 เมตร ดูแล้วค่อนข้างเป็นอันตรายไม่น้อย อย่างไรก็ตามพ่อแม่ของเธอได้ทำรั้วป้องกันสัตว์เอาไว้บ้างแล้ว ยังมีพวกกับดักสัตว์เล็กๆอยู่รอบๆด้วย หากว่ามีสัตว์ออกมาจากชายป่าและต้องการจะกินผักของพวกเธอ ก็หมายความว่าตนเองมีสิทธิที่จะได้กินสัตว์ด้วยนั่นเอง
ทั้งหมด 4 แปลงซึ่งเป็นหัวมัน หัวไชเท้าอย่างละ 1 แปลง ในขณะที่แครอทซึ่งมีราคาดีกว่าผักอื่นๆ 2 แปลงถูกเก็บไปขายหมดแล้ว เหลืออีก 6 แปลงที่ยังมีต้นเขียวอยู่รอบๆ โดยปลูกผักบุ้ง กวางตุ้ง และผักกาดหอม อย่างละ 2 แปลง ถ้าได้เก็บเกี่ยวรอบนี้ก็จะถือว่าเป็นกำไรเหลือจากการลงทุนทั้งหมดแล้ว
น่าเสียดายที่หลังจากมารดาของแอลลี่เก็บเกี่ยวได้ต้นทุนคืนแล้ว เธอก็เสียชีวิตไปทั้งอย่างนั้น จนทำให้ไม่อาจเห็นผลกำไรจากการลงทุนลงแรงของตนเองเลย
แต่ก็นะ….แบบนี้ก็เท่ากับว่ากำไรนี้เป็นของสำหรับแอลลี่ใช่หรือไม่?
“เหลือผักอีก 6 แปลงใหญ่เลย ดูเหมือนว่าพ่อกับแม่ของเจ้าของร่างก็ขยันขันแข็งเหมือนกันนะ” แอลลี่กล่าวชม เธอเดินเข้าหาแปลงผักของตนเองอย่างกระตือรือร้น ก่อนที่จะชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
ผักบุ้งและกวางตุ้งซึ่งตอนนี้กำลังมีราคาเนื่องจากมีคนนิยมนำไปดองหรือไม่ก็ใส่ไปในส่วนผสมของอาหารได้ยุบหายไปกว่าครึ่งแปลง เดิมทีแอลลี่เข้าใจว่ามันน่าจะเป็นสัตว์ที่เข้ามากินผักเหล่านี้ แต่เมื่อเห็นว่ากับดักรอบๆยังทำงานของมันได้ดี มีบางส่วนที่สัตว์เหล่านี้ติดกับแล้วด้วยซ้ำ หากแต่เศษซากของสัตว์กลับหายไป เหลือไว้เพียงกับดักที่พังแล้ว แอลลี่ขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่พอใจ ดูเหมือนว่าบ้านของเธอจะถูกขโมยใช่ไหม?
หัวใจดวงน้อยๆของคนอายุกว่า 30 ปีผู้ผ่านประสบการณ์มามากมาย จู่ๆก็คิดเรื่องบางอย่างขึ้นมาทั้งๆที่ไม่อยากจะคิดถึงมันเลย
ดูเอาจากร่องรอยของพืชผลที่หายไป มันเป็นรอยมีดเล็กๆที่ตัดพืชผลต่างหาก ไม่ใช่รอยของสัตว์เข้ามาก่อกวนเลย แสดงให้เห็นว่าหลังจาก 1 เดือนที่เธอกำลังเสียใจกับการจากไปของมารดา มีใครบางคนอาศัยช่วงเวลานี้ขโมยพืชผักของเธอไป ทั้งไม่ใช่จำนวนน้อยๆอย่างเช่นขโมยเอาไปกินด้วย แต่ผักทั้งสองชนิด คิดเป็น 4 แปลง ยาวเกือบ 300 เมตรได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย กำไรจากการขายผักชนิดนี้น่าจะมากโขจนทำให้ครอบครัวเล็กๆหนึ่งครอบครัวอยู่กินได้สบายๆเลย
คนตัวเล็กลอบกลืนน้ำลายลงคอ หลังจากนั้นก็เดินไปดูแปลงผักกาดหอมที่ยังไม่โตเต็มที่ พวกมันมีร่องรอยของการถูกตัดอยู่เล็กน้อยจริงๆ เมื่อคิดถึงต้มผักร้อนๆที่วางอยู่ในบ้าน แอลลี่ก็รู้สึกว่าตนเองอาจจะคิดมากไปก็ได้
หญิงสาวตรวจสอบแปลงผักของตนเองอีกรอบ ร่องรอยของผักบุ้งที่ถูกตัดไปนั้นยังมียางที่ไหลออกมาอยู่เลย คาดว่าน่าจะเพิ่งถูกตัดไปสดๆร้อนๆ เพียงแต่นารานั้นถือตะกร้าไปเพียงใบเดียวเอง ดังนั้นไม่น่าจะใช่เธอ….ใช่ไหม?
ใช้เวลาเกือบ 20 นาทีก็ได้เห็นร่องรอยของการขนย้าย มันเป็นรอยเท้าของคนโตไม่ผิดแน่ หัวใจของแอลลี่ผ่อนคลายลงมาก หากเป็นคนโตที่เข้ามาวุ่นวายก็ยังดีกว่าความสงสัยแรกของตนเอง
แอลลี่รู้แน่ว่าตอนนี้เธอกำลังถูกขโมยของ แม้ว่าเจ้าของร่างจะยังมีอายุน้อยและอาจไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี ทว่าวิญญาณสาวใหญ่ที่ย้ายเข้ามาอยู่ในร่างของเด็กน้อยรู้ว่าควรจะต้องทำอย่างไรดี!
เธอสาวเท้าไปยังบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านทันที ความเข้มแข็งของแอลลี่นั้นเห็นได้ชัดผ่านทางสายตา ยิ่งหัวหน้าหมู่บ้านที่จริงก็คือบิดาของนาราด้วยแล้ว อย่างไรอีกฝ่ายก็ต้องช่วยเหลือตนเองแน่นอน!
น่าเสียดาย หลังจากที่เธอไปถึงบ้านของผู้นำหมู่บ้าน เสียงที่เล็ดรอดนี้ก็ทำให้แอลลี่ได้รู้ตัวตนที่แท้จริงของคนขโมยผักแล้ว…
“นารา หลังจากนี้ลูกก็ต้องเป็นเพื่อนกับแอลลี่ให้ดีนะรู้ไหม อีกฝ่ายไว้ใจพวกเราขนาดนี้ อย่างไรพ่อก็จะแบ่งผลกำไรให้แอลลี่อย่างแน่นอน บอกเพื่อนของลูกด้วยก็แล้วกัน ค่าตอบแทนครั้งนี้จะไม่น้อยกว่าครั้งก่อนแน่ๆ”
เสียงของผู้นำหมู่บ้านกล่าวขึ้นมา ในน้ำเสียงมีความจริงจังอย่างมาก ราวกับว่าเขาต้องการจะบอกให้คนอื่นๆที่มาช่วยยกข้าวของรู้ว่าตนเองนั้นยุติธรรมขนาดนั้น
นาราที่น่ารักรีบพยักหน้าทันทีพร้อมกับส่งยิ้มหวาน
“เข้าใจแล้วค่ะ ครั้งก่อนนาราก็ได้มอบเงิน 15 เหรียญเงินให้แอลลี่แล้ว เธอดีใจมากเลยนะคะ ยังบอกอีกว่าครั้งนี้ก็ฝากคุณพ่อด้วย”
“อืม ทำดีมากลูก เพื่อนอยู่ในความลำบากก็ต้องช่วยเหลือกันนะ” มือหนาของผู้นำหมู่บ้านโยกหัวเล็กๆของลูกสาวตนเอง ในขณะที่ทั้งสองกำลังหัวเราะอย่างมีความสุข
เด็กสาวที่กำลังแอบฟังก็เหมือนกับว่าได้เจอเรื่องราวที่เหนือจินตนาการของตนเองไปแล้ว!
……………………………………………………..
บทที่ 2 พลังพฤกษา
บทที่ 2 พลังพฤกษา
เด็กสาวตัวเล็กกลับมาที่บ้านของตนเองด้วยความไม่เข้าใจ เธอเฝ้าถามกับตนเองว่าตอนนี้เธอได้เข้ามาอยู่ในนิยายเรื่องเดียวกันหรือไม่? แล้วอะไรทำให้เนื้อเรื่องเปลี่ยนไปขนาดนี้ เหม่อมองดูท้องฟ้าตลอด 1 วัน แล้วก็ใช้เวลาทั้งคืนในการทบทวนราวกับเป็นสาวแก่ ก่อนที่เช้าวันใหม่จะปรากฏขึ้นอีกครั้ง และเด็กสาวที่เธอมองเป็นไอดอลมาตลอดก็ปรากฏที่หน้าบ้านของเธออีกครั้งแล้ว
ครานี้แอลลี่ไม่ได้สติไม่ดีเหมือนกับครั้งก่อนๆ เธอได้เห็นว่าหลังจากนาราเข้ามาในบ้านของตน หญิงสาวก็ปิดประตูเพื่อไม่ให้แอลลี่ได้เห็นสถานการณ์ภายนอก รอยยิ้มหวานสดใสของคนตรงหน้ายังมอบให้กับตนเองเหมือนเดิม พร้อมกับน้ำร้อนที่พวยพุ่งกับผักที่เหมือนเพิ่งจะโยนลงไปในน้ำร้อน
และใช่! ผักกาดหอมสดใหม่ที่มีกลิ่นดินติดอยู่นี้ เป็นผักจากบ้านของเธอไม่ผิดแน่ และการเลือกใช้ผักกาดหอมในการทำอาหาร แค่ใส่มันลงไปในน้ำร้อนก็จะทำให้ผักสุกอย่างง่ายดายแล้ว หลายครั้งก่อนหน้านี้หลังจากที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำจนเห็นมื้อดึกอีกรอบ อาหารง่ายๆที่เธอได้ทำก็คือต้มน้ำร้อนลวกกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หลังจากนั้นก็โยนผักกาดหอมที่มีติดบ้านเอาไว้ลงไป เพราะอย่างนี้แล้วเธอจึงคุ้นชินกับการทำอาหารด้วยผักกาดหอมอยู่บ้าง
“เมื่อวานแอลลี่ไม่ได้กินอาหารที่นาราทำมาให้เลยหรอ ฉันเสียใจมากเลยนะ อยากจะให้แอลลี่กินมันหน่อยได้ไหม แม้ว่าเธอจะเจอเรื่องทุกข์ใจมากมายก็ตาม แต่ว่านะ….เพราะแอลลี่คือเพื่อนของนารา ฉันก็เลยเป็นห่วงมากๆเลย” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยหลังจากที่วันนี้เธอมาเก็บเอาถ้วยที่ใส่ผักต้มในน้ำเปล่าให้แอลลี่กลับไปและพบว่ามันยังอยู่ดีเหมือนเช่นเคย
“พอดีฉันไม่หิวน่ะ”
“ไม่ได้นะแอลลี่! ถึงจะไม่หิวแต่ก็ต้องกิน ไม่ใช่ว่ารับปากแล้วหรอว่าจะเป็นเพื่อนนาราไปตลอดน่ะ ถึงแม้ว่าตอนนี้แอลลี่จะไม่เหลือใครแล้ว แต่เชื่อเถอะว่านาราจะเป็นเพื่อนกับแอลลี่เอง ต่อไปนาราจะเป็นครอบครัวเพียงคนเดียวของแอลลี่นะ” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงใสซื่อเหมือนกับบทละครในนิยายไม่มีผิดเพี้ยน
ประโยคเช่นนี้ที่เข้าหูของเด็กสาวผู้ไม่เหลือใครซ้ำไปมา มันทำให้แอลลี่รู้สึกตื้นตันใจอย่างมาก ในขณะที่เธอมีนาราเป็นเพื่อนเพียงคนเดียว แล้วทำไม…
“นารา เธอคิดว่าฉันเป็นเพื่อนจริงๆหรอ” อยู่ๆแอลลี่ถามขึ้นมาเช่นนี้ นาราก็ชะงักไปเล็กน้อย
เด็กอายุ 16 ปีแม้ว่าจะทำการแสดงเก่งขนาดไหนก็ตาม แต่เมื่อเจอกับคำถามที่ไม่คาดฝันก็ควบคุมอาการตนเองไม่อยู่เหมือนกัน เพราะอย่างนั้นพิรุธที่แอลลี่อยากเห็นมาตลอดก็ปรากฏขึ้น
หัวใจของนักอ่านตัวน้อยเศร้ามากขึ้นเป็นทวีคูณ ใครจะไปคิดว่าไอดอลที่น่ารักซึ่งเธอเอาใจช่วยมาตลอดกลับทำเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ต่อตนเองเสียได้
ที่แอลลี่รู้สึกขอบคุณนาราอยู่เสมอตลอดจนจบเรื่อง ที่จริงแล้วไม่ใช่เพราะเธอโดนหลอกหรอกนะ ใช่ไหม?
“ทำไมแอลลี่พูดแบบนั้นล่ะจ้ะ นาราทำอะไรผิดหรือเปล่า หรือว่า…แอลลี่ไม่อยากเป็นเพื่อนกับนาราอีกต่อไปแล้ว” เด็กสาวหน้าเสีย เธอบีบน้ำตาออกมาหยดแล้วหยดเล่า ซึ่งใบหน้าที่น่าสงสารนั่นทำให้แอลลี่รับรู้ได้ถึงเสน่ห์ของน้ำตาดั่งที่พระเอกใจร้ายคนที่ 2 ชอบพูดถึง
“เวลาที่เห็นน้ำตาของเธอแล้ว ฉันก็รู้สึกว่ามันน่าแกล้งให้ร้องมากกว่าเดิมเสียอีก” แน่นอนว่าเป็นประโยคที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูเท่านั้น แต่สำหรับแอลลี่ตอนนี้แล้ว เสน่ห์ที่อีกฝ่ายพูดถึงกลับทำให้เธออยากจะร้องไห้ตามมากกว่า
“ไม่มีอะไรหรอก หยุดร้องเถอะ” แอลลี่ห้ามปราม เธอไม่อยากเห็นนางเอกของเรื่องต้องมาร้องไห้งอแงเช่นนี้อีกต่อไป
“ฮึก ถ้าแอลลี่ว่าอย่างนั้นล่ะก็…นาราจะเข้มแข็งให้มากนะ” เธอปาดน้ำตาลวกๆ ท่าทางเหมือนกับเด็กสาวอ่อนแอที่ต้องการจะแสดงความแข็งแกร่งของตนเอง
รอยยิ้มจางๆของแอลลี่ได้ที่เห็นการแสดงออกอย่างใสซื่อของแม่นางเอกเกิดขึ้น ถ้าไม่ใช่เพราะเธอไปรู้อะไรบางอย่างมาก่อนหน้านี้ แอลลี่ก็คงจะไม่รู้สึกแย่เหมือนที่เป็นอยู่
โลกนี้น่ะเป็นโลกใบเล็กๆที่รักเหล่าตัวเอกอย่างมากไม่ใช่หรือ? ยิ่งเธอที่เป็นเพียงสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาอยู่จะเป็นอย่างไรถ้าหากว่าไปเปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่องทั้งหมด
ถ้าแอลลี่เปิดโปงเรื่องที่นาราปล้นเงินของตนเองไป ฐานะเพื่อนสนิทของนางเอกก็คงจะมีผลกระทบอย่างแน่นอน และถ้าเกิดเป็นอย่างนั้นจริงๆ เธอจะทำอย่างไรต่อไป?
นางเอกที่จะกลายเป็นคนรักของคนสำคัญทั้ง 4 อย่างองค์ชาย ขุนนาง นักปราชญ์ และอัศวินผู้เก่งกาจ ด้วยตัวตนระดับนั้น ถ้าแอลลี่วางตัวเป็นศัตรูกับนางเอกอย่างซึ่งๆหน้า ผลที่ตามมาคงเกินกว่าจะรับมือไหว
ไม่ใช่ว่ามีตัวอย่างให้เห็นแล้วหรอกหรอ? เหล่าตัวร้ายลูกสาวของผู้ทรงอิทธิพลในโลกนี้ ต่อให้มีพื้นฐานอำนาจมากขนาดไหนก็ไม่อาจจะเอาชนะนางเอกของเรื่องได้อยู่ดี จุดจบของคนเหล่านั้นไม่ถูกเนรเทศก็ถูกประหารชีวิต บางคนถูกลดขั้นไปเป็นชนชั้นล่าง ชีวิตที่แสนหดหู่นั่นเธอจะรับมือได้หรอ?
“แอลลี่ เดี๋ยวนาราไปก่อนนะ ตอนนี้แอลลี่ก็พักผ่อนให้มากๆ แล้วก็อย่าคิดมากเรื่องครอบครัวอีกล่ะเข้าใจไหม นารารู้ว่าแอลลี่คงจะกลัวว่านาราจะทิ้งแอลลี่ไปอีกก็เลยถามแบบนั้นสินะ แต่แอลลี่ฟังนารานะ นาราจะไม่ไปไหน จะเป็นเพื่อนกับแอลลี่ตลอดไปเลย”
หญิงสาวตรงหน้ายังแสดงว่าตนเองใสซื่อบริสุทธิ์ต่อไป ทั้งๆที่เธอกำลังทำกำไรจากสหายคนนี้อยู่แท้ๆ แอลลี่ได้แต่ส่งยิ้มจางๆ มองดูนาราจากไปทั้งอย่างนั้น
เมื่อทุกคนออกไปกันหมดแล้ว แอลลี่ก็มองสวนผักของพ่อกับแม่ที่เธอโง่งมปล่อยให้คนอื่นมาแย่งชิงผลประโยชน์ไปหลายต่อหลายครั้ง ถ้าพ่อกับแม่รู้ว่าลูกสาวของพวกเขาเป็นคนอ่อนแอขนาดนี้ พวกท่านจะเสียใจมากหรือเปล่านะ
นิ้วเรียวของแอลลี่แตะไปที่ผักบุ้งซึ่งเพิ่งถูกตัดไปไม่นานนี้ด้วยความเศร้า ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความหม่นหมองก่อนที่มันจะเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
- ผักบุ้งระดับ 0 : คุณสมบัติ ใช้ประกอบอาหารได้หลากหลาย
แผงการดำเนินการ
ตัวเลือกที่หนึ่ง ดูดซับพลังธาตุพฤกษาและทำลายส่วนที่เหลือ
ตัวเลือกที่สอง ถ่ายเทพลังพฤกษาเพื่อเร่งการเจริญเติบโต –
หลังจากที่หน้าจอโปร่งแสงปรากฏขึ้นมาตรงหน้า แอลลี่ผู้ซึ่งหมดอาลัยตายอยากในคราแรกก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที ดูเหมือนว่าเธอจะได้รับนิ้วทองคำมาพร้อมกับการเข้ามาอยู่ในร่างของตัวประกอบใช่หรือไม่?
“ตัวเลือกที่หนึ่ง ดูดซับพลังธาตุ” หญิงสาวเม้มปากเข้าหากันก่อนที่จะรับรู้ได้ว่ามีความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งเข้าสู่ร่างกายของตนเอง ในขณะที่ผักบุ้งตรงหน้าก็ค่อยๆแห้งเหี่ยวและกลายเป็นซากของพืชที่หลงเหลืออยู่ หากแต่ไม่มีพลังชีวิตของพืชเหลืออยู่เลย
คิ้วเรียวของแอลลี่เลิกขึ้นอย่างตื่นเต้น ตอนนี้เมื่อเธอสัมผัสกับพืชตรงหน้า แผงการดำเนินการเหลือเพียงตัวเลือกเดียว นั่นก็คือ “ถ่ายเทพลังพฤกษาเพื่อเร่งการเจริญเติบโต” เท่านั้น
“ถ่ายเทพลังพฤกษาเพื่อเร่งการเจริญเติบโต” เสียงแผ่วเบาของแอลลี่ดังขึ้น ส่งผลให้ผักบุ้งที่แห้งเหี่ยวไร้น้ำหนักในตอนแรกค่อยๆกลับมีมีชีวิตอีกครั้ง
ไม่ใช่แค่นั้น แต่เมื่อมันได้รับพลังเวทย์มากขึ้น ส่วนที่ถูกตัดขาดก็ค่อยๆงอกงามออกมา กลายเป็นผักบุ้งที่สวยงามราวกับหยก เมื่อเทียบกับผักบุ้งรอบๆแล้ว ดูเหมือนว่ามันจะอยู่คนละระดับกันเลยด้วยซ้ำ
- ผักบุ้งระดับ 1 : คุณสมบัติ ใช้ประกอบอาหารได้หลากหลาย และฟื้นฟูพลังเวทย์เล็กน้อยๆให้กับผู้กินอาหาร
แผงการดำเนินการ
ตัวเลือกที่หนึ่ง ดูดซับพลังธาตุพฤกษาและทำลายส่วนที่เหลือ
ตัวเลือกที่สอง ถ่ายเทพลังพฤกษาเพื่อเร่งการเจริญเติบโต –
แอลลี่ลองตรวจสอบผักบุ้งตรงหน้าอีกครั้งและพบว่าตอนนี้มันได้กลายเป็นผักบุ้งระดับ 1 ที่มีคุณสมบัติในการฟื้นฟูพลังเวทย์อีกด้วย เหมือนกับว่าผักบุ้งต้นนี้ได้กินพลังเวทย์ของเธอเข้าไป และเวทย์มนต์ของเธอที่อยู่ในนั้นก็จะช่วยให้ผู้กินมันฟื้นฟูพลังเวทย์ขึ้นมา เรียกได้ว่าเป็นพลังที่น่าอัศจรรย์อย่างแท้จริง
“ถ้าเป็นแบบนี้ วิธีหาเงินง่ายๆก็….ไม่สิ” รอยยิ้มลึกลับปรากฏที่มุมปากของแอลลี่หลังจากคิดรายละเอียดในเนื้อเรื่องขึ้นมาได้
แอลลี่ชอบใจกับความฉลาดของตนเอง ก่อนที่จะมองไปยังพืชผักซึ่งเป็นน้ำพักน้ำแรงของพ่อแม่ ถ้าจะปล่อยให้คนอื่นมาเก็บ สู้เธอจัดการเองไม่ดีกว่าหรือ?
แล้วหลังจากนั้น เช้าตรู่ของอีกวัน หลังจากที่เพื่อนรักของเธอมาเยี่ยมถึงบ้านอีกครั้ง ความแตกต่างก็คือครั้งนี้นาราวิ่งมาด้วยท่าทางหน้าตาตื่น ในถ้วยร้อนๆของเธอไม่มีผักที่คุ้นเคยอยู่อีก แม้แต่ใบไม้สักใบก็ไม่มี เมื่อแอลลี่แอบเห็นเช่นนั้นก็พ่นลมหายใจของตนเองออกมา
เมื่อวานเธอได้ดูดซับพลังพฤกษาไปทั้งหมดแล้ว ก็คงไม่แปลกถ้าวันนี้จะไม่มีใครได้ผลผลิตจากแปลงผักของเธอไปได้เลยแม้เพียงใบเดียว!
“แอลลี่! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว แปลงผักของเธอน่ะ…” แอลลี่ค่อยๆเงยหน้ามองนาราเหมือนกับว่าไม่รู้เรื่องแปลงผักอะไรนั่นเลย เห็นสายตาไม่รู้ไม่เห็นของอีกฝ่าย นาราก็เงียบเสียงของตนเองกลับไป
แม้ว่าครั้งนี้เธอจะเก็บเกี่ยวไม่ได้ก็ตาม แต่ถ้าเผลอปากบอกเรื่องแปลงผักไป ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายจะสงสัยเธอแทนหรือ? เพราะอย่างนั้นแล้วนาราก็ได้แต่ต้องเก็บความตื่นตระหนกของตนเองไปก็เท่านั้น ไม่กล้าถามเพื่อนสาวด้วยว่าทำไมผักเหล่านั้นจึงแห้งเหี่ยวและตายไปจนหมดแปลง
ที่จริงแล้วในความคิดของนารา ต่อให้ถามแอลลี่ไป คนที่ยังสติไม่สมประกอบคนนี้ก็คงจะไม่รู้หรอกว่าแปลงผักเกิดเรื่องขึ้นแล้ว อีกฝ่ายหลังจากที่ครอบครัวเพียงคนเดียวตายไปก็เอาแต่เหม่อลอยและร้องไห้ว่าอยากจะตายตามพวกเขาไปทุกวัน ถ้าไม่ใช่เพราะเธอมาคอยอยู่เป็นเพื่อน คาดว่าแอลลี่ก็คงจะฆ่าตัวตายตามไปแล้ว
“มีอะไรหรือเปล่า นารา”
“อืม ไม่หรอก ไม่มีอะไร แต่โทษทีนะ วันนี้ฉันหาของกินมาให้ไม่ได้เลย ก็เลยต้มน้ำอุ่นๆมาให้เท่านั้น อย่าโกรธฉันเลยนะ ครอบครัวของฉันก็ยากจนเหมือนกัน หลังจากนี้ก็มาพยายามกันเถอะ”
“ขอบคุณมากนะนารา” แอลลี่คลี่ยิ้มตอบกลับอีกฝ่ายไป
นาราอยู่พูดด้วยอีกไม่กี่คำก็เดินออกไปจากบ้าน ได้ยินเสียงว่าเธอพูดกับทุกคนเจื้อยแจ้ว ทั้งๆที่ยังไม่ได้ถามแอลลี่ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นกับแปลงผักของเธอ แต่กลับไปบอกทุกคนว่าแอลลี่ก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกันเสียอย่างนั้น
เอาเถอะ หลังจากที่ทำให้คนอื่นไม่สามารถเอาผลประโยชน์จากเรี่ยวแรงของพ่อแม่ได้แล้ว แอลลี่ก็รู้สึกพึงพอใจได้ขึ้นมาหน่อย เธออาศัยช่วงที่ทุกคนกลับไปกันหมดแล้วเดินไปดูแปลงผักที่แห้งเหี่ยว พ่อแม่ของเจ้าของร่างนี้ได้พยายามหาเงินเพื่อซื้อที่ให้กับครอบครัว อดมื้อกินมื้อแต่ก็มีความสุขดี ใครจะไปคิดว่าเมื่อที่ดินตรงหน้านี้กลายเป็นของครอบครัวอย่างถูกต้องแล้ว กลับเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นอีก
ทว่าหลังจากนี้ เมื่อเรียนจบมาแล้ว แอลลี่ก็ตั้งใจจะอยู่ที่นี่ให้ดี แทนคำขอบคุณที่จะมีให้พ่อแม่ของเจ้าของร่างล่ะนะ
“รออีก 3 วัน ให้เรื่องมันกลายเป็นเรื่องใหญ่ก่อนก็แล้วกัน ฉันค่อยลงมือ” แอลลี่ยิ้มให้กับตนเอง ตอนนี้เธอยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ที่ดินเหล่านี้ในการเพาะปลูก แต่ก็ใช่ว่าแอลลี่จะยอมอดตายเสียเมื่อไร
หญิงสาวหยิบเอาเมล็ดเพาะพันธุ์ที่พ่อกับแม่เหลือไว้ขึ้นมาแล้วก็ถ่ายเทพลังของตนเองลงไป ไม่นานก็ปรากฏเป็นกระหล่ำปลีที่สวยงามราวกับหยกออกมา 1 หัว ยังมีแครอท หัวไชเท้า ต้นหอมและหัวมันเทศขึ้นมาด้วย
ในบ้านที่เงียบเหงาของเด็กสาวซึ่งติดอยู่กับชายป่า กลิ่นหอมของต้มผักหวานๆก็ค่อยๆลอยขึ้นไปในอากาศ ความหวานของแคทรอทและกระหล่ำปลีทำให้ซุปตรงหน้าดูน่ากินขึ้นเป็นหลายเท่าตัว
ความหิวโหยของแอลลี่ที่ไม่ได้กินอะไรมานานถูกเติมเต็มได้อย่างง่ายดาย แม้แต่วิญญาณสาวก็ยังไม่คาดคิดเลยว่าอาหารอย่างต้มผักกินกับหัวมันต้มจะอร่อยได้ขนาดนี้…
…………………………………………………..
บทที่ 3 สมุนไพรหายาก
บทที่ 3 สมุนไพรหายาก
ในคฤหาสน์หรูของตระกูลเซตเตอร์ ร่างกายผอมแห้งของชายหนุ่มผู้หนึ่งนอนราบไปกับเตียงของเขา สภาพร่างกายเช่นนี้ใครมาเห็นก็ต้องรู้สึกหวาดกลัวกันทั้งนั้น หน้าท้องที่หายใจเข้าออกเห็นเป็นซี่โคร่งกระเพื่อมขึ้นลงราวกับศพที่ยังหายใจ เมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว ใบหน้าของคนที่มองดูอยู่ก็รู้สึกหวาดกลัวไม่น้อยเลย
“ท่านได้เห็นลูกชายของข้าแล้ว ตอนนี้จะบอกได้หรือยังว่าท่านรักษาได้หรือไม่” น้ำเสียงทุ้มของผู้นำตระกูลเซตเตอร์ที่แข็งแกร่งดังขึ้นอยู่ข้างๆ
แอลลี่ซึ่งตอนนี้อยู่ใต้ผ้าคลุมสีดำซึ่งนำมาเย็บติดกันจากเศษผ้าของพ่อแม่ที่ทิ้งไว้ สภาพของเธอดูเหมือนกับผู้ยากไร้ก็ไม่ผิด ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเซตเตอร์ไม่เลือกวิธีสำหรับการรักษาให้ลูกชายคนโต บางทีเธออาจะถูกพวกเขาจับโยนออกไปตั้งแต่แรกแล้วก็ได้
“แน่นอน เช่นนั้นพวกเจ้าไปนำยาที่มีส่วนผสมของ “เทเซโตรนส์” มาให้ข้าในห้องแยก แล้วก็อย่าให้ใครเข้ามาที่นั่นได้อีก ไม่อย่างนั้น…ข้าจะล้มเลิกการช่วยเหลือลูกชายของเจ้า” น้ำเสียงที่แหบพร่าราวกับชายชราสูงวัยดังออกมาจากร่างใต้ผ้าคลุม
นี่คือผลของเห็ดเปลี่ยนเสียงในความทรงจำของแอลลี่ พวกมันขึ้นอยู่ตามภูเขาและหาได้ไม่ยาก อย่างไรก็ตามพวกมันถูกมองว่าเป็นเห็ดพิษที่ไร้ค่า ไม่เพียงแค่เปลี่ยนเสียงของผู้กินลงไปเท่านั้น ยังไม่สามารถนำไปทำประโยชน์อื่นๆได้อีกด้วย แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงความคิดของชาวบ้านเท่านั้น ทว่าแม่นางเอกผู้เก่งกาจกลับสามารถหาวิธีใช้งานได้เป็นอย่างดี ด้วยเห็ดพิษที่มีค่อนข้างมากแถวหมู่บ้าน เธอจึงได้เล่นเป็นคนนั้นคนนี้เพื่อสืบข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆได้เสมอ
ก่อนที่นางเอกจะได้ใช้งาน ขอให้แอลลี่ผู้นี้ได้ใช้ประโยชน์ก่อนก็แล้วกัน
ไม่เหมือนกับแม่นางเอกที่ต้องสุ่มกินเห็ดต่างๆกว่าจะได้เสียงที่ต้องการ แอลลี่สามารถตรวจสอบพวกมันด้วยพลังพฤกษาของตนเอง เห็ดดอกไหนที่จะทำให้เธอใช้พลังเสียงของชายแก่ได้ เห็ดดอกไหนที่จะทำเสียงเล็กเหมือนกับสตรีสูงวัยได้ ดังนั้นเธอจึงไม่เสียเวลาเหมือนกับคนอื่นๆเลย
“เข้าใจแล้ว” ผู้นำตระกูลเซตเตอร์รับคำ อีกฝ่ายรู้ว่าลูกชายของพวกเขาได้กินยาที่มีส่วนผสมหายากของเทเซโตรนส์ด้วย อย่างนั้นความน่าเชื่อถือของอีกฝ่ายก็คงจะไม่น้อยเลย
และใช่! แอลลี่รู้มาจากเนื้อเรื่องของนิยายอีกเช่นกัน
บุตรชายคนโตหรือพี่ชายของพระเอกหนึ่งในฮาเร็มสุดยิ่งใหญ่ของนารา เขาป่วยเป็นโรคกินพลังชีวิตของตนเองและจะไม่มีทางรักษาให้หายได้ เว้นแต่จะได้รับพลังงานที่มากพอจากดอกเทเซโตรนส์
ซึ่งไอ้ต้นเทเซโตรนส์ที่ว่านี้ ตัวมันเองก็หายากพอแล้ว และการที่จะหาดอกของมันก็เรียกว่าเป็นการงมเข็มในมหาสมุทร!
รู้ว่ามี แต่ไม่ใช่ว่าใครจะหาก็หาได้เสียหน่อย!
อีเว้นท์ช่วยชีวิตพี่ชายของพระเอกซึ่งนางเอกได้ทำงานอย่างหนักนี้จะทำให้พวกเขาซาบซึ้งต่อนางมากขึ้น แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือมันแค่เป็นการผจญภัยที่ทำให้เนื้อเรื่องสนุกขึ้นอีกเล็กน้อยเท่านั้น หากตอนนี้ถูกทำลายไปก็ไม่ได้มีส่วนสำคัญให้พระนางไม่ได้คู่กันแต่อย่างใด
เพราะอย่างนั้น แอลลี่ก็เลยเลือกใช้โอกาสนี้ในการสร้างบุญคุณต่อเซตเตอร์ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ตนเองได้รับในสิ่งที่ต้องการ!
ในตระกูลเซตเตอร์ถือครองสมบัติหลากหลายชนิด พวกเขาเป็นขุนนางชั้นสูงที่มีทั้งเงินและอำนาจ ดังนั้นความสำคัญของลูกชายคนรองในตระกูลเซตเตอร์ซึ่งเป็นพระเอกอีกคนหนึ่งจึงสำคัญไม่แพ้องค์ชายของประเทศเลย
หลังจากที่นางเอกได้ช่วยเหลือพี่ชายของพระเอกแล้ว สิ่งที่เธอได้รับเป็นการตอบแทนก็คือคทาเวทย์แสง อย่างไรก็ตามมีของชิ้นหนึ่งที่เธออยากได้มากเหมือนกัน หากแต่ถ้าต้องเลือก เธอก็เลือกของที่สำคัญสำหรับเธอมากที่สุด
แอลลี่ไม่ได้ต้องการขัดขวางการได้รับคทาเวทย์แสงของนางเอก เพราะต่อให้ไม่มีการช่วยเหลือคุณชายใหญ่จากตระกูลเซตเตอร์ เธอก็เชื่อว่านาราจะสามารถได้รับของล้ำค่านั่นมาอยู่ดี ในฐานะของนายหญิงแห่งเซตเตอร์ ไม่มีอะไรที่เธอจะไม่ได้รับมันไป!
ดังนั้น….มิติว่างเปล่าที่มีพื้นที่กว้างสุดลูกหูลูกตาและบ่อน้ำสะอาดไม่มีวันหมดนั่น เธอขอก็แล้วกันนะ!
เพื่อไม่ให้ตนเองถูกขโมยพืชผลทางการเกษตรอีก แอลลี่ตัดสินใจที่จะดำเนินการซึ่งให้ผลกระทบต่อเนื้อเรื่องเล็กๆน้อยๆ อย่างการช่วยเหลือคุณชายคนโตของตระกูลเซตเตอร์ให้รอดชีวิตเร็วขึ้น
ทุกวันนี้คุณชายจากตระกูลเซตเตอร์จะได้รับยาซึ่งมีส่วนผสมเป็นผงของต้นเทเซโตรนส์ มันจะให้พลังชีวิตแก่อีกฝ่ายเล็กน้อยเพื่อประคองอาการ ซึ่งถ้าหากแอลลี่สามารถทำให้ต้นเทเซโตรนส์ออกดอกได้ เธอก็จะได้รับค่าตอบแทนที่มหาศาล!
“นี่คือยาที่คุณชายใหญ่ได้รับทุกๆวัน ขอให้ท่านได้ตรวจสอบ” พ่อบ้านคนสำคัญของเซตเตอร์เดินเข้ามาพร้อมกับผงยาที่มีราคาแพง เขามองดูชายชราร่างเล็กใต้ผ้าคลุมนี้ด้วยความสงสัย ถึงอย่างนั้นอีกฝ่ายก็เป็นแขกของตระกูล เพราะผู้นำตระกูลได้ประกาศออกไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม หากบอกว่ามีวิธีการรักษาลูกชายของเขาเขาก็จะให้ได้ลอง!
“เข้าใจแล้ว เช่นนั้นเจ้าออกไปก่อน” เสียงแหบพร่าของแอลลี่ดังขึ้น พ่อบ้านพยักหน้ารับแล้วก็จากไป
นิ้วเรียวของแอลลี่แตะไปที่ผงยาชนิดต่างๆเพื่อหาว่าชิ้นไหนคือเทเซโตรนส์แน่นอนว่ามันเต็มไปด้วยความยากลำบากเพราะสมุนไพรเหล่านั้นถูกบดจนละเอียดแล้ว ถึงอย่างนั้นเมื่อเวลาผ่านไปเพียง 40 นาที เธอก็หามันเจอเสียที!
ด้วยเทเซโตรนส์หายากเกินไป พวกแพทย์โอสถสามารถใช้พวกมันได้เพียงครั้งละน้อยนิด ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะพยุงอาการของคุณชายใหญ่เอาไว้ให้ได้นานที่สุดเผื่อจะมีโชคดีเกิดขึ้น ตราบเท่าที่พวกเขาหาดอกของเทเซโตรนส์พบ เช่นนั้นก็จะรักษาคุณชายใหญ่ได้ในทันที
น่าเสียดายที่ผ่านมาเป็น 10 ปีแล้ว จากเด็กน้อยกลายเป็นเด็กหนุ่ม ดอกเทเซโตรนส์ก็ยังไม่ปรากฏขึ้นมา!
แอลลี่ใช้พลังของตนเองเพื่อที่จะทำให้ต้นเทเซโตรนส์เจริญงอกงาม อย่างไรก็ตามพืชสมุนไพรที่มีระดับอยู่ที่ 7 นี้ไม่ใช่ง่ายๆเลย เพียงแค่มันเติบโตมาได้ 1 ฝ่ามือพลังของแอลลี่ก็หมดลงไปเสียอย่างนั้น
ดวงตาของหญิงสาวสั่นไหวด้วยความประหลาดใจ ดูเหมือนว่าพลังของเธอที่โกงขนาดนี้ก็ยังทำอะไรไม่ได้เลยสินะ เธอมองไปยังสมุนไพรตรงหน้าด้วยความเสียดาย ถึงอย่างนั้นเธอก็ค้นพบวิธีทำเงินใหม่ๆแล้วเช่นกัน
ต่อให้ไม่ได้พื้นที่ว่างเปล่าของตระกูลเซตเตอร์มาไว้ในครอบครอง ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังได้เชื้อพันธุ์ของเทเซโตรนส์ที่จะสร้างกำไรให้เธออย่างงาม ขอเพียงเธอใช้พลังทุกวันในการเพิ่มความเติบโตของพวกมัน แค่ใบของเทเซโตรนส์ก็ขายได้มากกว่า 1 เหรียญทองแล้ว หมายความว่าเธอจะร่ำรวยหลังจากนี้
หญิงสาวเก็บต้นเทเซโตรนส์ขนาดเท่าฝ่ามือเอาไว้ในอกเสื้อ เธอไม่กลัวว่าพวกเขาจะสงสัยหรอก เพราะเธอไม่ได้เอาอะไรไปเลย มีเพียงผงเล็กๆเท่านั้นที่หายไป และพวกเขาก็ไม่มีทางที่จะตรวจสอบได้พบ
“เข้ามาได้” แอลลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงของชายชราเช่นเดิม เธอแสร้งถอนหายใจแล้วก็คืนส่วนผสมของยาทั้งหมดให้กับพ่อบ้านของเซตเตอร์ หญิงสาวส่ายหน้ากับตนเอง
“ดูเหมือนว่าจะมีแค่ดอกของเทเซโตรนส์เท่านั้นที่จะช่วยเขาได้” เมื่อได้ยินคำพูดนี้ของชายชราแล้ว พ่อบ้านก็ถอนหายใจออกมาด้วยความเครียดอย่างหนัก
เดิมทีการกระทำของอีกฝ่ายค่อนข้างน่าสงสัยอย่างมาก แต่หลังจากได้ยินข้อเรียกร้องของอีกฝ่ายเพื่อที่จะตรวจสอบผงยาบดของคุณชายใหญ่แล้ว มันก็ไม่มีการกระทำที่เป็นปัญหาที่ตรงไหนเลย
ทางนั้นไม่ได้มาหลอกลวง ไม่ได้ขอเงิน หรือทำอะไรที่เป็นการกระทำผิดแต่อย่างใด เพียงใช้เวลาที่อยู่ที่นี่ตรวจสอบผงยาบดซึ่งจะเอาไปต้มให้คุณชายใหญ่ในภายหลังเท่านั้น แน่นอนว่าผงยาที่ถูกตรวจสอบแล้วนั้นจะไม่ถูกนำไปใช้อีก ไม่มีใครรู้ว่าอีกฝ่ายเล่นตุกติกด้วยการวางยาพิษลงไปหรือไม่
“ไม่ใช่ว่าท่านกล่าวว่าตนเองสามารถช่วยได้หรอกหรือ?” เมื่อผู้นำตระกูลได้ยินการสนทนาเหล่านี้ เขาก็รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้หลอกลวงเอาอะไรจากเขาไป แต่ความผิดหวังที่จะช่วยลูกชายคนโตนั้นก็มีมากเช่นกัน
“ข้ากล่าวเช่นนั้นจริง เดิมทีข้าคิดว่าตนเองสามารถจะปรุงยาให้เจ้าหนุ่มนี้ได้ แต่เมื่อเห็นส่วนผสมของเจ้าหนุ่มนี้ก็เลยเข้าใจ ยาเบาไม่ได้ผลอีกต่อไป คงมีแต่ยาแรงอย่างเช่นดอกของเทเซโตรนส์เท่านั้น” แอลลี่หยิบเอาต้นอ่อนของเทเซโตรนส์ออกมาจากอก
เมื่อเห็นเช่นนี้ ดวงตาของพ่อบ้านและผู้นำตระกูลเซตเตอร์ก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ กลายเป็นว่าชายชราผู้นี้คือของจริง!
“นั่นมันคือต้นอ่อนของเทเซโตรนส์ใช่หรือไม่?” ผู้นำตระกูลเซตเตอร์ถามขึ้นด้วยความตื่นเต้นอย่างมาก
ปกติแล้วต้นเทเซโตรนส์จะปลูกไว้ในเขตแดนเวทย์มนต์ซึ่งเป็นสถานที่ลับสำหรับเชื้อพระวงศ์เท่านั้น พวกมันได้ชื่อว่าหายากอย่างยิ่ง และการที่จะได้เห็นต้นชนิดที่ว่ามีรากงอกออกมาเช่นนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย
กว่าจะปลูกพวกมันได้ ทางเชื้อพระวงศ์จะต้องวางค่ายกลมากเท่าไรเพื่อให้พวกมันเจริญงอกงามออกมา ส่วนประกอบของยาที่ทางเซตเตอร์ได้มานี้ก็เช่นกัน ทั้งหมดต้องขอบคุณทางราชวงศ์ที่ให้ส่วนประกอบสำคัญนี้ต่อพวกเขา ไม่อย่างนั้นแล้วบุตรชายคนโตของเซตเตอร์น่าจะตายไปนานแล้ว ถึงแม้ว่าจะต้องแลกกับค่าตอบแทนที่มหาศาลที่ทางเซตเตอร์จะต้องจ่ายก็ตามที
“ใช่ ในขณะที่ข้ากำลังทดลองเพาะปลูกพวกมัน จนกระทั่งตอนนี้ก็ยังทำให้พวกมันออกดอกไม่ได้ ด้วยสภาพแวดล้อมที่น่าหดหู่เกินไป เมื่อพวกมันเจริญเติบโตได้ระยะหนึ่ง ปรากฏว่ามันก็ได้ดึงดูดสัตว์เวทย์มากมาย และสุดท้ายต้นเทเซโตรนส์ที่โตเต็มวัยก็ถูกขโมยไปตลอด ข้าได้แต่ต้องยุ่งกับการจัดการพวกสัตว์เวทย์จนไม่มีเวลามากพอสำหรับการดูแลเทเซโตรนส์เหล่านี้”
แอลลี่โกหกคำโต แต่ก็เพื่อให้ตนเองได้ในสิ่งที่ต้องการ เธอได้แค่ทำสิ่งเหล่านี้อย่างผิดๆเท่านั้น
เธอคาดการณ์เอาไว้บ้างว่าตนเองไม่ควรจะเร่งการเติบโตของเทเซโตรนส์ได้ในทันที ระดับของผักบุ้งและอื่นๆไม่เหมือนกับต้นเทเซโตรนส์ที่สำคัญนี้ ไม่อย่างนั้นเหล่าตัวเอกจะมองว่าเป็นอีเว้นท์ขนาดใหญ่ได้หรือ? แต่แอลลี่ก็ไม่เชื่ออีกเช่นกันว่าต้นเทเซโตรนส์ต้นอ่อนนี้จะทำอะไรไม่ได้
“ทะ ท่าน ท่านทดลองเพาะปลูกเทเซโตรนส์หรือ?” ผู้นำตระกูลเซตเตอร์ผู้ไม่เคยได้ยินเรื่องลี้ลับเช่นนี้มาก่อนอ้าปากค้าง แต่ต้นเทเซโตรนส์ที่มีรากสวยงามเช่นนี้อยู่ตรงหน้าของเขา จะไม่เชื่อได้หรือ?
ในขณะที่เหล่าผู้ฝึกพลังธาตุพฤกษาพยายามมาหลายร้อยหลายพันปี พวกเขาก็ไม่อาจจะทำเช่นนี้ได้เลย
ต้องบอกว่าผู้ใช้พลังพฤกษาของที่นี่ไม่เหมือนกับที่แอลลี่เข้าใจ เพราะก่อนหน้านี้เธอเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาๆเท่านั้น หรือต่อให้เป็นวิญญาณที่หลงเข้ามา เธอก็เป็นแค่คนจากต่างโลก อีกทั้งยังไม่เคยอ่านเจอในนิยายถึงวิธีการใช้งานของผู้ใช้พลังพฤกษาด้วย ไม่แปลกเลยที่เธอจะไม่รู้ว่าพลังของตนเองเป็นอะไรที่ล้ำค่ามากขนาดไหน
“ท่านวิเศษ ท่านโปรดบอกข้าได้หรือไม่ว่าพืชชนิดใดที่ท่านได้ทำพันธะสัญญาด้วย” คำถามนี้หลุดออกมาจากปากของผู้นำตระกูล ความเคารพที่มีต่อแอลลี่สูงขึ้นอย่างอธิบายไม่ได้
แม้แต่หญิงสาวที่มาจากต่างโลกคนนี้ก็ยังรับรู้ถึงสถานการณ์ที่ผิดปกติ อะไรคือ “พืชที่ทำพันธะสัญญา?” แล้วการที่เธอทำให้ต้นเทเซโตรนส์นี้เจริญงอกงามมันน่าประหลาดใจถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?
แต่เมื่อคิดทบทวนดูให้ดีแล้ว หากว่าผู้ใช้พลังพฤกษานั้นสามารถทำให้พืชชนิดไหนก็ได้เติบโตขึ้นมา ถ้าอย่างนั้นทำไมตระกูลเซตเตอร์ที่ยิ่งใหญ่นี้จึงไม่อาจจะหาดอกของเทเซโตรนส์ได้กันล่ะ! แน่นอนว่ามันต้องมีเหตุผลที่สำคัญยิ่ง อย่างเช่นว่า…ไม่ใช่ทุกคนจะทำให้ต้นไม้เติบโตได้เหมือนกับที่เธอทำ!
“นี่มันเสียมารยาทไม่ใช่หรือ?” แอลลี่ใช้น้ำเสียงของผู้สูงวัยกดข่มอีกฝ่ายจนหลังหงอ
หลังจากที่คนเหล่านี้เชื่อแล้วว่าแอลลี่คือตัวตนที่สำคัญ พวกเขาก็ไม่กล้าที่จะวุ่นวายกับเธอมากนัก แม้แต่ผู้นำตระกูลเซตเตอร์ก็ยังกลัวโทสะของเธอเลย!
“ขะ ขออภัยขอรับท่านผู้วิเศษ แต่สำหรับเรื่องที่ท่านกังวลใจอยู่นั้น ข้าคิดว่าตนเองสามารถช่วยแบ่งเบาภาระของท่านได้อย่างแน่นอน” ผู้นำตระกูลกล่าวออกมาเช่นนั้น แอลลี่ก็เงียบเสียงของเธอไป
ดูเหมือนว่ามันจะถึงเวลาที่เหยื่อติดเบ็ดแล้วใช่หรือไม่?
……………………………………………