Ride for Ghost บริการรับส่งวิญญาณ
ข้อมูลเบื้องต้น
นาวินเด็กหนุ่มจากต่างจังหวัดที่เข้ามาใช้ชีวิตในเมืองหลวง หลังจากเรียนจบก็พยายามหางานทำอยู่พักใหญ่
แต่พอทำงานไปไม่ทันไรก็ต้องออก เป็นแบบนี้ทุกครั้งจนเจ้าตัวท้อ คิดว่าจะอยู่ต่ออีกปีเดียวแล้วกลับบ้านเสียที
ผ่านมาเดือนหนึ่งแล้วแต่ยังหางานทำไม่ได้ จนกระทั่งพี่เจ้าของวินที่รู้จักต้องกลับต่างจังหวัด
เลยเรียกนาวินที่ว่างงานมาขับแทน ซอยที่ว่ากันว่าผีดุจนไม่มีใครกล้ามาขับวินนั้น จริงหรือเท็จกันแน่
คำเตือน
นิยายเรื่องนี้สร้างจากจินตนาการของผู้เขียนเอง มิได้พาดพิงถึงใครหรือองค์กรไดๆ ทั้งสิ้น
เป็นเรื่องของผีที่มีชีวิตเหมือนคนทั่วไป มีเงินใช้มีเงินจ่าย กินบุญปกติ เกิดจากจิตนาการล้วนๆ
เรื่องเบาๆ แบบถอดสมองอ่าน ปล่อยใจให้สบายแล้วสนุกไปกับมัน
อาจมีการใช้คำหยาบ กรนด่าตามเรื่องตามราวเพื่อเพิ่มอรรถรสในการอ่าน
นิยายยังไม่ได้เกลาอาจมีคำผิดพลาดตกหล่นไปบ้างไร้ท์จะรีบตามไปแก้ไข
นิยายเรื่องนี้ลงวัน จันทร์ พุธ ศุกร์
มีทั้งหมด 41 ตอนแบ่งเป็น 2 ซีซั่น ซีซั่นหนึ่ง 21 ตอน
ซีซั่น 1 ติดเหรียญ 5/11
ซีซั่นสอง 20 ตอน ลงต่อเนื่อง ตอนหลัก
ซีซั่น 2 ลงจบอ่านฟรี 48 ชม และติดเหรียญ
ตอนพิเศษมีในอีบุ๊คครับ ความอบอุ่นฟูนุ่มเกินต้านทาน อีก 10 ตอน
หลังจากจบซีซั่นหนึ่ง จะติดเหรียญซีซั่นหนึ่งครับ
หลังออก e-book ขึ้นราคาและติดเหรียญถาวรครับ
ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ 2537 และฉบับเพิ่มเติม ห้ามแสกน คัดลอก เนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของนิยายเรื่องนี้
โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ หากผู้ในกระทำการดังที่กล่าวข้างต้นหรือละเมิดลิขสิทธ์
จะได้รับโทษตามกฏหมาย
แค่ขับวินก็เจอดี
“วินเอ้ย ถ้าเอ็งไม่ไหวก็กลับมาบ้านเถอะ” เสียงของแม่ที่ได้ยินผ่านโทรศัพท์นั้นทำให้นาวินถอนหายใจแทบไม่ออกใจกระตุกวูบ พยายามบังคับเสียงให้เป็นปรกติที่สุด เพื่อบอกแม่ว่าเขาไม่เป็นไร ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงแม่น้ำตามันก็คลออยู่ตรงขอบตา
“ขอวินลองอีกนิดนะแม่ ถ้าไม่ไหวจริงๆ วินจะกลับไปอยู่บ้าน” บ้านนาวินอยู่ต่างจังหวัด ปีนี้เป็นปีที่ห้าแล้วที่เขาออกจากบ้านมาทำงานอยู่ที่เมืองหลวง เขาสมัครงานหลังจากเรียนจบและได้งานแทบทันที แต่ทว่าหลังจากนั้นอีกสามเดือนเขาก็ต้องออกโดยไม่ทราบเหตุผลที่แน่นอน จากนั้นเมื่อสมัครงานใหม่ก็ได้งานและเหมือนเดิมทำงานได้ไม่นานก็ต้องออก เป็นอย่างนี้มาตลอดสี่ปี นาวินคิดว่าปีนี้จะลองอีกครั้ง ถ้าไม่ได้ก็คงจะกลับบ้าน
“เอ็งต้องทำงานกับคนตายถึงจะรุ่ง” หลวงพ่อที่วัดเคยบอกกับนาวินก่อนที่เขาจะเข้ามาทำงานเมืองกรุง เขาหัวเราะขำๆ เพราะตัวเองเรียนวิศวะจะหน้าที่การงานเกี่ยวกับคนตายได้ยังไง จนกระทั่งถึงตอนนี้ทำให้เขาฉุกคิดขึ้นมาได้
ตระกูลของนาวินเป็นสัปเหร่อมาสามรุ่นแล้ว รุ่นที่สี่คือพี่ชายของนาวินเอง ตั้งแต่เกิดมาก็ถูกปลูกฝังเรื่องต่างๆ เอาไว้ให้แบบไม่รู้ตัว ทุกสิ่งทุกอย่างค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายและสมองจนปฏิเสธไม่ได้ ต่อให้ไม่รับหน้าที่สืบทอดแต่นาวินก็เห็นและรับรู้สิ่งที่เขาเรียกกันว่าวิญญาณหรือผีนั่นเอง วิชาที่มีติดตัวมาทำให้เขาสามารถป้องกันอันตรายจากสิ่งพวกนี้ได้ ต่อให้ผีดุแค่ไหนนาวินก็บ่ยั่น อย่างบ้านพักที่เขาอยู่ค่าเช่าเดือนละพัน คนอื่นอยู่ไม่ได้แต่นาวินอยู่ได้สบายมาก ดังนั้นเขาจึงมีเงินเก็บจนได้มอเตอร์ไซด์เป็นสมบัติส่วนตัวอยู่คันหนึ่ง ถ้าไม่ไหวก็คงต้องขายกันล่ะคราวนี้
“ปิ้งป่อง ปิ้งป่อง” เสียงข้อความเข้ารัวๆ ทำให้นาวินรีบหยิบโทรศัพท์มาเปิดอ่าน ก่อนจะกดโทรกลับไป
“ไอ้วิน ไอ้ห่า กว่าจะอ่านได้” เสียงฝ่ายโน้นดูโมโหไม่น้อยเมื่อนาวินไม่ยอมอ่านข้อความ
“ว่าไงพี่ ผมเพิ่งวางสายจากแม่” นาวินไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ พี่กบรุ่นพี่ที่รู้จักถึงได้โทรมาหาเขาตอนนี้
“เออ มึงหางานได้ยัง” พี่กบเอ่ยถาม
“ยังเลยพี่ มีอะไรเหรอ” ย้อนถามด้วยความแปลกใจ
“เมียกูจะคลอดลูก กูเลยต้องกลับต่างจังหวัด มึงว่างมาขับวินแทนกูหน่อย” พี่กบเอ่ยบอกกับนาวินด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“จริงดิ่ ดีใจด้วยพี่ แต่ว่าคนที่วินจะไม่ว่าผมเหรอ” นาวินไม่อยากไปมีปัญหากับเจ้าถิ่น
“ไม่มีใครว่ามึงหรอก กูเจ้าของวินแล้วทั้งวินก็มีกูคนเดียว” พี่กบบอกด้วยความภูมิใจ
“โหพี่ วินอยู่ที่ไหนเนี่ย อย่าบอกว่าอยู่ในหลืบ” นาวินย้อนถาม อยู่วินคนเดียวแสดงว่าไม่ค่อยมีคนมาใช้บริการเท่าไหร่แน่ๆ
“อยู่แถวๆ บ้านกูนี่แหละ ซอยสี่” พอพี่กบบอกนาวินก็ร้องอ๋อทันที ไม่ใช่ว่าอยู่ในหลืบแต่เป็นซอยที่ไม่มีใครอยากไปขับต่างหาก เป็นซอยที่ได้ชื่อว่าผีดุซอยหนึ่ง
“ได้พี่ เมื่อไหร่” นาวินตอบตกลงทันที อย่างน้อยตอนนี้ก็หาเงินค่าข้าวก่อน
“พรุ่งนี้เลย เดี๋ยวกูเอาเสื้อวินไปฝากร้านกาแฟตรงปากซอยให้ มึงมาก็เอาเสื้อกับเขาขับได้เลย”
“รีบขนาดนั้นเลย” นาวินไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนั้น
“มึงคิดว่าคนจะเกิดอั้นได้เหรอไอ้ห่า” พี่กบด่ามาอีกกระรอก
“ได้พี่ พรุ่งนี้ไปขับเลย ฝากจุ๊บเหม่งลูกพี่ด้วย ยินดีด้วยนะพี่” นาวินพูดจบก็กดวางไป ตอนนี้พี่กบเหมือนสวรรค์มาโปรด อย่างน้อยช่วงไม่ได้งานก็ขับวินหาเงินไปก่อน ได้ค่าข้าวรายวันก็ยังดี บางทีถ้ารุ่งก็อาจจะขอพี่กบขับต่อก็ได้
ค่ำนี้ต้มมาม่ากินอีกวัน ซื้อมาม่าเอาไว้เป็นกล่องเผื่อตอนไม่มีเงินแล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ช่วงนี้หางานยากมากปกติตกงานปุ๊บอาทิตย์ต่อมาก็ได้งานแล้ว แต่นี่เดินมาเดือนหนึ่งเต็มๆ พื้นรองเท้าเริ่มสึกยังไม่ได้งานเลย คืนนี้นอนเร็วหน่อยพรุ่งนี้จะได้ไปขับวินแทนพี่กบแต่เช้า ถ้าไม่เลือกงานก็ไม่อดตายนาวินบอกกับตัวเอง
“คืนนี้กูจะนอน ใครกวนกูแช่ง” นาวินพึมพำ จากนั้นจึงปิดโคมไฟตรงหัวเตียงนอนทันที
หลังจากตกงานมาก็ไม่ได้นอนแต่หัวค่ำมานานเป็นเดือน เพราะส่วนใหญ่เล่นเกมแก้เครียดหลังจากที่กลางวันออกไปตะลอนสัมภาษณ์งาน จนเบื่อไม่อยากสมัครอีกดีที่พี่กบโทรมาทำให้ความหวังเล็กๆ ของนาวินดูสว่างขึ้นมาบ้าง ภาวนาในใจก่อนหลับตาลง ขอให้งานนี้เป็นงานที่ดีและทำเงินให้ดำรงชีพอยู่ได้โดยไม่ลำบากทีเถอะ
“เช้าแล้ว” เสียงปลุกทำให้นาวินเด้งจากที่นอน
“ฉิบหาย เมื่อคืนลืมตั้งนาฬิกาปลุก” เหลือบไปมองนาฬิกาหกโมงเข้าพอดี รีบวิ่งเข้าห้องน้ำจัดการธุระส่วนตัวอย่างรวดเร็ว คว้ากุญแจหมวกกันน๊อคของตัวเองและสำรองอีกใบ ปิดไฟปิดบ้านขับรถไปแถวบ้านพี่กบทันที
มาถึงหน้าวินตอนหกโมงครึ่งมีลูกค้ามายืนรออยู่สองคน รีบไปเอาเสื้อวินจากป้าร้านขายกาแฟมาใส่แล้วขับรถมาจดรับคน
“โอ๊ะ ไม่ใช่พี่กบเหรอ” ลูกค้าประจำมองแค่ตาก็รู้ว่าไม่ใช่พี่กบ
“พี่กบกลับบ้านต่างจังหวัดผมเลยมาแทนครับ” นาวินหยิบหมวกยื่นให้
“อ้อ”
“บอกทางผมด้วยผมมาขับวันแรก” นาวินบอกตามตรง
“ได้ๆ ไปกัน” พูดจบก็ใส่หมวกซ้อนท้ายนาวิน พร้อมกับบอกทางไปด้วย
นาวินขับรถไปส่งลูกค้าคนแรกได้เงินมาแปดสิบบาท จากนั้นก็มารับคนที่ยืนรออยู่เข้าไปส่งในซอยได้เงินมาอีกสี่สิบบาท พอวันกลับมาที่วินก็มีคนมายืนรออยู่อีก วนเวียนอยู่แบบนั้นจนกระทั่งสิบโมงลูกค้าจึงหมด
“ป้าขอกาแฟเย็นแก้วหนึ่ง” จอดรถเอาไว้ที่วินเดินมาสั่งกาแฟ หลังจากที่ขับส่งลูกค้าจนหมด เช้านี้ได้เงินสี่ร้อยกว่าบาทเลยฉลองด้วยกาแฟเย็น
“เข้มไหม” ป้าเอ่ยถาม
“พอดีๆ ป้าเอาหนมปังปิ้งด้วย” ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินอะไรเลย รองท้องด้วยขนมปังปิ้งกับกาแฟเป็นมื้อเช้า
“เอ็งเป็นเพื่อนกับไอ้กบมันเหรอ” ป้าชวนคุย
“เป็นรุ่นน้องน่ะป้า ซอยนี้คนเยอะทำไมมีพี่กบขับคนเดียว” นาวินเอ่ยถามตามประสา นึกแปลกใจอยู่เหมือนกันทำไมถึงได้มีพี่กบคนเดียว
“อ้าวเอ็งไม่รู้เหรอ ในซอยนี้มีทั้งป่าช้าแขก ป่าช้าฝรั่ง ตายห่าหลุดปาก” ป้ายกมือปิดปากทันที
“อ๋อ แบบนี้เอง” นาวินหัวเราะ
“อ้าวเอ็งไม่กลัวเหรอ” ป้าย้อนถาม ส่งกาแฟให้
“ไม่กลัวครับป้า กลัวทำไมคนจะทำมาหากินลองมาดิ่จะฟาดให้” นาวินหัวเราะ
“มิน่าไอ้กบถึงเรียกเอ็งมา แต่ว่าอย่าทำเป็นเล่นไปผีดุนะ” ป้าขู่
“ครับ” นาวินยิ้ม
“นี่ขนมปังป้าแถมให้อีกอัน” ยื่นถุงใส่ขนมปังปิ้งให้
“ขอบคุณครับ เท่าไหร่ทั้งหมด” ล้วงหยิบเงินที่ได้มาสดๆ ร้อนๆ ออกมาจากกระเป๋า
“สี่สิบบาท”
“นี่ครับ” ยื่นแบงก์ยี่สิบให้สองใบ จากนั้นก็เดินไปนั่งกินที่วินเพื่อรอลูกค้าต่อ
มาขับวินนี่ก็สนุกเหมือนกัน ยุ่งๆ ตอนเช้าถึงสาย แล้วก็ตอนเที่ยงถึงบ่ายจากนั้นก็ว่างนอนรอได้ พี่กบมีเตียงนอนให้นอนพักด้วย แถมแถวนี้ลมเย็นสบายไม่ร้อนเลย นาวินนอนมองท้องฟ้าในระหว่างรอคน เมื่อคืนเขานอนเร็วเลยมีเวลาพักผ่อนมาไม่ง่วงเลย ขนาดกินข้าวเหนียวหมูปิ้งเป็นมื้อเที่ยง ตอนนี้ตาใสแจ๋ว
“อ้าป้า เก็บร้านแล้วเหรอ” นาวินลุกขึ้นมาช่วยเมื่อป้าเตรียมเก็บของกลับบ้าน
“กลับแล้ว ไม่อยู่หรอก” ป้ายิ้มเจื่อนแต่ไม่บอกเหตุผลว่าทำไมถึงรีบเก็บ
“งั้นผมช่วย” นาวินอาสา ยังไงตอนนี้ไม่มีคนอยู่แล้ว
“บ้านป้าอยู่ท้ายซอย ไม่อยากกลับเย็น” ป้าชงน้ำหวานให้นาวินแก้วหนึ่งเป็นการตอบแทน ถ้าบ้านอยู่ท้ายซอยก็ต้องผ่านทุ่ง กุโบร์ (ป่าช้าแขก) และก็โบสถ์ น่ากลัวอยู่เหมือนกัน อีกอย่างเป็นผู้หญิงถือว่าอันตราย
“แล้วนี่ป้ากลับยังไง ของทิ้งไว้ตรงนี้เหรอ” นาวินเห็นป้าล็อคกุญแจตู้เหล็กอย่างดิบดี
“ไว้นี่แหละไม่มีใครกล้าขโมย เดี๋ยวป้าปั่นจักรยานกลับ เอ็งก็รีบกลับอย่าอยู่มืด มันอันตราย” ป้ายิ้มให้นาวิน จากนั้นจึงเอาจักรยานออกมาจากด้านหลังตู้เหล็กเตรียมปั่นกลับบ้าน
“เจอกันพรุ่งนี้ครับป้า” นาวินโบกมือ
“เจอกันพรุ่งนี้ถ้าเอ็งยังอยู่” ป้ายิ้มให้จากนั้นจึงปั่นจักรยานจากไป
นาวินกลับมานอนที่เดิม ป้าพูดแปลกๆ พิกล แต่ช่างเถอะไม่ได้สนใจอะไร พอไม่มีคนก็เบื่อเลยเอามือถือมาเปิดหนังดูฆ่าเวลา เห็นทีพรุ่งนี้ต้องเอาอะไรมาทำแก้เบื่อเสียหน่อย ไม่งั้นเซ็งแน่
“พี่ชาย ไปส่งกลางซอยหน่อย” พอนาวินเงยหน้าก็เจอผู้ชายคนหนึ่งอยู่ตรงหน้า แต่งตัวแปลกๆ แต่นาวินไม่ได้ว่างขนาดจะสนใจการแต่งตัวลูกค้า
“ได้ครับพี่” นาวินรีบลุกเก็บเก้าอี้นอนอย่างไว เดินไปหยิบหมวกกันน๊อคมาสวม
“มาเลยพี่” เมื่อพร้อมก็เรียกลูกค้าให้มานั่งซ้อนท้ายทันที
นาวินขับรถไปตามทาง แม้ซอยนี้จะดูเปลี่ยวแต่ร่วมตื่นดี แดดไม่ร้อนมากนาวินขับรถไปเรื่อยๆ อย่างสบายอารมณ์ ลูกค้าคนนี้ก็ตัวเบาดีเหมือนกันแฮะ ขับมีคนซ้อนแต่เหมือนไม่มี ใช้เวลาประมาณสิบนาทีก็มาถึงกลางซอย
“ตรงนี้แหละ” ลูกค้าบอกนาวินจึงจอดรถให้ลูกค้าลง รับตังค์มายี่สิบบาทตามระยะทาง
“ขอบคุณครับพี่” นาวินยิ้ม เลี้ยวรถขับกลับไปที่หน้าวิน
ผ่านกำแพงยาวมาไม่นานก็มีคนโบกอีก คราวนี้เป็นหญิงสาวผมยามมาจนดูรุงรัง เธอสะพายกระเป๋าใบใหญ่เหมือนไม่หนัก นาวินเข้าไปจอดรถอยู่ตรงหน้าเธอ
“ปากซอย” เธอบอกนาวินเสียงเย็นเฉียบ
“ขึ้นเลยครับ” นาวินยิ้ม จากนั้นก็ขับรถไปที่หน้าซอยเพื่อกลับวินทันที
ความรู้สึกหนึ่งที่แว๊บเข้ามาในสมองตอนนี้คือมันไม่ปกติ กระเป๋าใบใหญ่ขนาดนั้นมีคนนั่งด้วยแต่ทำไมเหมือนขับอยู่คนเดียว แต่นาวินก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก รับผู้โดยสารส่งถึงจุดหมายรับเงินคือจบ
ช่วงเย็นลูกค้ามาใช้บริการมาก ซอยนี้มีคนเยอะอยู่เหมือนกัน ไม่รู้ว่าเพราะเปลี่ยวหรือเปล่าถึงไม่มีวินอื่นหรือคนอื่นเลยแต่ช่างเถอะ คนเราไม่ถึงราวคราวซวยมันไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้นแหละ
ยิ่งค่ำลูกค้ายิ่งมาก กลางซอยบ้าง ท้ายซอยบ้าง แล้วแต่ลูกค้าจะเรียกไป กว่าลูกค้าจะซาเกือบเที่ยงคืนเข้าไปแล้ว ตอนนี้นาวินหมดแรง ใจจริงก็อยากขับต่อแต่ว่าดูเหมือนร่างกายจะไม่ไหวเลยต้องหยุดแค่นั้น อาหารค่ำเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเหมือนเคย เพราะตอนนี้หิวข้าวจนใส่กิ่วแล้วแค่รอน้ำให้เดือดก็แทบจะทนไม่ไหว
หลังจากกินมาม่าอิ่มก็เอากระเป๋าเงินออกมาเทเพื่อนับเงิน วันนี้ได้หลายอยู่แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่า มีก้อนหินกับใบไม้อยู่ด้วย ทำให้นาวินเดือดปุดขึ้นมาทันที
“กูว่าแล้ว” สถบอย่างหัวเสีย เลือกก้อนหินกับใบไปทิ้ง เหลือแต่เงินที่วางอยู่บนโต๊ะ นับแล้วได้แปดร้อยกว่าบาท มีแบงก์เก่าๆ และแบงก์หายากอยู่จำนวนหนึ่ง ถ้าเอาไปขายน่าจะได้หลายตังค์อยู่ แต่ของดีๆ แบบนี้เก็บไว้ก่อนดีกว่า จดเลขในแบงก์เอาไว้
“ถ้ากูซื้อเลขท้ายจากแบงก์แล้วถูกหวย ใครที่ให้ก้อนหินใบไม้มากูให้นั่งฟรี แต่ถ้าไม่ถูกอย่าให้เจอกูทุบแน่” นาวินยกมือพนม เรื่องผีสางไม่เคยกลัวอยู่แล้ว และที่สำคัญเขาไม่เคยเอาเปรียบใครต่อให้ผีสางเทวดาก็เถอะ ทำมาหากินแลกกันแบบสุจริตมาเอาเปรียบแบบนี้ สายเลือดสัปเหร่อที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายเต้นระบำอยู่ อย่าให้งัดคาถาอาคมความรู้รอบพุงมาใช้ ของมันแรงเดี๋ยวจะหาว่าพ่อไม่เตือน
คืนนั้น
“ใครทำพ่อโกรธวะ” เด็กสองคนนั่งคุยกันอยู่บนขื่อ ตอนนี้คนที่ออกไปขับวินนอนหลับเป็นตายอยู่บนโซฟา เรื่องความน่ากลัวของนาวินผีบ้านผีเรือนกุมารแถวนี้รู้ดี อย่าให้เดือดขึ้นมาจะผีเด็กผีผู้ใหญ่พ่อจัดการเรียบ
ไรท์ คุย
เรื่องใหม่มาแล้ว แนวเบาสมอง ระหว่างผีสางกับมนุษย์ หวย และการดำเนินชีวิต
อาจมีคำผิดบ้างเนื่องจากยังไม่ได้เกลาขออภัยล่วงหน้าครับ ไรท์จะตามไปแก้เรื่อยๆ ครับ
ขอให้มีความสุขกับนิยายเรื่องใหม่ครับ
ไม่มีเงินลงชื่อเอาไว้
หลังจากเมื่อวานขับวินยันเที่ยงคืน เช้านี้เลยมาสายนิดหน่อยพอมาถึงลูกค้าก็ยืนเข้าคิวรออยู่แล้ว พอเห็นนาวินมาก็ดีใจกันใหญ่ รีบให้บริการเพราะซอยนี้ไม่มีวินไหนแถวนี้กล้ามาวิ่ง ยกเว้นเสียแต่เป็นวินหลงมา ทุกคนรอนาวินได้ไม่รีบร้อนอะไร (จริงอะ) ขับไปส่งในซอยรับจากในซอยมาปากซอย วนเวียนอยู่แบบนี้จนกระทั่งสิบโมง ลูกค้าจึงซาลงเหมือนเมื่อวานเปี๊ยบ
“ป้าแฟ ปังพริกเผา” นาวินเดินมาสั่งหลังจากที่ลูกค้าหมด
“เมื่อวานอยู่ถึงกี่โมง” ป้าชวนคุย ขณะชงกาแฟไปด้วย
“เที่ยงคืนอะป้า” นาวินยิ้ม
“ตายโหง เป็นไงบ้าง” ป้าอุทานด้วยความตกใจ
“ก็ดีนะ ได้เงินเยอะเลย” นาวินไม่ได้บอกว่านอกจากเงินยังได้ก้อนหินกับใบไม้มาด้วย
“เอ็งไม่โดนผีหลอกเหรอ” ป้าป้องปากถาม
“ผีเผออะไรป้า ไม่มีหรอก” นาวินหัวเราะ ป้ายิ้มเจื่อนส่งกาแฟให้ ที่บอกว่าไม่กลัวผีน่าจะจริง ขับจนถึงเที่ยงคืนไม่ธรรมดาแล้ว คนแถวนี้สี่โมงเย็นก็เผ่นกันหมดแล้ว
“เอ็งไม่เจอเลยเหรอ” ป้าถามอีกครั้ง
“ไม่เจอนี่” นาวินยักไหล่ ป้าพยักหน้าหงึกๆ หรือว่ามาวันแรกเลยไม่เจอ คนแถวนี้ที่ว่าดวงแข็งมีของดีไม่เจอพากันโบกมือลาทั้งนั้น อยากรู้เหมือนกันว่านาวินจะอยู่ได้กี่วัน ขนาดเจ้าของวินอย่างพี่กบขับเต็มที่ก็ไม่เกินสี่โมงเย็น
ขนมปังปิ้งหน้าน้ำพริกเผาร้อนๆ กินกับกาแฟเย็นเป็นมื้อเช้า เดี๋ยวใกล้ๆ เที่ยงค่อยขับไปซื้อข้าวแกงที่อยู่ซอยถัดไป อยู่ที่นี่ดีหน่อยคนไม่ค่อยพลุกพล่าน นาวินเป็นคนรักสันโดษชอบอยู่เงียบๆ วินนี้จึงเหมาะกับเขามาก ไม่มีใครมายุ่งมากวน
“พี่ ซื้อหวยหน่อย” พอมีคนขายหวยเดินผ่านนาวินก็กวักมือเรียกทันที หยิบโทรศัพท์ออกมาเปิดดูรูปที่ถ่ายเลยเอาไว้ พูดไปแล้วก็ต้องลองซื้อหน่อย
“โหพี่ มีแต่สามตัวข้างหลังเอาปะ ถ้าทั้งหมดคงไม่มีหรอก” คนขายโบกมือ
“ยังไงก็ได้ หน้าหลังได้หมดให้มันถูก” นาวินบอกคนขายหวย คนขายเปิดดูพักใหญ่ ได้ลอตเตอรี่มาสองใบ สองตัวกับสามตัว จ่ายเงินเสร็จก็เก็บใส่กระเป๋า
“ถ้าถูกรอกินข้าวเลย” นาวินพึมพำ เขาพูดจริงทำจริงเสมอ ตั้งใจว่าถูกมาจะซื้อของทำบุญไปให้ เพราะดูท่าทางกันแล้วไม่น่าจะมีคนทำให้เท่าไหร่ มีมาก็แบ่งๆ กันไป
“ขอให้ถูกนะน้อง” คนขายอวยพร
“สาธุเลยครับ” นาวินหัวเราะ
วันนี้ช่วงบ่ายไม่มีคนเลย โชคดีที่นาวินเอาหนังสือมาอ่านด้วย รื้อฟื้นความรู้เก่าที่เรียนมา เขาจบวิศวะคอมฯ ทำงานคอมพิวเตอร์อยู่หลายปี ตอนนี้มีเขียนเกมบ้างเขียนแอปบ้างเรื่อยเปื่อย พอมีเงินใช้อยู่บ้างแต่ไม่มาก เลยต้องทำหลายๆ อย่างเพื่อให้อยู่ได้ มาขับวินแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน มีเวลาทำอย่างอื่นเยอะขึ้น
“ไอ้หนุ่มป้ากลับแล้วนะ” ป้าเก็บของเสร็จก่อนนาวินจะช่วยเสียอีก
“อ้าวเร็วจัง” นาวินผงกหัวขึ้นมอง
“แล้วเอ็งไม่กินข้าวกินปลาหรือไง” ป้าทัก
“จริงด้วย” นาวินหัวเราะแฮะๆ อ่านหนังสือจนลืมอีกแล้ว แต่ไม่ค่อยหิวเท่าไหร่เดี๋ยวหิวค่อยไปเซเว่นซื้อของกินมากินก็ได้
“กลับดีๆ นะป้า” โบกมือให้ป้าแล้วนอนอ่านหนังสือต่อ กำลังเคลิ้มๆ จะหลับมิหลับแหล่ลูกค้าก็มาพอดี
“ไปส่งที่รถใต้ดินหน่อย” หอบข้าวของพะรุงพะรังสงสัยไปออกงานแน่ มีสแตนดี้ดาราด้วย
“ได้ครับ วางหนังสือเก็บเตียง เดินไปหยิบหมวกของตัวเองและหมวกลูกค้า อาสาเอาของส่วนหนึ่งวางไว้ข้างหน้าเพื่อให้ลูกค้านั่งสบายขึ้น ถนนด้านหน้ารถยังแล่นได้เรื่อยๆ แต่ถือของมากขนาดนี้คงขับเร็วไม่ได้จึงค่อยๆ ขับไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงรถใต้ดิน เป็นครั้งแรกที่ออกจากจากวินไกลขนาดนี้ ได้ค่าวิ่งมาร้อยกว่าบาท เลยแวะกินก๋วยเตี๋ยวข้างทางก่อนกลับวิน วันนี้ขับมาตั้งแต่เช้าได้มาสี่ร้อยกว่าบาท เมื่อกี้ได้อีกร้อยกว่าบาทใช่ได้อยู่ ค่าวินค่าเสื้อไม่ต้องจ่าย จ่ายแต่ค่าน้ำมัน
กลับมาที่วินมีคนมารออยู่แล้ว เป็นสาวโรงงานที่อยู่ซอยถัดไป ได้มาเพิ่มอีกนิดนั่งรอจนห้าโมงเย็นเริ่มมีลูกค้ามาต่อแถวมากขึ้น
“จ่ายเงินสดไหมครับ” นาวินเอ่ยถามลูกค้ารายแรก
“เงินสดครับ นี่” ยื่นแบงก์ยี่สิบให้สองใบ
“ขอโทษที่ถามก่อน ผมเจอโอนบางคนไม่โอนให้” นาวินแกล้งบ่นไปขณะเตรียมตัวออกรถ
“ผมเข้าใจเลยพี่ ผมขายของเจอบ่อย” คนซ้อนท้ายบอก พอนาวินขับรถออกไปบทสนทนาจึงจบลง เขาขับรถไปส่งลูกค้าที่สุดซอย จากนั้นก็รับคนจากในซอยออกมา คำถามเดิมเหตุผลเดิมทำให้นาวินสกรีนลูกค้าได้บ้างว่าได้เงินแน่ๆ
พอตะวันลับฟ้าก็ให้เดาว่าคนที่มาขึ้นวินเป็นคนที่ไม่ใช่คนแน่ๆ เพราะนาวินเห็นเหมือนกันหมด เดี๋ยวต้องหาวิธีเลือกเสียหน่อย ถ้าเป็นตอนมีเงินจะไม่เกี่ยงเลยเพราะคิดว่าได้บุญ แต่พอไม่มีเงินจะผีสางเทวดาก็ยอมไม่ได้ อดตายใครจะช่วย
“ใครมีเงินจ่าย เข้าแถวนี้ ใครไม่มีเข้าแถวนี้” นาวินชี้ๆ ไปหน้าวิน เหมือนเรื่องตลกแต่ก็เข้าแถวกันตามที่บอก
“คนไม่มีเงินรอก่อน เดี๋ยวไปส่งแถวนี้ให้ค่อยมาส่งแถวนี้ต่อ รอได้ไหม” นาวินเอ่ยถาม ไม่มีคำตอบจากปากแต่พยักหน้ากันเป็นเชิงรับรู้ นาวินจึงรีบไปส่งคนแถวมีจ่าย สถานที่รับส่งนั้นไม่ใช่ที่ไหนก็แถวๆ กลางซอยที่มีพื้นที่ว่างกับสุสานและวัดแถวๆ นั่นแหละไม่ต้องเดาอะไรทั้งนั้น
แถวที่มีเงินจ่าย ส่วนใหญ่เป็นแบงก์รุ่นเก่าๆ เหรียญรุ่นเก่า นาวินไม่เกี่ยงรับเป็นค่ารถเพราะเอาไปแลกหรือขายได้ ก็ดีกว่าไม่ได้เงินเลย มีค่าข้าวกับค่าน้ำมันจากลูกค้าช่วงเช้าที่เหลือได้ไม่ได้ถือว่าบริการสังคมก็แล้วกัน
“มาคนไม่มีเงิน ลงชื่อไว้” ก่อนขึ้นรถก็ให้ลงชื่อไว้ก่อน ร่างที่ยืนอยู่คิวแรกก็ลงชื่อนาวินจึงขับไปส่งที่หมายตามที่บอก
“บอกเลขเด็ดมา จะไปซื้อหวย ถ้าถูกจะทำบุญให้ แล้วหักค่าวินไปเป็นครั้งๆ ตามที่นั่ง” นาวินเอ่ยบอกกับร่างที่ยืนเจี๋ยมเจี้ยมอยู่ตรงหน้า
“พ่อไม่กลัวผีเหรอ” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกงุนงง
“กลัวทำไม เห็นผีมากตั้งแต่เกิด คาถาอาคมก็เรียนมาอยู่ มาหลอกสิจะได้เห็นดีกัน” รังสีที่แผ่ออกมาขนาดเป็นผียังขนลุกได้ พี่วินคนนี้ไม่ธรรมดาอย่าไปยุ่งมากจะดีกว่า
“สองสอง” ร่างนั้นเอ่ยบอกกับนาวิน
“โอเค เดี๋ยวให้นั่งฟรีอีกสามครั้ง ถ้าไม่ถูกก็ไปหาเงินมาจ่าย ไม่เอาเปรียบอยู่แล้วเข้าใจไหม” นาวินเก็บสมุดจดใส่กระเป๋า
“เข้าใจจะพ่อ” พูดจบก็รีบหายวับเข้ากำแพงไป นาวินถอนหายใจเบาๆ จากนั้นจึงขับรถกลับไปที่วิน เพื่อรับคนอื่นๆ ไปส่งต่อ
จริงๆ นาวินไม่ใช่คนบ้าการพนันอะไร แต่เป็นการหาทางออกให้พวกที่ใช้บริการโดยที่เขาไม่ขาดทุนด้วย อย่างน้อยที่พระอาจารย์บอกว่าหากินกับคนตายจะรุ่ง แบบนี้อาจจะรุ่งก็เป็นได้ ขนาดขับวินมาสองวันยังมีมาใช้บริการขนาดนี้
“ในที่สุดก็หมดเสียที” นาวินมองนาฬิกาเกือบเที่ยงคืนแล้ว ได้เวลากลับบ้านเสียที
“พี่ครับๆ “กำลังเก็บเก้าอี้ก็มีคนมาเรียกพอดี
“ครับ” นาวินเงยหน้ามอง
“ไปส่งท้ายซอยหน่อย” ชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบเดาจากน้ำเสียง แบกกระเป๋าใบใหญ่ใส่แมสสวมหมวกเห็นแต่ตา สกรีนคร่าวๆ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
“ครับ มีเงินจ่ายไหม” เอ่ยถามคำเดิม
“มีครับ แบงก์ยี่สิบ” ล้วงหยิบแบงก์มาส่งให้
“โอเค” ถือว่าส่งเป็นเที่ยวสุดท้ายก่อนกลับบ้าน
นาวินขับรถมาส่งหนุ่มคนนั้นที่ท้ายซอย ได้รับเงินค่าจ้างเป็นแบงก์ใหม่เอี่ยมเพิ่มมาอีกค่าแรงวันนี้ใช้ได้อยู่ ก่อนเข้าบ้านแวะกินข้าวต้มกุ้ยแถวบ้านก่อนน่าจะดี พอนึกถึงเรื่องกินท้องก็ร้องโครกทันที กินมื้อเย็นช้าขนาดนี้ไม่รู้จะลงพุงไหมเพราะกินเสร็จก็นอน ค่อยๆ ขับรถกลับแบบไม่รีบร้อน อากาศกลางคืนค่อยยังชั่วไม่ร้อนมาก แต่ก็ร้อนอ้าวอยู่บนถนนยังคลาคล่ำไปด้วยรถ ทั้งที่ดึกขนาดนี้แล้วไม่รู้ว่าไปสังสรรค์หรือเพิ่งเลิกงานกันแน่ เขาเองก็เคยผ่านประสบการณ์นี้มาแล้ว
ข้าวต้มกุ้ยร้อนๆ ยำไข่เค็มและผัดผักบุ้งคือสุดยอดของอาหารเย็นมื้อนี้ อาแปะเริ่มเก็บร้านแล้วเมื่อก่อนขายเกือบสว่างแต่ตอนนี้ขายถึงแค่เที่ยงคืน นอกจากไม่มีลูกค้าแล้วยังมีสิทธิ์ถูกปล้นอีก คนสมัยนี้น่ากลัวรู้หน้าไม่รู้ใจ
“ไอ้หนุ่ม เอานี่ไปกินเหลืออยู่” ตักจับฉ่ายใส่ชามมาให้กิน
“ขอบคุณมากเลยแปะ” นาวินยกมือไหว้ เขากินร้านนี้มาตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่ เลยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
“ลื้อได้งานแล้วเหรอ” อาแปะมานั่งคุยเป็นเพื่อน ตอนนี้ลูกค้าไม่มีแล้วแกปล่อยให้ลูกชายเก็บร้านเพราะยืนทำคนเดียวมาตลอดตั้งแต่หัวค่ำ
“ขับวินน่ะแปะ แถวบ้านเพื่อน” นาวินคุยไปกินไป
“ดีแล้ว ไม่เลือกงานไม่ลำบาก” แปะยิ้ม
“นั่นสิครับ กับข้าวแปะอร่อยเหมือนเดิม” นาวินวางถ้วยข้าวต้มเปล่าไว้ตรงหน้า ยกน้ำขึ้นดื่ม อาหารที่อยู่ตรงหน้าหมดเกลี้ยง คนทำยิ้มแป้น
“ขอบใจ ลื้อก็คอยมาอุดหนุนไม่ขาด ขอให้ร่ำรวยนะ” อาแปะอวยพร
“ขอบคุณครับ เท่าไหร่ครับ” นาวินล้วงหยิบเงิน
“เท่าเดิมนั่นแหละลูกค้าประจำ” อาแปะใจดีกับนาวินมาก เคยกินเท่าไหร่ตอนนี้ยังราคาเดิมไม่เปลี่ยน ทั้งที่วัตถุดิบราคาเดิมขึ้นมาก นาวินส่งเงินให้ยกมือขอบคุณพร้อมกับลากลับ
ขับรถมาถึงบ้านก็รู้สึกเหมือนแรงจะหมดเสียอย่างนั้น วางหมวกไว้บนโต๊ะรีบคว้าผ้าขาวม้าเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำ ตอนนี้เริ่มเพลียเต็มแก่ จะไม่อาบน้ำก็กระไรอยู่ ตากแดดตากลมมาทั้งวัน เหงื่อเปียกแล้วแห้งมาหลายเที่ยว ยังไงก็อยากได้น้ำเย็นๆ ชำระกายก่อนนอน
เด็กสองคนนั่งห้อยขาอยู่บนขื่อ มองเจ้าของห้องและเจ้าของบ้าน พวกเขาไม่กล้าเข้าไปยุ่งมาก ได้แต่มองอยู่ห่างๆ วันดีคืนดีก็มีขนมกับน้ำมาให้กิน เดือนสองเดือนนี้อดอยากปากแห้งเพราะเจ้าของบ้านไม่มีเงิน อยากกินอยู่เหมือนกันทำได้แค่รอ ตัวเองไม่ได้มีบุญมีโชคลาภแบ่งให้ ทั้งที่ใจอยากจะให้ใจจะขาดญาติพี่น้องไม่มี เลยต้องรอลมๆ แล้งๆ ไปเผื่อวันดีคืนดีจะมีฝนตกมาชโลมชีวิตที่แห้งแล้งให้ดีขึ้นบ้าง
ทำไมไม่ไปผุดไปเกิด ก็เพราะมันทำไม่ได้ยังไม่หมดเวรหมดกรรม เลยต้องเร่ร่อนไปเรื่อยหาที่อยู่ไปเรื่อยจนมาเจอที่นี่อยู่นานจนลืม คนที่เข้ามาอยู่ถูกไล่ออกไปหมด ก็เหลือแต่นาวินที่เคยไล่กลับโดนเสียเองเลยไม่กล้ายุ่งมาตั้งแต่นั้น
“มีขนมห่อนึงแบ่งกันกิน” นาวินหยิบขนมที่ซื้อมาแต่ไม่ได้กินวางเอาไว้บนหิ้ง เอ่ยปากบอกก่อนจะเดินไปหาเสื้อผ้าในตู้มาใส่
“อย่ากวนจะนอน” ใส่เสื้อผ้าเสร็จก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง
เจ้าเด็กสองคนพอเห็นว่าคนบนเตียงนอนกลับแล้วจึงมาเอาขนมไปแบ่งกันกิน ไม่ได้กินมาเป็นเดือนตอนนี้มีขนมให้กิน ถึงเป็นผีก็น้ำตาไหลพรากๆ ด้วยความดีใจ ไม่รู้เมื่อไหร่ที่เด็กทั้งสองเรียกนาวินว่าพ่อ เรียกจนกลายเป็นเรื่องปกติ โชคดีที่นาวินไม่ได้ใส่ใจอะไรเท่าไหร่ ต่างคนต่างอยู่ไม่ล้ำเส้นกันมีก็ให้กินไม่มีก็อด
“ไปนั่งข้างนอกดีกว่า” คนหนึ่งชวน
“อื้อ” ค่อยๆ ลอยทะลุออกไปหน้าบ้าน
ปกติเวลากลางคืนเจ้าเด็กสองคนนี้จะมานั่งเล่นอยู่หน้าบ้าน คอยเฝ้ามอเตอร์ไซด์ให้นาวิน แถวนี้ขโมยเยอะบ้านหลังนี้ไม่มีใครเข้ามาขโมยเพราะเจอดีไปหลายคน แต่ก็ยังมีพวกที่ไม่กลัวคอยมาลองของอยู่ ยิ่งเห็นรถจอดอยู่หน้าบ้านแบบนี้ก็อยากขโมยอย่างต่ำก็เดือนละครั้งสองครั้ง ไม่ต้องบอกผลตราบที่มีเจ้าเด็กสองคนนี่อยู่ไม่มีใครขโมยรถนาวินไปได้แน่นอน
บริการรับส่งพิเศษ
วันนี้ข้าวเข้ากะดึกที่มินิมาร์ทเหมือนเคย โชคดีหน่อยที่มีพี่วินมาใหม่อยู่จนถึงดึก ทำให้ข้าวกลับไปที่บ้านเช่าได้ โดยไม่ต้องนอนรอใต้รถเข็นขายกาแฟของป้าหนู ปกติแล้วถ้าคืนไหนข้าวต้องเข้ากะดึก ก็อาศัยนอนใต้รถเข็นของป้าหนูนั่นแหละ เมื่อก่อนไม่รู้จักป้าหนูต้องไปเตร็ดเตร่อยู่แหล่งบันเทิงฆ่าเวลา แต่เพราะรูปร่างหน้าตาเลยถูกเข้าใจผิดอยู่บ่อยๆ ว่าเป็นเด็กอย่างว่า จะนอนที่มินิมาร์ทก็เดี๋ยวโดนใช้งานอีก โชคดีที่วันหนึ่งแอบไปนอนอยู่หลังรถแล้วป้าหนูมาเห็นเข้า บ้านอยู่ซอยเดียวกันเคยเห็นกันอยู่บ้าง แถมยังเคยเป็นลูกค้าอีก ป้าใจดีเลยให้ใช้ใต้รถเข็นนอน เพราะของเก็บไว้ตรงตู้เหล็กด้านหลังอยู่แล้ว ตรงนั้นหนาแน่นกว่าของไม่โดนขโมยแน่ เลยทำให้ข้าวมีที่นอนเวลากลับดึกมาก แต่ยังไงก็ไม่สะดวกเข้ากลับเข้าไปนอนที่บ้าน
เกือบๆ ห้าทุ่ม ข้าวเก็บของเตรียมออกกะกลับ ได้ข้าวกล่องกลับมากินด้วย ถึงเงินที่ได้จะแสนน้อยนิด ทำงานทุกอย่างแต่ก็ดีกว่าไม่มีงานทำ บ้านข้าวไม่ได้ร่ำรวยอะไรมาจากต่างจังหวัดเพื่อเรียนต่อมหาลัย ดิ้นรนจนใกล้เรียนจบแล้ว พอเห็นสถานการณ์ปัจจุบันก็ท้อใจจนอยากกลับบ้าน แต่ทว่ากลับไปก็ต้องไปทำไร่ทำนาเหมือนเดิม เพราะข้าวไม่มีอะไรเลยจริงๆ นาก็เช่าเขาทำ มีที่ดินปลูกบ้านอยู่แค่นี้ก็หรูแล้ว ข้าวเลยคิดว่าจะทำงานหาเงินเพื่อส่งเสียทางบ้านหลังจากเรียนจบ ก็ได้แค่หวัง ตอนนี้เด็กจบใหม่ตกงานเป็นเบือ สิ่งที่ทำได้คือหาเงินประทังชีวิตไม่ทำให้ที่บ้านเดือดร้อนก็พอแล้ว
“พี่ๆ อย่าเพิ่งกลับ” ข้าววิ่งร้อยเมตรเข้ามาหานาวิน ขณะที่เขาเตรียมตัวกลับ แหกปากเสียงดังกลัวนาวินไม่ได้ยิน
“ครับ” นาวินหันมามอง เห็นคนวิ่งเข้ามายืนอยู่ข้างๆ ในใจคิดว่าเมื่อกี้ยังได้ยินเสียงอยู่ไกลๆ ตอนนี้ทำไมมายืนอยู่ข้างๆ แล้ว โชคดีที่ไม่ใช่คนตกใจง่าย
“วันนี้มีเหรียญจ่าย” ข้าวล้วงหยิบเหรียญจากกระเป๋าใส่ให้ เพราะกลัวว่านาวินจะถามแบบเมื่อวานอีก
“โอเค ขึ้นเลย” นาวินอยากรีบไปส่งแล้วกลับบ้านนอนเสียที วันนี้ลูกค้าน้อยเลยคิดจะกลับเร็ว แต่ที่ไหนได้ลากมาถึงป่านนี้
คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง เลยเห็นเงาตะคุ่มๆ ของต้นไม้และสิ่งปลูกสร้างได้เป็นอย่างดี คืนนี้ข้าวไม่ได้สะพายเป้เลยเสียวสันหลังวาบๆ พยายามนั่งจนชิดเบาะด้านหลังเพื่อไม่ให้สิ่งไม่พึงประสงค์มานั่งซ้อนท้ายต่ออีก ในใจก็ท่องคาถาสารพัดคาถาจนกระทั่งถึงหน้าบ้าน พอข้าวลงจากรถนาวินก็กลับรถขับจากไปทันที
ข้าวยกมือปาดเหงื่อ วันนี้ก็กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพอีกวัน พี่วินคนนี้เจ๋งชะมัดขับมอเตอร์ไซด์จนดึกดื่นเที่ยงคืนขนาดนี้ ขนาดพี่กบเจ้าของวินที่ข้าวคุ้นเคยแค่สี่โมงพี่แกก็เก็บของเข้าบ้านแล้ว ไม่ใช่ว่าข้าวจะไม่รู้ว่าซอยนี้ผีดุ แต่ทำไงได้มันเป็นซอยที่มีบ้านเช่าดีๆ ราคาถูกอยู่ ถ้ามีรถก็เยี่ยมแต่ข้าวไม่มีปัญญา กลัวก็กลัวอยู่แต่อยู่มาตั้งแต่ปีหนึ่งจนตอนนี้จะว่าชินก็ชินไม่ชินก็ไม่ชิน
“กลับมาแล้วเหรอไอ้ข้าว” นนเพื่อนที่แชร์บ้านด้วยกันเอ่ยทัก นนเรียนปิโตเคมีที่วิทยาลัยแห่งหนึ่ง เป็นคนบ้านเดียวกัน ข้าวอยู่บ้านเหนือส่วนนนอยู่บ้านใต้เลยตัดสินใจมาเช่าบ้านอยู่ด้วยกัน เพราะต่างคนต่างกรอบอยู่กันมาหลายปีไม่มีปัญหาอะไร ช่วยเหลือเกื้อกูลกันตามประสา ต่างคนต่างมีความฝันของตัวเอง
“เออ มึงกินข้าวยัง” ข้าวถอดรองเท้าแล้วหิ้วเข้ามาเก็บที่ชั้น ขืนทิ้งไว้ข้างนอกฝนตกมาเน่าแน่
“ยังเลย เงินเดือนกูยังไม่ออก” นนทำงานพิเศษเหมือนข้าว เขาเป็นยามอยู่ที่โกดังแห่งหนึ่ง
“กูได้ข้าวมาสองกล่อง มากินด้วยกัน” ข้าวโยนกระเป๋าสะพายเอาไว้ที่โซฟา วางถุงที่ข้าวที่หิ้วมาไว้บนโต๊ะ
“ร้อนๆ เลยนี่หว่า” นนยิ้ม
“กูอุ่นเสร็จก็รีบกลับเลย” ข้าวส่งช้อนพลาสติกให้นน
“มึงเหมือนเทวดาสำหรับกูเลย” นนหัวเราะ
“ถึงกูไม่รวย แต่ก็แบ่งมึงได้” ข้าวยิ้ม
“แล้วนี่มึงกลับมายังไง ใครมาส่ง” เพราะปกติถ้ากลับค่ำข้าวจะไม่กลับมานอน นนรู้ดี
“พี่วินมาใหม่ มาขับแทนพี่กบ ขับถึงห้าทุ่มเที่ยงคืน” ข้าวตักหมูทอดใส่ปาก
“จริงดิ่ เขาไม่กลัวผีหรือไงวะ” นนทำหน้าแปลกใจ
“กูก็ไม่รู้เหมือนกัน นนค่าเช่าบ้านเดือนนี้” ข้าวยิ้มเจื่อนให้นน เพราะวันจ่ายค่าเช่าเงินเขายังไม่ออกแน่ๆ
“กูออกไปก่อน” นนพยักหน้า เขารู้ว่าเงินข้าวยังไม่ออก ส่วนเขาออกตรงเวลา เรื่องแค่นี้ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว
“ขอบใจ แต่ว่ากูจ่ายค่าหนังสือด้วย คืนมึงช้าสักสองสามวันได้ไหม” ถ้าไม่ได้ข้าวจะได้ขอเพิ่มกะทำงานที่มินิมาร์ท
“ไม่มีปัญญา กูมีเงินเพื่อนชอบชวนไปแดกเหล้า” นนหัวเราะ เป็นปกติของเด็กอาชีวะสายนี้ มีเงินก็กรอกลงไหหรือไม่ก็ขวด เมาหัวราน้ำราวกับอัพสกิลตับทองคำ
“ขอบใจเพื่อน เดี๋ยวกูอาบน้ำนอนก่อน เพลียฉิบหาย” เดินเอากล่องข้าวไปทิ้ง
“เดี๋ยวกูทำรายงานเสร็จก็นอนเหมือนกัน ฝันดี” นนโบกมือ ข้าวพยักหน้าเดินมาหยิบกระเป๋าเดินขึ้นห้องไป
เมื่อก่อนเคยกังวลเรื่องกินแล้วนอนอยู่เหมือนกัน คิดว่าคงลงพุงเข้าสักวัน แต่พอนานๆ เข้ามันเลี่ยงไม่ได้ตราบได้ยังทำงานอยู่แบบนี้ จะอ้วนลงพุงหรืออะไรก็ไม่สนใจอีกแล้ว ตอนนี้ทั้งง่วงทั้งเพลีย
“ทำไมเขาต้องถามว่ามีเงินจ่ายหรือเปล่า” ข้าวนึกถึงคำถามที่พี่วินถามทุกครั้งที่เจอ แล้วถ้าบอกว่าไม่มีตังค์จะเป็นยังไงเหรอ หรือพี่เขาโดนโกงบ่อยเลยต้องจ่ายก่อน ช่างเถอะคิดไปก็เท่านั้นมันเป็นสิทธิ์ของเขา ดูๆ ไปก็ไม่ใช่คนนิสัยไม่ดีอะไร ไม่งั้นทุกครั้งที่ข้าววิ่งหน้าตั้งมาหาเขาคงปฏิเสธที่จะมาส่งไปแล้ว
เช้าวันใหญ่ ข้าวเตรียมตัวไปเรียน วันนี้มีแล็บต้องทำเลยกะว่าไปเช้าหน่อย พอลงมาชั้นล่างก็เจอนน ท่าทางหัวเสียมากทีเดียว
“เหี้ย กางเกงในกูหาย” นนนุ่งผ้าขาวม้าเดินทั่วบ้าน ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้ว ไม่รู้ว่ามันหายไปได้ยังไง ตัวโปรดเสียด้วย
“กูบอกแล้วให้ตากในบ้าน” ข้าวส่ายหน้า ตั้งแต่ครั้งแรกที่หายข้าวก็ไม่กล้าตากเอาไว้นอกบ้านอีกเลย
“เหม็นอับกูไม่ชอบ” นนบอกตรงๆ ใส่ไม่สบายตัวด้วย
“น้ำยาซักสารพัดที่เขาขายมึงก็ลงทุนซื้อมาใช้ดิ่ ไม่ต้องตากแดดก็ไม่เหม็น” ข้าวส่ายหน้า
“เออ รอเงินเดือนออกก่อน มึงไปเรียนแล้วเหรอ” เดินไปหยิบบ๊อกเซอร์มาใส่แก้ขัดไปก่อน ตอนนี้ไม่มีเงินเหลือขนาดใช้จ่ายได้ไม่คิด เป็นนักศึกษาจนๆ มาจากต่างจังหวัดไม่ได้มีเงินเหลือเก็บ ใช้เป็นเดือนๆ ไป ชีวิตที่ต้องดินรนอยู่ทุกวัน ดีที่ยังเอาตัวรอดมาได้ถึงทุกวันนี้
“อื้อ กูไปล่ะ เข้ากะดึกด้วย มึงปิดบ้านดีๆ” ข้าวเป็นห่วง
“เออ ไปเหอะ มึงกลับดึกระวังด้วยแล้วกัน” นนเงยหน้ามอง เห็นหลังข้าวไวๆ คงรีบไปมหาลัย จากหน้าซอยต้องนั่งรถเมล์ไป เช้าๆ แบบนี้รถติดอย่างกับอะไรดี ถ้าอยู่ใกล้ๆ ก็คงเดินไปแล้ว นี่อยู่ไกลเหลือเกินย้ายหอไปอยู่ใกล้มหาลัยก็แพงโคตร จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าเช่า
ข้าวนั่งสองแถวออกมาจากซอย ที่หน้าวินมีลูกค้ามายืนเข้าแถวอยู่หลายคน พี่วินไม่อยู่แสดงว่าไปส่งลูกค้า แบบนี้ค่อยโล่งใจหน่อย ค่ำนี้มีรถกลับเข้าบ้าน เหลือบไปเห็นรถเมล์วิ่งมาแต่ไกล ข้าวใส่เกียร์หมาวิ่งไปที่ป้ายรถเมล์ราวกับนักแข่งวิ่งระยะสั้น มายืนที่ป้ายก่อนรถมาถึงนิดเดียวหอบแฮ่กๆ เป็นหมาเลย
ที่วิน…
“ช้าจัง” ผู้โดยสารยืนรออยู่นานแล้วนาวินยังไม่กลับมาเลย
“ปกติ วิ่งอยู่คนเดียว” อีกคนหนึ่งบอก
“น่าจะมีเยอะหน่อย วินอื่นยี่สิบสามสิบคน” หนุ่มออฟฟิศเสริม
“มีวิ่งซอยนี้ก็บุญโขแล้ว ไม่มีใครกล้ามาวิ่งหรอก” พูดแค่นี้ก็เป็นที่รู้กัน ที่เหลือพยักหน้าเห็นด้วย ซอยนี้ถ้าไม่เจ๋งจริงอยู่ไม่ได้ บางคนอยู่ซอยนี้มานานยังไม่กล้าขับรถออกมาคนเดียวเลย เจอกันเป็นกิจวัตรเรื่องความเฮี้ยนความดุ เรียกซอยถัดไปก็ไม่มีใครมา มีแต่พี่กบที่ขับช่วงเช้าถึงบ่าย ตอนนี้มีคนมาขับแทนช่วงเย็นเลยมีรถเข้าซอยไม่ต้องเรียกแท็กซี่ ส่วนสองแถวก็นานๆ มีโผล่เสียคัน วิ่งถึงแค่เที่ยง รู้ว่าลำบากแต่ทำไงได้ อยากย้ายแต่ที่นี่ก็ถูกสุด ไปอยู่ที่อื่นค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
“มาแล้วครับ” นาวินขับรถมาจอด คิวต่อไปกระโดดขึ้นรถ บอกให้นาวินบิดก่อนจะเข้าทำงานสาย
ความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นอันดับแรก รับคำแต่ไม่ได้ทำตามทั้งหมด ขับรถเข้าซอยไปเร็วกว่าปกตินิดหน่อย ถึงที่ทำงานแบบเฉียดฉิว จากนั้นก็มารับคนต่อไป วนเวียนอยู่แบบนี้จนกระทั่งคนสุดท้ายเสร็จตอนแปดโมงครึ่งพอดี ได้นั่งพักหายเหนื่อย เก้าโมงก็มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการให้ คราวนี้ไปไกลเลยปั่งป้าร้านกาแฟนเอาไว้ถ้ารอไม่ไหวให้โบกคนอื่นไปเลย จะได้ไม่เสียเวลารอ จดเบอร์ไว้ให้เพื่อใครไม่แน่ใจให้โทรถาม
กว่าจะไปส่งและกลับมาก็เกือบสองชั่วโมง แต่รายได้ดีมากได้ทริปมาอีกด้วยคราวนี้ไปไกลไม่ขาดทุน กลับมาถึงที่วินท้องร้องโครกด้วยความหิว สั่งกาแฟมากินกับขนมปังเหมือนเดิม อาหารเช้าง่ายๆ เพราะอีกไม่นานก็เที่ยงแล้ว ไว้ค่อยกินหนักๆ ทีเดียว วันนี้ช่วงเช้าก็ได้เงินมาหลาย ถึงจะเหนื่อยหน่อยแต่ก็คุ้ม
“ว่าไงพี่” ยืนดูดกาแฟรอขนมปังพี่กบก็โทรเข้ามาพอพี
“เป็นไงบ้างไอ้วิน ไหวไหม” พี่กบเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ห่วงวินก็ห่วงเมียก็ห่วง
“สบายมากพี่ แล้วเมียพี่เป็นไงบ้าง” นาวินย้อนถาม
“คลอดแล้ว ได้แฝดชายตอนนี้ยังหาคนช่วยเลี้ยงไม่ได้ มึงดูวินไปก่อนนะฝากด้วย” พี่กบบอกนาวินน้ำเสียงตื่นเต้น
“ดีใจด้วยพี่ ได้ๆ ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวผมดูแลเอง พี่เลี้ยงลูกไปก่อน” นาวินพูดยังไม่ทันจบก็ได้ยินเสียงเด็กทารกร้องดังลั่น ประสานเสียงกันจนแสบแก้วหู เห็นทีคุณพ่อมือใหม่คงต้องรับสถานการณ์นี้ไปอีกระยะหนึ่ง
“กูดูลูกก่อน แค่นี้นะ” พูดจบก็กดวางไป
“ได้แล้ว” ป้ายื่นขนมปังปิ้งให้
“พี่กบโทรมา ได้ลูกแฝด ร้องดังลั่นเลย” นาวินบอกป้าหนู
“อ้าวเหรอ เออ ดีใจกับมัน เห็นบ่นอยากมีลูก คราวนี้มีสองเลย” ป้าหนูหัวเราะ
“สงสัยจะอยู่อีกนาน เพราะเห็นบอกว่าหาคนช่วยเลี้ยงไม่ได้” นาวินดูดกาแฟพรวดๆ
“อยากเป็นพ่อคนก็เลี้ยงเสียให้เข็ด” ป้าหนูหัวเราะ นาวินพยักหน้าขำๆ เดินถือแก้วกาแฟกับขนมปังปิ้งไปนั่งกินที่วิน ได้กาแฟค่อยยังชั่วเมื่อกี้หิวจนมือสั่นเลย นั่งกินขนมปังดูดกาแฟระหว่างรอลูกค้า
พอมาขับที่นี่ถือได้รู้ว่าลูกค้าในแต่ละวันเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่มีรายได้แน่นอนอย่างต่ำวันละสามสี่ร้อย อาจจะมากกว่านั้นถ้ามีลูกค้าจากที่อื่นเพิ่ม นาวินอยู่ได้สบายมากนอกจากน้ำมันไม่ได้เสียค่าอะไร ขับจนดึกได้เงินจากพวกลูกค้ายามราตรีอีก ถึงจะได้ไม่มากแต่ก็ยังได้อยู่ เขาเพิ่งขับมาไม่กี่วันลองดูผลประกอบการว่าเป็นไงต่อ ที่สำคัญเลขที่จดๆ เอาไว้เดี๋ยวไปส่งป้าเจ้าของบ้าน แกเป็นรับหวยอยู่ ตัวละสิบยี่สิบบาทตามเรื่องตามราว ค่าน้ำค่าข้าว
ช่วงเที่ยงมีลูกค้ามาใช้บริการ ได้เงินเพิ่มมาอีกสองร้อยกว่าบาท แวะซื้อมาม่าที่มินิมาร์ทมานั่งกิน กินเสร็จช่วยป้าหนูเก็บร้าน แล้วมานอนเล่นที่เตียงผ้าใบ พักใหญ่ๆ ก็ผล็อยหลับไปด้วยความเพลีย ตื่นมาอีกทีตะวันก็คล้อยต่ำแล้ว
“อ้าว” พอตื่นขึ้นมาก็เจอแถวสองแถว เหมือนที่บอกไว้วันก่อนเปี๊ยบ แถวหนึ่งมีเงินจ่ายอีกแถวหนึ่งไม่มีเงินจ่าย แบบนี้ไม่ต้องคิดเลยว่าเป็นลูกค้าจริงหรือเปล่า แต่ช่างเถอะไม่ได้รีบร้อนอะไร กลับไปบ้านก็ไม่มีคนรออยู่ดี
“มาๆ “กวักมือเรียกแถวที่มีเงินจ่ายก่อนเป็นอันดับแรก ทำเวลาเพราะวันนี้มากันเยอะเชียว
“กลางซอย” พอขึ้นนั่งปุ๊บก็ส่งเสียงเย็นเฉียบบอก ถ้าเป็นคนอื่นคงสะดุ้งไปแล้ว แต่นาวินได้ยินจนชินเขาขับรถไปตามที่ลูกค้าบอก
“ไม่คุ้นหน้า เพิ่งมาเหรอ” นาวินชวนคุย
“เปล่าอยู่แถวนี้แหละ แต่เพิ่งออกมาได้เมื่อวาน” เสียงเหมือนกระซิบแต่ได้ยินชัดเจน คำว่าเพิ่งออกมาเมื่อวาน คิดได้สองแง่คือเพิ่งกลายเป็นผี กับอีกกรณีหนึ่งคือเพิ่งครบสี่เก้าวันจริงกลับมาอะไรแบบนั้น
“อ้อ” พยักหน้าหงิกๆ ขับรถไปตามทาง แม้สองข้างทางจะมีไฟส่องแต่ไม่ได้สว่างอะไรมากมาย อาศัยไฟหน้ารถนี่แหละ
“ถึงแล้ว” จอดรถเมื่อถึงตรงกำแพงยาวๆ เป็นที่ประจำที่พวกนี้บอกให้มาส่ง
“นี่ค่ารถ นี่ทริป” ใส่แบงก์ยี่สิบให้สองใบ
“โอ๊ะ” นาวินอุทาน ได้ทริปด้วยแฮะ เขาเก็บแบงก์ใส่กระเป๋าแล้วเลี้ยวรถเตรียมกลับไปปากซอย ออกมาได้ไม่ไกลก็เจอคนแก่ชุดขาวยืนโบกรถอยู่
“ปากซอย” เมื่อนาวินหยุดรับคนแก่คนนั้นบอกสั้นๆ แล้วไม่พูดอะไรอีก นาวินจึงขับรถกลับไปที่ปากซอย ได้ค่าจ้างเป็นเหรียญ รับมาใส่กล่องที่แขวนเอาไว้ตรงแฮนด์รถ ใส่กระเป๋าไม่ไหวหนัก วันไหนรับเหรียญเยอะนี่เดินทีเสียงดังก๊องแก๊งตลอด
ขับกลับไปกลับมาอยู่พักใหญ่ๆ จนกระทั่งครบหมดทุกคน คืนนี้เลยห้าทุ่มอีกแล้วเตรียมตัวกลับเสียที วันนี้ไม่เพลียเท่าไหร่เพราะได้นอนตอนกลางวัน
“พี่ชายรอด้วย” คนเดิมที่ชอบมาตอนเขาจะกลับ วิ่งหน้าตื่นเข้ามาหา
“วันนี้มีเหรียญ” เขาล้วงเหรียญออกจากระเป๋านับส่งให้ แต่ทว่าไปครบขาดไปหาบาท
“โอ๊ะ หายไปไหน เมื่อกี้ยังมีอยู่เลย” ข้าวหน้าซีดซวยแล้วไง ตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวเหลืออยู่แค่นี้เอง
“ลงชื่อ” ล้วงสมุดออกมาจากกระเป๋า เอ่ยถามชื่อที่อยู่ข้าวมองหน้าพี่วินงงๆ แค่บอกว่าตังค์ไม่พอต้องขอชื่อที่อยู่ด้วย ห้าบาทเองกลัวเบี๊ยวเหรอ กำลังจะถามกลับพี่วินก็พยักหน้าให้ขึ้นซ้อนท้ายรถขับออกไปจากวิน
มาส่งข้าวที่หน้าบ้าน ตื่นแต่เช้าไปเรียนแล้วมาทำงานเลยเบลอๆ มึนๆ เอาเศษตังค์ที่เหลืออยู่หกบาทส่งให้ นาวินถอนหายใจเฮือกโต
“บอกชื่อบอกเลขมา” เอ่ยถามพร้อมกับเตรียมสมุดจด
“ชื่อข้าว เลข อ๋อxxxx332611” เข้าใจว่าถามเบอร์โทรเลยบอกเบอร์โทรตัวเองไป
“โอเค ถ้าโชคดีเดี๋ยวหักค่าวินไปแล้วทำบุญให้ด้วย” เก็บสมุดใส่กระเป๋าแล้วขับรถจากไป ข้าวเกาหัวแกรกๆ ทำบุญอะไรไม่เข้าใจสักนิด ช่างเถอะตอนนี้ง่วงจนลืมตาแทบไม่ขึ้นแล้ว เข้าบ้านอาบน้ำนอนดีกว่า