สรรพสามิต ลุยศึกษาภาษีคาร์บอนจากซีแบมยุโรป หลักการปล่อยมากยิ่งจ่ายภาษีมาก
สรรพสามิต ลุยศึกษาภาษีคาร์บอนจากซีแบมยุโรป หลักการปล่อยมากยิ่งจ่ายภาษีมาก
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า สำหรับภาษีคาร์บอน (carbon tax) ซึ่งขณะนี้ กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างจัดทำโครงสร้างและประสานงานกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. รวมทั้งกำลังการตั้งทีม เพื่อไปศึกษา และเจรจากับ ของสหภาพยุโรป เรื่องมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) เพื่อให้ได้ภาษีคาร์บอนของไทยที่เป็นมาตรฐานสากล
“หลักการสำคัญคือ การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดร์ออกไซด์ของสินค้าแต่ละชนิด ทั้งภาษีรถยนต์ ภาษีน้ำมัน ว่าสินค้าตัวไหนชนิดไหนปล่อยคาร์บอนมากที่สุด ก็จะจัดเก็บภาษีมาก และถ้าปล่อยน้อยก็จัดเก็บภาษีน้อย ทั้งนี้ก็ต้องมีการศึกษาและพัฒนาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิกระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม เกี่ยวกับมาตรฐานการปล่อยวัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ต่อไป”
อย่างไรก็ดี ในอนาคตมาตรการซีแบมนั้น จะมีความเข้มงวดมากขึ้น โดยไม่ได้ดูเพียงตัวสินค้าที่จะนำเข้าว่าการผลิตมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดร์ออกไซด์เท่าไหร่ ซึ่งมีด้วยกัน 3 scope คือ 1.พิจารณาจากกระบวนการผลิตของสินค้า 2.พิจารณาไปถึงการใช้ไฟฟ้าหรือพลังงานสะอาดที่ใช้ในโรงงานของสินค้านั้นๆเท่าไหร่ และ 3. ขยายการพิจารณาถึงห่วงโซ่การผลิต (supply chain) ของสินค้า ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
“ที่ผ่านมาอาจมองว่าเรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวข้องกับสรรพสามิตเลย แต่วันนี้เราต้องสร้างบทบาทเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานเหล่านี้ ศึกษาในบทบาทของกรมฯเตรียมไว้ก่อน เหมือนกับ กฎหมายการประมง IUU Fishing (Illegal Unreported and Unregulated. Fishing) ที่มีความเข้มงวด ดูว่าสินค้าทะเลที่นำเข้านั้น มาจากเรือที่จับสัตว์น้ำตามฤดูหรือไม่ มีการใช้แรงงานผิดกฎหมายหรือเปล่า ที่จะเข้มงวดมากขึ้นเรื่อยๆ” นายเอกนิติ กล่าว
ปัจจุบัน นอกจากการ กฎหมายซีแบมของสหภาพยุโรปแล้ว ทางทางสหรัฐอเมริกาก็กำลังผลักดัน กฎหมายการเก็บภาษีคาร์บอน (Clean Competition Act: CCA) ซึ่งจะมีการกำหนดกลไกราคาคาร์บอน) สำหรับสินค้าที่ผลิตในประเทศ และมาตรการปรับราคาคาร์บอนสำหรับสินค้านำเข้าก่อนข้ามพรมแดน คล้ายกับ ซีแบมด้วยดังนั้น ต่อไปส่งออกไปยุโรปหรืออเมริกาก็ต้องโดนกฎหมายนี้หมด
สำหรับ โครงสร้างภาษีกรมสรรพสามิต รายได้หลักมาจาก 6 สินค้า 1.ภาษีน้ำมัน 40% 2.ภาษีรถยนต์ 25-30% 3.เบียร์ 4.สุรา 5.ยาสูบ และ 6.เครื่องดื่ม รวมทั้ง 6 สินค้าเป็นรายได้ 95% ของทั้งหมด โดยจะเห็นว่าสินค้าที่กรมจัดเก็บภาษี โดยเฉพาะนำมัน รถยนต์นั้นเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมทั้งหมด ส่วนภาษีแบตเตอรี่ ภาษีไบโอเอทีลีน และภาษีคาร์บอนจะเป็นสินค้าใหม่ ที่จะเป็นทั้งแหล่งรายได้ และส่งเสริมเรื่องเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศในอนาคต