โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

EEC ดึงออกใบอนุญาตนักลงทุน บูม “อู่ตะเภา” เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 ส.ค. 2566 เวลา 15.35 น. • เผยแพร่ 29 ส.ค. 2566 เวลา 23.22 น.
แฟ้มภาพ

เลขาฯอีอีซีคนใหม่ “จุฬา สุขมานพ” ชู “อู่ตะเภา” เมืองการบินเป็นเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ หวังเปลี่ยนเกมพลิกฟื้น EEC พร้อมปรับโครงสร้างการทำงานใหม่ ดึง 44 ใบอนุญาตลงทุน ทั้งใบ รง.4 ใบอนุญาตพลังงาน ในพื้นที่ 3 จังหวัดมาออกเอง ประกาศเดินหน้าให้การส่งเสริมการลงทุนโดยคณะกรรมการ EEC เป็นครั้งแรก ด้วยการเลือกเจรจาให้สิทธิประโยชน์แบบตัวต่อตัว หวังเจาะตลาดดึงดูดการลงทุนโดยตรงใน 5 คลัสเตอร์ใหม่ แทน 12 อุตสาหกรรม S-curve เดิมเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนแบบ one stop service ดีเดย์ 1 ม.ค. 67

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ภายหลังจากเข้ารับตำแหน่งเป็นเวลา 5 เดือนนับจากเดือนมีนาคม 2566 ว่า ได้มีการวางนโยบายส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC 3 จังหวัด (ชลบุรี-ระยอง-ฉะเชิงเทรา) โดยจะส่งเสริมการลงทุนใน “อู่ตะเภา” ให้เป็นพื้นที่พิเศษในลักษณะ “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์”

เพื่อให้เป็นตัวเปลี่ยนเกมในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ เพราะนักลงทุนที่บินลงที่นี่ เมื่อเข้าพื้นที่แล้วจะเป็นโซนปลอด VAT เป็นเมือง tax free ที่รัฐบาลจะยกเว้นภาษีให้ เพื่อจะดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ ที่ประเทศไทยไม่เคยมี อย่างเช่น ฟอร์มูล่าวัน หรืออุตสาหกรรมด้านความบันเทิงต่าง ๆ ในพื้นที่ 1 ตร.กม. เพื่อรองรับนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนและจับจ่ายใช้ชีวิตใน EEC

โดยโครงการอู่ตะเภาเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์จะเชื่อมโยงกับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่ EEC ได้วางเอาไว้ ทั้งศูนย์ซ่อมเครื่องบิน (MRO) ซึ่งจะมีความเพียบพร้อมทั้งสนามบิน เครื่องบิน ศูนย์ซ่อม และเกี่ยวข้องกับผู้โดยสารจำนวนมาก ในพื้นที่ขนาด 6,000 ไร่ ซึ่งจะเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาลงทุน โดยผ่านบริษัทอู่ตะเภาอินเตอร์เนชั่นแนล หรือ VTA ซึ่งเป็นผู้รับสัญญาสัมปทานในการบริหารพื้นที่ระยะเวลา 45 ปี

4 โครงการโครงสร้างพื้นฐาน

สำหรับความคืบหน้าในการลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ 4 โครงการ มีความคืบหน้าตามลำดับ กล่าวคือ โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก มีงานในส่วนที่อยู่ในความรับผิดชอบของภาครัฐ กองทัพเรือ (ทร.) คือ การก่อสร้างรันเวย์เส้นที่ 2 อยู่ระหว่างการเตรียมออกประกาศเชิญชวนผู้รับจ้างงานก่อสร้างและส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างให้กับบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) รวมไปถึงอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 คลังสินค้า และเมืองการบิน (airport city) ด้วย

“โครงการก่อสร้างสนามบินอู่ตะเภา ขณะนี้ได้มีความคืบหน้าในเรื่องการจัดหาวงเงินกู้ ในการพัฒนาโครงการคาดว่าจะใช้เงินลงทุน 10,000 ล้านบาท โดยเป็นเงินกู้สัดส่วน 85% เงินงบประมาณ 15% จากนี้ทาง EEC จะเปิดประกวดราคาในการก่อสร้างรันเวย์และอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 ในเดือนกันยายน 2566 นี้ ต่อเนื่องจากก่อนหน้านี้ที่ได้ดำเนินการก่อสร้างรันเวย์ 2 โดยทางกองทัพเรือไปแล้ว”

ส่วนโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 กับโครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 จัดเป็น 2 โครงการที่มีความคืบหน้ามากที่สุดท่าเรือแหลมฉบัง ขณะที่โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสนามบิน ซึ่งล่าช้ามากว่า 2 ปีแล้ว โดยยังติดปัญหาในเรื่องการเจรจาโอนกรรมสิทธิ์พื้นที่ในส่วนของคู่สัญญาและเงื่อนไขในการชำระเงิน ซึ่งทาง EEC มีความเห็นว่า “ต้องการให้โครงการเสร็จทยอยวิ่งไปจ่ายไปเพื่อไม่ให้ซ้ำรอยโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ในอดีต (โฮปเวลล์) ขณะที่เอกชนต้องการให้ก่อสร้างสร้างไปจ่ายไป”

รวบออก 44 ใบอนุญาตเอง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ EEC กำลังเร่งปรับการทำงานเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่หลังจากโควิด-19 คลี่คลายไปแล้ว โดย EEC เตรียมวางระบบการออกใบอนุญาตแบบเบ็ดเสร็จ (one stop service) ในใบอนุญาต 44 ใบที่จะต้องใช้ในพื้นที่ 3 จังหวัด ซึ่งแต่ละใบอนุญาตนั้น ปัจจุบันมีหลากหลายหน่วยงานภาครัฐเป็นผู้ออกใบอนุญาตโดยเฉพาะ อาทิ ใบขออนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) จะมีกรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม หรือใบขออนุญาตประกอบกิจการพลังงาน ซึ่งจะมี คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กำกับดูแล

ซึ่งทาง EEC กำลังหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่กำกับดูแลการออกใบอนุญาตเหล่านี้ เพื่อขอนำเรื่องนี้มาดำเนินการเบ็ดเสร็จที่ EEC เลย โดยจะลดขั้นตอนในการทำงานตั้งแต่การขออนุญาตไปจนถึงการก่อสร้างและการลงทุน รวมถึงการออก EEC VISA ให้กับนักลงทุนและครอบครัว ทั้งนี้กระบวนการออกใบอนญาตทั้ง 44 ใบ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในวันที่ 1 มกราคม 2567

“ในส่วนนี้ไม่ใช่ EEC จะไปแย่งงานของหน่วยงานอื่น ๆ แต่เราอยากให้มองว่า EEC เป็นหน่วยงานหนึ่ง เปรียบเสมือนเป็นสาขาของ BOI ที่เข้ามากำกับดูแลเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัด ขณะที่ BOI ดูแลทั้งประเทศ ดังนั้น EEC ก็จะเข้ามาช่วยแบ่งเบาในส่วนนี้ ส่วนค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่ได้จากการออกใบอนุญาตก็จะส่งกลับไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งค่าธรรมเนียมในการออกใบอนุญาตไม่มีค่าใช้จ่ายมากนัก” นายจุฬากล่าว

ในส่วนของสถานะของ EEC ปัจจุบันเป็นสำนักงานที่ได้รับงบประมาณประจำปีสนับสนุนประมาณปีละ 400-500 ล้านบาท จะมีบางปีที่ได้เงินในส่วนของ ค่าที่ดิน ส.ป.ก. ก็จะสูงประมาณ 1,000 ล้านบาท โดย EEC มีการตั้งกองทุนเยียวยาผู้ประกอบการวงเงิน 200 ล้านบาท ในอนาคต EEC มองว่าจะมีโอกาสสร้างรายได้และอยู่ได้โดยลดภาระการใช้งบประมาณจากรัฐบาลลง

ปรับ S-Cuver เหลือ 5 Cluster

นอกจากการ “ดึง” ใบอนุญาตที่จะให้กับนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC ทั้ง 44 ใบเข้ามาดำเนินการเองแล้ว ในส่วนการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC ซึ่งเดิมทีจะดำเนินการผ่านทาง คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ทางสำนักงานคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) มีแผนที่ให้การส่งเสริมการลงทุนเองด้วย ในประเด็นนี้ นายจุฬา เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กล่าวว่า ภายใต้ พ.ร.บ. EEC สามารถให้การส่งเสริมการลงทุนด้วยการให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยดำเนินการให้การส่งเสริมแม้แต่โครงการเดียว

“สิทธิประโยชน์ในการส่งเสริมการลงทุนตามรูปแบบนโยบายใหม่จะใช้วิธีการเจรจาแบบ “1 ต่อ 1” และให้สิทธิประโยชน์ในอุตสาหกรรมที่ต้องการดึงลงทุนโดยอาศัยหลักการเดียวกัน แต่อาจจะให้ “มากกว่า” BOI เป็นไปตามกรอบสิทธิประโยชน์กำหนดการ “ยกเว้น” ภาษี 15 ปี ขึ้นอยู่กับการเจรจา และเราจะจัด “โซนโปรโมชั่น” แนะนำพื้นที่เป้าหมายให้นักลงทุน ว่าโซนใดเหมาะสมกับการลงทุนอุตสาหกรรมใด โดยอิงจากความพร้อมในห่วงโซ่ซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมเป็นหลัก”

ส่วนอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะส่งเสริมให้เกิดการลงทุนใน EEC จำนวน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย แบ่งเป็น S Curve 5 อุตสาหกรรม และ New S Cuver อีก 7 อุตสาหกรรมนั้น นายจุฬากล่าวว่า จากการลงพื้นที่สอบถามคนในชุมชนท้องถิ่น ปรากฏยังไม่มีความเข้าใจเรื่อง S Curve มากนัก ประกอบกับการทำงานด้านการส่งเสริมการลงทุนมีการกระจายเป็นหลายอุตสาหกรรมมากเกินไป

หากเทียบกับจำนวนบุคลากรที่มีอยู่ ดังนั้น EEC จึงมีการปรับโครงสร้างภายในใหม่ เพื่อให้สอดรับกับแผนภาพรวมเพื่อการพัฒนาฉบับใหม่ โดยจะทำการปรับ 12 อุตสาหกรรม S Curve รวมเข้ามาเป็น 5 Cluster หลักคือ การแพทย์ขั้นสูง, ดิจิทัล, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อุตสาหกรรม BCG และบริการ แต่จะมีบางอุตสาหกรรม S Curve ที่ปรับลดลงหรือหายไป เช่น อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อให้สอดรับกับบริบทการลงทุนในแต่ละช่วง

“การปรับจาก 12 S Curve มาเป็น 5 Cluster จะช่วยให้เราเข้าไปโฟกัสรายอุตสาหกรรมได้ดียิ่งขึ้น จะมีการทำแผนส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเหล่านี้ให้เข้ามาในพื้นที่ EEC อย่างเข้มข้นต่อไป โดยนโยบายใหม่ที่ EEC จะดำเนินการจะต้องเสนอต่อคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.) ชุดใหม่ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานก่อน” นายจุฬากล่าว

โรดโชว์ช่วงไตรมาสสุดท้าย

ส่วนคณะเดินทางไปโรดโชว์ต่างประเทศนั้น นายจุฬากล่าวว่า “โรดโชว์ดึงดูดการลงทุนก็จะปรับใหม่” โดย EEC จะเชิญภาคเอกชนไปร่วมด้วยในลักษณะของการเป็น “พาร์ตเนอร์” เช่น การเชิญนิคมอุตสาหกรรมร่วมไปกับคณะตามเป้าหมายการดึงดูดการลงทุนในพื้นที่นั้น ๆ โดย EEC จะจัดในลักษณะของบิสซิเนสแมตชิ่งให้ โดยจะเลือกประเทศและอุตสาหกรรมเป้าหมายแบบไม่หว่าน

“ในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ เราเตรียมจะไปโรดโชว์ที่อินเดีย โดยประสานงานร่วมกับเอกอัครราชทูตอินเดียแล้ว ครั้งนี้มุ่งจะดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมที่อินเดียมีศักยภาพคือ ยากับไอที จากก่อนหน้านี้ที่เคยไปโรดโชว์แล้วในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีสิทธิบัตรยา ประเทศอิตาลีเป็นประเทศที่มีโรงงาน OEM ยา เพื่อให้ไทยพัฒนาอุตสาหกรรมยาที่แข็งแกร่งได้ จากปัจจุบันไทยผลิตยาได้เองเพียง 18% นำเข้า 82% และในจำนวน 18% นี้ มีถึง 80% ที่ต้องใช้สารตั้งต้นจากการนำเข้า หากทำได้สามารถลดการพึ่งพายานำเข้าและจะเป็นโอกาสในการส่งออกในอนาคตได้ โดยยาถือเป็น Cluster การแพทย์ขั้นสูง”

นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะเดินทางไปประเทศจีนในอุตสาหกรรม EV ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น โดยในส่วนของจีนมีความแกร่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีผู้ผลิตจีนหลายรายเข้ามาประกาศลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทย เช่น เกรทวอลล์ BYD และล่าสุดยังมี ฉางอัน แต่นอกเหนือไปจากนั้นเรายังมีการเจรจากับผู้ลงทุนที่เป็นผู้ผลิต “แบตเตอรี่ EV” รายใหม่ ๆ อีก 2-3 ราย ให้เข้ามาลงทุนใน EEV

“ในส่วนของแบตเตอรี่นี้มีผู้ที่เชี่ยวชาญหลากหลายแบบ มีทั้งค่ายรถที่เดิมเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ อย่าง BYD หรือบางรายทำรถยนต์ก่อนและกำลังจะขยายไปทำแบตเตอรี่ เช่น เกรทวอลล์ หรือผู้ที่ทำแบตเตอรี่เฉพาะเลย การดึงดูดการลงทุนเรื่องแบตเตอรี่ รวมถึงรีไซเคิลแบตเตอรี่จะมีส่วนสำคัญกับอุตสาหกรรม EV ในอนาคต”

อย่างไรก็ตามเพื่อให้มีการดำเนินงานเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกมีความ “จำเป็น” ที่จะต้องมีการวางโครงสร้างสำนักงานใหม่ โดยขณะนี้มีการลดจำนวนที่ปรึกษาที่มีอยู่เป็นจำนวนมากลงแล้ว และเตรียมจะตั้ง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกสาขา ขึ้นในพื้นที่ EEC เพื่อเพิ่มการอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุน เบื้องต้นกำลังพิจารณาตั้งสำนักงานสาขาในพื้นที่ของทางมหาวิทยาลัยบูรพาอยู่ รวมไปถึงการวางแนวทางรับบุคลากรเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการออกใบอนุญาตทั้ง 44 ใบด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...