Basho ต้นกล้วย บทกวีไฮกุ และสัจธรรมของชีวิต
ภายใต้สภาพภูมิศาสตร์ วัฒนธรรมและวิธีคิดที่แตกต่างกัน การมีอยู่ของสิ่ง ๆ หนึ่งในแต่ละสถานที่อาจสื่อความหมายตรงข้ามกันคนละขั้ว
“ต้นกล้วย” เป็นพืชพื้นเมืองของไทยที่พบเจอได้ในทุกจังหวัด คนไทยเราใช้ใบตองห่อขนม แล้วยังใช้ส่วนต่าง ๆ อย่างหัวปลีและผลเป็นอาหาร สำหรับคนไทย “กล้วย” เป็นสัญลักษณ์ของความสบาย ง่ายดายและไม่ยากเย็น ไม่ได้สลักสำคัญหรือว่ามีความพิเศษแต่อย่างใด
แต่ในประเทศเมืองหนาวอย่างญี่ปุ่น “ต้นกล้วย” เป็นไม้หายาก ปลูกขึ้นเฉพาะบริเวณที่มีอากาศอบอุ่น ในสายตาของคนญี่ปุ่น ต้นกล้วยจึงเป็นของที่ไม่คุ้นตา
และต้นกล้วยก็ยังกลายเป็นแรงบันดาลใจในชีวิตของกวีระดับตำนานชาวญี่ปุ่นอย่าง “Basho”
4045 / Freepik
ต้นกล้วย นามปากกาและความเป็นมาของ “Basho”
“บะโช” (Basho) เป็นนามปากกาของกวีชาวญี่ปุ่นที่มีชีวิตอยู่ในระหว่างปี ค.ศ.1644-1694 หรือที่เรียกกันว่า “สมัยเอโดะ” ตัวอักษรคำว่า “บะโช” ในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่า “ต้นกล้วย” อันสื่อถึงความหมายลึกซึ้งของการมองโลก
ด้วยความที่เป็นไม้เขตร้อน ต้นกล้วยจึงเป็นของหายากของญี่ปุ่น พบเพียงในส่วนที่มีสภาพอากาศอบอุ่นอย่างที่เกาะโอกินาว่า แล้ววันหนึ่งบะโชก็ได้รับต้นกล้วยเป็นของขวัญจากลูกศิษย์
บะโชปลูกต้นกล้วยลงที่สวนในฤดูใบไม้ผลิ ทุก ๆ วันบะโชมักกวาดสายตาไปรอบ ๆ แล้วนำสิ่งที่สังเกตเห็นมาแต่งเป็นบทกวี รวมทั้งต้นกล้วยต้นนั้น แล้วต้นกล้วยเล็ก ๆ ก็ค่อย ๆ เติบโตในสภาพอากาศอบอุ่นของฤดูร้อน แต่แล้วใบก็เริ่มร่วงหล่นในฤดูใบไม้ร่วง บะโชจึงมองว่าธรรมชาติของต้นกล้วยไม่แตกต่างจากวัฏจักรชีวิตมนุษย์
ด้วยความประทับใจในความหมายอันลึกซึ้ง เขาจึงได้ตัดสินใจใช้นามปากกาในการแต่งบทกวีว่า “บะโช”
“A banana plant in autumn winds -
I listen to the drops of rain
Fall into a basin at night.”
ต้นกล้วยในสายลมแห่งฤดูใบไม้ร่วง -
ฉันฟังเสียงหยาดฝน
ตกลงในแอ่งน้ำยามราตรี
การสังเกตมองต้นกล้วยในสวน ทำให้บะโชเข้าใจถึงความเปราะบางของชีวิต ผ่านธรรมชาติที่ผันแปร ฤดูกาลหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน จากไอเย็นที่ปลายนิ้ว สู่แสงแดดร้อน รอบกายมีแต่สีน้ำตาลของใบไม้ที่ร่วงหล่น สายลมพัดผ่านและหยาดฝนที่หยดลงมา แล้วสัจธรรมข้อนี้ก็เป็นหนึ่งในแกนสำคัญของบทกวีไฮกุของบะโชเช่นกัน
รากฐานของชุดความคิดนี้มาจากงานเขียนของพระไซเงียวในช่วงศตวรรษที่ 12 พระไซเงียวมีความเข้าใจในสัจธรรมของโลก และถ่ายทอดความจริงของชีวิตผ่านบทกลอนที่งดงาม
“Every single thing
changes and is changing
always in this world.
Yet with the same light
The moon goes on shining.”
ทุกสรรพสิ่งในโลกล้วนเปลี่ยนแปลง
และแปรผัน ไม่หยุดนิ่ง
แต่กระนั้นพระจันทร์ก็ยังคงส่องแสงเหมือนดังเช่นเดิม
งานเขียนของพระไซเงียวเต็มไปด้วยการเปรียบเทียบธรรมชาติกับชีวิต แล้วชีวิตกับธรรมชาติก็ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ตามแนวคิดของพุทธศาสนานิกายขงจื้อ
“When the wind blows at random
go the leaves of the banana;
Thus is it laid waste;
Can anyone rely on this world?”
สายลมพัดผ่าน
ใบกล้วยที่ร่วงหล่น
โรยราลงบนพื้น
แล้วใครจักพึ่งพาโลกใบนี้ได้?
การมองโลกในแบบที่เป็น และมองเห็นวัฏจักรของชีวิต คือใจความสำคัญในโคลงกลอนของพระไซเงียว และด้วยอิทธิพลทางความคิดนี้ บะโชจึงมักสอดแทรกการน้อมรับความเปราะบางและไม่ยั่งยืนของชีวิตด้วยสายตาของกวีในแบบของตนเสมอ
Lyndon Li / Unsplash
โคลงกลอนญี่ปุ่นโบราณและบทกวีไฮกุของบะโช
บทกลอนไฮกุมีพัฒนาการมาจากโคลงกลอนญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เรียกว่า “วะกะ” (Waka) ซึ่งมีมาตั้งแต่ในสมัยโบราณ เดิมวะกะใช้ในการถ่ายทอดตำนานหรือเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมา เช่น ยะมะโตะโมะโนะกะตะริ (Yamato Monogatari) ซึ่งพูดถึงต้นกำเนิดของญี่ปุ่น อิเสะโมะโนะกะตะริ (Ise Monogatari) หรือว่าตำนานอิเสะเมืองศักดิ์สิทธิ์ ไปจนถึงเกนจิโมะโนะกะตะริ (Genji Monogatari) นวนิยายที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่มีชื่อว่า “ตำนานเกนจิ”
แล้วในสมัยเอโดะ บะโชก็ได้นำโครงสร้างบางส่วนของวะกะมาขัดเกลาให้สวยงามและมีเอกลักษณ์ จนพัฒนาเป็นบทกลอน “ไฮกุ” อย่างในปัจจุบัน ซึ่งประกอบไปด้วยคำกลอน 3 วรรค ภายใต้โครงสร้าง 5-7-5 รวมออกมาเป็น 17 พยางค์
เสน่ห์ของไฮกุคือการสื่อความหมายลึกซึ้งด้วยคำสั้น ๆ เพียงไม่กี่คำ โดยมากมักเป็นคำที่ใช้บรรยายถึงธรรมชาติรอบกาย และความประทับใจที่ได้เห็น เพื่อสื่อถึงจิตวิญญาน ความรู้สึกนึกคิดของกวีและข้อคิดที่เรียนรู้
บทกลอนไฮกุของบะโช โดดเด่นในเรื่องการมองธรรมชาติและชีวิตมนุษย์ที่มีรากฐานมาจากความเชื่อของพุทธศาสนานิกายเต๋าและนิกายเซ็น บะโชโอบกอดการใช้ชีวิตสันโดษและยอมรับความจริงของโลก ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งบทกลอน
The lillies!
The stems, just as they are,
the flowers, just as they are.
ดอกไม้
ก้านก็คือดอกไม้
ส่วนที่เป็นดอกก็คือดอกไม้เช่นเดียวกัน
ดอกไม้ดอกหนึ่งจึงไม่แตกต่างอะไรจากชีวิต ที่ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหน ก็เป็นชีวิตเหมือนกัน แทนที่จะมองด้วยความขมขื่น แต่บะโชกลับมองสิ่งต่าง ๆ ด้วยสายตาอ่อนโยนและรอยยิ้มที่มุมปากแบบที่รู้สึกได้
Shino / Unsplash
สัจธรรมของโลกที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง และการตามรอยเส้นทางของ Basho
เวลาผ่านมากว่าร้อยปี แต่งานเขียนของบะโชยังคงแพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน ในหนังสือชื่อ “Oku no Hosomichi” หรือที่รู้จักกันว่า “The Narrow Road to the Deep North” บะโชเล่าถึงเส้นทางการเดินทางของตนเองจากเมืองเอโดะหรือว่ากรุงโตเกียวในอดีต ไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ระหว่างการเดินทางบะโชค้นพบธรรมชาติของชีวิต การปล่อยวางและการเข้าถึงสัจธรรม
Each day is a journey,
and the journey itself is home
สำหรับบะโชแล้ว ชีวิตคือการเดินทาง และการเดินทางก็คือบ้านหรือจุดหมายปลายทางของมนุษย์
หนังสือเล่มนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนทั่วโลกเดินทางตามรอยของบะโช ไปยังสถานที่ธรรมชาติและเมืองต่าง ๆ ทั้งที่อยู่ในเล่มเดียวกันและเล่มอื่น ๆ ทั้งน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ที่เมืองนิกโกะ และเมืองอิเสะที่เป็นที่มาของบทกลอนญี่ปุ่นเรื่อง “ตำนานเมืองอิเสะ”
บริษัททัวร์ทั้งในและนอกประเทศญี่ปุ่นจัดเส้นทางเดินตามรอยบะโช เพื่อชักชวนนักเดินทางจากทั่วโลกมาสัมผัสธรรมชาติและความจริงของชีวิตตามแบบของบะโช
แม้เวลาจะเปลี่ยนแปลงไป แต่การค้นพบความจริงของบะโชยังคงเป็นอมตะ ชีวิตยังคงร่วงหล่น และโลกยังคงหมุนเหมือนอย่างเช่นเดิม
แล้วทั้งหมดก็ได้มาจากการสังเกตมอง “ต้นกล้วย” ของกวีที่มีชื่อว่า “บะโช”
ที่มา : บทความ “Basho—The Man and the Plant” โดย Donald H. Shively จาก www.hermitary.com
บทความ “Matsuo Basho (1644-1694)” จาก www2.cs.arizona.edu
เรื่อง : จินนี่ สาระโกเศศ