โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ฮัวเหมยสุดยอดตำนานเจ้าเมืองหญิง

นิยาย Dek-D

อัพเดต 16 ก.พ. 2567 เวลา 07.40 น. • เผยแพร่ 16 ก.พ. 2567 เวลา 07.40 น. • สองดาวจุด
อะไรนะเมืองนี้ยากจนที่สุดในแคว้นหรือท่านพ่อ…โอเคท่านพ่อไม่ต้องห่วงฮัว เหมยคนนี้จะพลิกเมืองบ้านเกิดท่านพ่อแห่งนี้กลายเป็นเมืองที่มั่งคั่งที่สุดในแคว้นให้ดูเองท่านพ่อ

ข้อมูลเบื้องต้น

นิยายเรื่องนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ห้ามมิให้ผู้ใด คัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือนำส่วนใดส่วนหนึ่งไปเผยแพร่ที่ยังไม่ได้รับอนุญาติจากเจ้าของผลงาน ถ้าฝ่าฝืนจะได้รับโทษสูงสุดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537

ดอกเหมยนักธุรกิจสาวรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบันผู้ประสบความสำเร็จจนกลายเป็นนักธุรกิจสาวที่รวยที่สุดในประเทศจู่ๆก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตขณะเดินทางไปให้สัมภาษณ์นิตยสารชื่อดังรู้ตัวอีกทีก็ย้อนไปอยู่อีกโลกในยุคจีนโบราณในร่างของฮัว เหมยบุตรสาวอดีตราชการทหารพิการตกอับจากสงครามซึ่งใช้ชีวิตบั้นปลายอาศัยอยู่ที่เมืองบ้านเกิดแสนรักซึ่งเมืองนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่ยากจนที่สุดในแคว้นผู้คนหนุ่มสาวต่างพากันย้ายออกไปทำงานในเมืองหลวงทำให้เมืองนี้เหลือประชากรน้อยลงทุกทีและเพื่อไม่ให้เมืองบ้านเกิดแสนรักของท่านพ่อเมืองนี้กลายเป็นเมืองร้างเธอขอใช้ประสบการณ์ด้านธุรกิจพลิกฟื้นเมืองนี้ให้กลายเป็นเมืองที่มั่งคั่งที่สุดดูสักตั้ง

อะไรนะเมืองนี้ยากจนที่สุดในแคว้นหรือท่านพ่อ…โอเคท่านพ่อไม่ต้องห่วงฮัว เหมยคนนี้จะพลิกเมืองบ้านเกิดท่านพ่อแห่งนี้กลายเป็นเมืองที่มั่งคั่งที่สุดในแคว้นให้ดูเองท่านพ่อ

พูดคุยกับนักเขียน

ก่อนอื่นเลยสวัสดีครับผมไรท์ สองดาวจุด เองครับแอบมาเขียนเรื่องใหม่อีกแล้วทั้งที่เรื่อง ศึกชิงจ้าวยุทธ กับ Ghost & Doctor ยังไม่จบเลย 2 เรื่องนั้นกว่าจะเข็นออกมาได้แต่ละตอนก็ใช้เวลา 2 - 3 วันต่อตอนอยู่แล้วยังจะแอบมาเขียนเรื่องใหม่ที่จริงก็พยายามล้มเลิกเรื่องเขียนเรื่องใหม่อยู่หรอกครับแต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่พล็อตเรื่องนี้มันก็โผล่ขึ้นมาในหัวสมองตลอดสุดท้ายก็เลยกัดฟันเขียนมันออกมาซะเลย

และเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ไรท์ลองเขียนเกี่ยวกับจีนย้อนยุค ทางด้านเนื้อหาเองก็คงไม่มีดราม่าอะไรหนักๆเพราะไรท์เองก็เขียนดราม่าไม่เก่งส่วนเรื่องคำศัพท์จีนโบราณและคำแปลจีนต่างๆไรท์อาจจะไม่แม่นมากนักแต่จะพยายามค้นคว้าจากอากู๋ให้มากที่สุดก่อนที่จะลงตอนไป

ทั้งนี้ยังไงขอฝากนิยายเรื่องใหม่นี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจรีดเดอร์ด้วยนะครับ

ข้อมูลค่าเงิน

มีทั้งหมด 3 หน่วย = อีแปะ , ตำลึงเงิน , ตำลึงทอง

1000 อีแปะ (ก้วน) = 1 ตำลึงเงิน

10 ตำลึงเงิน = 1 ตำลึงทอง

ราคาค่าอาหาร

ข้าว 1 จินราคาประมาณ 50 อีแปะ (1 จิน = 500 กรัม)

ซาลาเปาประมาณลูกละ 5 อีแปะ

กระดูกหมูจินละประมาณ 40 อีแปะ เนื้อหมูจินละ 200 - 250 อีแปะ

ถ้าซื้อของพวกนี้ในเมืองหลิง คูณราคาไป 3 – 5 เท่า

(ข้อมูลนี้เขียนเพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบราคาเท่านั้น)

ข้อมูลเวลา

ในสมัยโบราณ คนจีนจะแบ่งเวลา 1 วันเป็น 12 ชั่วยาม ดังนั้น เมื่อเทียบกับเวลาสากล 1 ชั่วยามจึงเท่ากับ 2 ชั่วโมง 1 เค่อเท่ากับ 15 นาที โดยจะเริ่มนับชั่วยามแรกตั้งแต่เวลา 00.01-02.00 น. และนับต่อไปเรื่อย ๆ จนครบ 12 ชั่วยาม

ยามจื่อ (子:zǐ) คือ 23.00 – 24.59 น.

ยามโฉ่ว (丑:chǒu) คือ 01.00 – 02.59 น.

ยามอิ๋น (寅:yín) คือ 03.00 – 04.59 น.

ยามเหม่า (卯:mǎo) คือ 05.00 – 06.59 น.

ยามเฉิน (辰:chén) คือ 07.00 – 08.59 น.

ยามซื่อ (巳:sì) คือ 09.00 – 10.59 น.

ยามอู่ (午:wǔ) คือ 11.00 – 12.59 น.

ยามเว่ย (未:wèi) คือ 13.00 – 14.59 น.

ยามเซิน (申:shēn) คือ 15.00 – 16.59 น.

ยามโหย่ว (酉:yǒu) คือ 17.00 – 18.59 น.

ยามซวี (戌:xū) คือ 19.00 – 20.59 น.

ยามห้าย (亥:hài) คือ 21.00 – 22.59 น

ตอนที่ 1 เมืองที่ยากจนที่สุดในแคว้น

ตอนที่ 1 เมืองที่ยากจนที่สุดในแคว้น

“สัมภาษณ์ใช้เวลานานหรือเปล่าคะ” หญิงสาวหน้าตาดีคนหนึ่งนั่งอยู่เบาะข้างหลังเอ่ยปากถามเลขาสาวที่ขับรถอยู่ข้างหน้า

“ไม่นานค่ะคุณเหมยน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 20 นาทีแต่กว่าจะถึงโรงแรมที่นัดสัมภาษณ์คงใช้เวลาอีก 30 นาทีได้คุณเหมยพักผ่อนก่อนได้เลยค่ะเดี๋ยวพอใกล้ถึงดิฉันจะปลุกค่ะ” เลขาสาวที่ขับรถอยู่บอกเจ้านายของตน

“โอเคถ้าอย่างนั้นขอพักสายตาสักหน่อยนะ” หญิงสาวที่ชื่อเหมยพยักหน้าก่อนจะหลับตาลงเพื่อพักสายตา

หญิงสาวที่ชื่อเหมยคนนี้เธอมีชื่อเล่นว่าดอกเหมย ชีวิตเธอนั้นเรียกได้ว่าเอามาสร้างบทละครได้เลยเพราะเธอนั้นเป็นเด็กกำพร้าเรียนจบด้วยทุนรัฐบาลและหลังจากเรียนจบแล้วแทนที่เธอจะไปทำงานเป็นลูกน้องคนอื่นเธอกลับเสี่ยงเอาเงินเก็บจากการทำงานพิเศษตอนเรียนมาลงทุนสร้างธุรกิจของตัวเอง

เพื่อนๆที่รู้จักดอกเหมยต่างพากันมองว่าเธอบ้าหาเรื่องเจ็บตัวแต่ทว่าหลังจากผ่านไปไม่ถึง 5 ปีธุรกิจที่เธอสร้างกลับสร้างรายได้ให้เธอมหาศาลจนปัจจุบันเธอกลายเป็นนักธุรกิจสาวรุ่นใหม่ที่อายุน้อยที่สุดและรวยที่สุดในประเทศไปแล้วและวันนี้เธอมีนัดสัมภาษณ์กับนิตยสารธุรกิจเล่มหนึ่งเธอกำลังเดินทางไปโรงแรมที่ทางนั้นได้นัดสัมภาษณ์เอาไว้

ดอกเหมยที่กำลังพักสายตาเธอไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่แล้วแต่ทว่าทันใดนั้นเองจู่ๆก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของเลขาสาวที่อยู่ข้างหน้า

กรี๊ด !! เสียงเลขาสาวกรีดร้องดังมากจนทำให้ดอกเหมยที่นั่งพักสายตาอยู่เบาะหลังเบิกตาโพลงด้วยความตกใจดอกเหมยกำลังจะอ้าปากถามเลขาสาวว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ยังไม่ทันได้อ้าปากออกมาเธอก็รู้สึกถึงแรงกระแทกอย่างแรงที่ข้างรถ

ตู้ม !! เสียงแรงกระแทกแรงมากพร้อมกับภาพทุกอย่างที่หมุนควงไปมาพริบตานั้นเหมือนหางตาดอกเหมยจะเห็นภาพของหน้ารถที่น่าจะเป็นรถบรรทุกที่พุ่งชนรถของเธอจากด้านข้างและพอเห็นแบบนั้นทำให้ดอกเหมยรู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น

นี่เราถูกรถบรรทุกชนสินะ ดอกเหมยคิดอยู่ในใจจากนั้นภาพทุกอย่างก็ค่อยๆมืดลง

.

.

.

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แต่ดอกเหมยรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่มีคนพูดกับเธอ

“ฝากดูแลท่านพ่อข้าด้วย”

พรึบ !! ดอกเหมยลืมตาตื่นขึ้นมาและก็พบใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งใบหน้าคล้ายกับเธอมากในชุดจีนโบราณซึ่งรู้สึกว่าจะเรียกว่าชุดฮั่นฝู

“ทะ…เธอเป็นใคร” ดอกเหมยถามเธอแต่ดูเหมือนเธอจะไม่มีเวลาเธอจึงไม่ตอบแต่บอกฝากฝังอะไรสักอย่างแทน

“ข้าฝากเจ้าดูแลท่านพ่อข้าด้วยข้าต้องไปแล้ว” หญิงสาวพูดกับดอกเหมยก่อนจะเอื้อมมือมาสัมผัสใบหน้าดอกเหมยเบาๆจากนั้นร่างของเธอก็ค่อยๆสลายหายไปพร้อมกับความความง่วงที่ถาโถมเข้ามาจนกระทั่งภาพทุกอย่างมืดลงอีกครั้ง

.

.

.

“เสี่ยวเหมย !!”

ใครกันเสี่ยวเหมย ดอกเหมยได้ยินเสียงใครสักคนเสียงนั้นดูมีอายุแล้วก็ดูเป็นห่วงคนที่ชื่อเสี่ยวเหมยมาก

“เสี่ยวเหมยเจ้าต้องไม่เป็นอะไรนะพ่ออยู่นี่แล้ว”

ดอกเหมยได้ยินเสียงคนๆนั้นอีกครั้งพร้อมกับแรงบีบที่มือเบาๆเธอจึงค่อยๆพยายามลืมตาขึ้นมา

“อืม…” ดอกเหมยลืมตาขึ้นมาและก็เห็นใบหน้าชายวัยกลางคนที่กำลังมองเธอด้วยสายตาเป็นห่วงและทันทีที่ชายวัยกลางคนคนนี้เห็นว่าเธอลืมตาเขาก็เบิกตากว้างก่อนจะพุ่งเข้ามากอดเธอ

“เสี่ยวเหมยลูกฟื้นแล้ว !!”

“คุณเป็นใคร…โอ๊ย !!” ดอกเหมยตกใจที่จู่ๆถูกชายแปลกหน้าวัยกลางคนนี้กอดเธอกำลังจะถามว่าเขาเป็นใครแต่ในพริบตานั้นจู่ๆภาพบางอย่างไม่สิความทรงจำก็ถูกอัดแน่นเข้ามาในหัวจนเธอรู้สึกปวดหัวจนต้องร้องออกมา

“สะ…เสี่ยวเหมยพะ…พ่อจะไปตามท่านหมอเดี๋ยวนี้” ชายวัยกลางคนได้ยินเสียงร้องก็รีบปล่อยพร้อมกับวิ่งออกจากห้องไปตามหมอปล่อยให้ดอกเหมยนอนยกมือขึ้นกุมหัวอยู่บนเตียง

ดอกเหมยใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งอาการปวดหัวก็ค่อยๆหายไปพร้อมกับที่เธอค่อยๆทบทวนความทรงจำที่อัดแน่นเข้ามาในสมอง

ฉันคือดอกเหมย…ไม่สิฉันมาอยู่ในร่างของฮัวเหมย ดอกเหมยคิดในใจ

ฮัวเหมยนั้นอายุ 17 ปีเธอคือบุตรสาวอดีตข้าราชการทหารพิการเอ็นที่ข้อมือซ้ายขาดเพราะศึกสงครามเมื่อ 20 ปีก่อนซึ่งบิดาของเธอนั้นมีชื่อว่าปู้จวิน ส่วนมารดาเธอนั้นเสียชีวิตตอนคลอดฮัวเหมย ดังนั้นตอนนี้เธอจึงอยู่กับบิดาแค่สองคน

และสถานที่ที่เธอกับบิดาอาศัยอยู่คือเมืองหลิง ในแคว้นจู เป็นบ้านเกิดบิดาของเธอที่เมืองนี้เป็นสถานที่ที่บิดาของเธอตัดสินใจมาใช้ชีวิตในบั้นปลายโดยบิดาเธอนั้นมีทรัพย์สินติดตัวอยู่นิดหน่อยซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากผลงานที่ทำเอาไว้ตอนเป็นข้าราชการทหารซึ่งทรัพย์สินของบิดามันควรจะมีใช้ไปได้จนแก่เฒ่าแต่ทว่ามันกลับไม่เป็นอย่างนั้นเพราะทรัพย์สินนั่นก็หมดไปอย่างรวดเร็วเพราะค่าใช้จ่ายที่เมืองนี้สูงอย่างมากถ้าถามว่าทำไมค่าใช้จ่ายถึงสูงน่ะเหรอนั่นเป็นเพราะเมืองหลิงแห่งนี้คือเมืองที่ยากจนที่สุดในแคว้นยังไงล่ะ

และการที่เมืองหลิงเป็นเมืองที่ยากจนที่สุดในแคว้นทำให้ข้าวสาร ผักและอาหารแห้งมีราคาสูงกว่าปกติ 3 – 5 เท่าและสาเหตุที่เป็นแบบนั้นเป็นเพราะเมืองหลิงแห้งแล้งเป็นอย่างมากปีหนึ่งแทบจะไม่มีฝนตกลงมาจากฟ้าและด้วยการที่ไม่มีฝนทำให้ที่นี่ขาดน้ำในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์

แต่เมืองหลิงก็ยังมีสินค้าส่งออกอยู่นะนั่นคือถ่านที่ใช้สำหรับโรงหลอมเหล็กแต่เมื่อ 15 ปีก่อนความต้องการถ่านค่อยๆลดจำนวนลงเพราะสงครามได้ยุติลงไปแล้วจึงทำให้โรงหลอมเหล็กไม่จำเป็นต้องใช้ถ่านจำนวนมากเพื่อหลอมอาวุธหรือเกราะอีกต่อไป

ส่วนทางด้านตามร้านอาหารหรือบ้านเรือนก็ไม่จำเป็นต้องใช้ถ่านที่มีราคาแพงเพราะพวกเขาใช้ฟืนก็พอแถมฟืนก็ยังหาได้ง่ายตามนอกเมืองอีกด้วย

และด้วยความต้องการถ่านที่น้อยลงทำให้สุดท้ายเศรษฐกิจในเมืองหลิงค่อยๆฝืดเคืองจนสุดท้ายคนหนุ่มสาวก็ย้ายไปทำมาหากินที่อื่นกันหมดสุดท้ายประชากรในเมืองหลิงก็ค่อยๆน้อยลงจนทุกวันนี้แทบไม่ต่างจากเมืองร้าง

แต่ถึงจะใกล้กลายเป็นเมืองร้างไปแล้วเมืองหลิงนี้ก็ยังมีคนอาศัยอยู่และคนในเมืองหลิงก็ยังยึดทำอาชีพเผาถ่านขายเพราะพวกเขาไม่มีความรู้ในการทำอาชีพอื่นอีกแล้วอีกทั้งตัวเลือกก็มีไม่มากด้วยเพราะเมืองหลิงแห้งแล้วมากปลูกพืชก็ไม่ได้ เลี้ยงสัตว์ก็ไม่ได้เพราะอากาศร้อนจนทำให้สัตว์ตาย

ฮัวเหมยนั้นเธอเป็นบุตรสาวกตัญญูตั้งใจจะดูแลบิดาพิการไปชั่วชีวิตโดยไม่คิดจะออกเรือน

“ฝากดูแลท่านพ่อด้วยที่เธอบอกคืออย่างนี้นี่เองสินะฮัวเหมย” ดอกเหมยพูดกับตัวเองหลังจากทบทวนความทรงจำเรียบร้อยแล้วซึ่งฮัวเหมยนั้นดูเหมือนจะมีห่วงกังวลเรื่องความเป็นอยู่ของบิดาเธอ

ส่วนตัวฮัวเหมยนั้นดูเหมือนเธอจะเกิดอาการฮีทสโตรกจนเสียชีวิตขณะที่บิดาออกไปทำงานที่โรงเผาถ่านเพื่อหาเงินเข้าบ้านซึ่งในตอนที่บิดาเธอกลับมากินข้าวที่บ้านในช่วงกลางวันก็พบกับร่างฮัวเหมยนอนอยู่บนพื้นเขารีบนำเธอไปวางที่เตียงในห้องนอนและพยายามเรียกปลุกเธอและในจังหวะนั้นดอกเหมยก็มาอยู่ในร่างเธอพร้อมกับฟื้นขึ้นมาพอดี

ปัง !! เสียงประตูห้องนอนถูกเปิดออกพร้อมกับที่บิดาของเสี่ยวเหมยวิ่งพรวดพราดเข้ามาพร้อมกับท่านหมอชราคนหนึ่ง

“เสี่ยวเหมยพ่อตามท่านหมอมาแล้ว…ท่านหมอช่วยดูอาการบุตรสาวข้าให้ทีข้ากลับมาเจอเธอนอนอยู่ที่พื้น” ปู้จวินหันไปบอกให้ท่านหมอช่วยตรวจดูอาการบุตรสาว

ท่านหมอเข้ามานั่งข้างเตียงใช้นิ้วสัมผัสไปที่ข้อมือเสี่ยวเหมยตรวจดูอาการ

“อืม…ไม่ต้องห่วงแค่เป็นลมแดดช่วงนี้อากาศร้อนมากใส่เสื้อผ้าให้บางหน่อยแล้วก็จิบน้ำเยอะๆไม่เกินสองวันอาการก็จะดีขึ้นเอง” ท่านหมอพูด

“ฟูว…งั้นเหรอขอบคุณท่านหมอมาก” ปู้จวินพ่นลมหายใจอย่างโล่งอกที่บุตรสาวไม่เป็นอะไรมากโดยไม่รู้เลยว่าบุตรสาวของเขาฮัวเหมยตัวจริงนั้นเสียชีวิตไปแล้วและคนที่อยู่ในร่างของบุตรสาวเขาตอนนี้คือหญิงสาวจากศตวรรษที่ 21

“ไม่เป็นไรถ้าอย่างนั้นข้าไปก่อนนะส่วนเจ้าก็อยู่ดูแลลูกสาวเจ้าเถอะไม่ต้องไปส่งข้าหรอก” ท่านหมอพูดจากนั้นเขาก็ออกจากห้องและจากไปปล่อยให้ปู้จวินอยู่คอยดูแลบุตรสาว

ติดตามตอนต่อไป…

ตอนที่ 2 บันทึกรายรับรายจ่าย

ตอนที่ 2 บันทึกรายรับรายจ่าย

หลังจากฟื้นขึ้นมาในร่างของฮัวเหมยนี่ก็ผ่านมาวันนึงแล้วเสี่ยวเหมยนั่งอยู่บนเตียงมองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นแต่แสงแดดที่ส่องพื้นจนเกิดไอระเหย

“เสี่ยวเหมยพ่อต้มข้าวต้มมาให้กินก่อนสิลูกจะได้มีแรง” ปู้จวินเดินถือถาดข้าวต้มเข้ามา

“ท่านพ่อ” เสี่ยวเหมยหันไปมองดูปู้จวินบิดาของเจ้าของร่างนี้ซึ่งเขากำลังถือถาดข้าวต้มด้วยมือขวาเพราะมือซ้ายพิการใช้งานไม่ได้

“เมื่อเช้าพ่อซื้อกระดูกหมูกับผักดองมาด้วยกินเยอะๆจะได้หายไวๆนะเสี่ยวเหมย” ปู้จวินพูดพร้อมกับวางถาดข้าวต้มและถ้วยผักดองต้มกระดูกหมูไว้ที่ตักของเสี่ยวเหมย

จากความทรงจำของเสี่ยวเหมยกระดูกหมูในเมืองหลิงขายกัน 1 จิน(500 กรัม)มีราคาเท่ากับ 50 อีแปะซึ่งถ้าเป็นที่เมืองอื่นราคานี้สามารถซื้อกระดูกหมูได้ 4 จินเลยด้วยซ้ำส่วนผักดองเองก็ราคาสูงถึงไหละ 100 อีแปะถ้าจำนวนเงินเท่านี้ที่เมืองอื่นสามารถใช้ซื้ออาหารกินกันได้เป็นสัปดาห์แต่สำหรับเมืองหลิงเงิน 150 อีแปะนั้นกลับใช้ซื้อของมาทำเป็นอาหารได้แค่ไม่กี่มื้อเท่านั้น

“เป็นอะไรไปเจ้าไม่หิวงั้นรึเสี่ยวเหมย” ปู้จวินถามลูกสาวด้วยความเป็นห่วง

“เปล่าเจ้าค่ะท่านพ่อลูกแค่คิดว่าท่านพ่อไม่น่าเสียเงินไปซื้อผักดองกับกระดูกหมูมาเลยเงินเก็บเราก็เหลืออีกไม่มากแล้วนี่เจ้าคะ” เสี่ยวเหมยส่ายหน้าพูดเบาๆ

“โธ่…อย่าคิดมาเลยเสี่ยวเหมยลูกพี่เอาเป็นว่าลูกกินเถอะเดี๋ยวพ่อจะต้องไปทำงานแล้วเมื่อวานก็ทำได้แค่ถึงยามอู่เอง (11.00 - 12.59) ป่านนี้โดนเถ้าแก่หักเงินไปแล้ว” ปู้จวินพูดซึ่งเขานั้นทำงานแลกเงินเป็นรายวันที่โรงเผาถ่านโดยเขาจะได้เงินค่าแรงวันละ 100 อีแปะ

“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อท่านรีบไปทำงานเถอะเดี๋ยวข้ากินเสร็จแล้วจะได้พักผ่อน” เสี่ยวเหมยพยักหน้า

“ได้งั้นพ่อไปก่อนนะจริงสิอย่าลืมจิมน้ำบ่อยๆล่ะพ่อตักน้ำไว้ให้แล้ว” ปู้จวินพูดบอกให้เสี่ยวเหมยจิบน้ำบ่อยๆป้องกันการเกิดโรคลมแดดหรือฮีทสโตรก

เสี่ยวเหมยได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าเบาๆจากนั้นปู้จวินก็เดินออกจากห้องเธอไป

“เฮ้อ…ดูเหมือนสถานการณ์ที่บ้านจะลำบากพอสมควรเลยนะเนี่ยจากที่จำได้เงินที่ท่านพ่อได้มาจากตอนเป็นทหารดูเหมือนจะหมดไปแล้วต้องหาทางทำอะไรสักอย่างซะแล้วเพราะไม่งั้นมีหวังเราได้กินข้าวต้มที่แทบจะมีแต่น้ำข้าวกับต้มกระดูกหมดผักดองไปตลอดแน่ไม่สิเผลอๆจะได้กินแต่ข้าวต้มด้วยซ้ำเพราะมื้อนี้ท่านพ่อซื้อกระดูกหมูกับผักดองมาบำรุงเราเป็นพิเศษ” เสี่ยวเหมยพูดเปรยขณะที่ตักข้าวต้มกินคู่กับผักดองต้มกระดูกหมู

หลังจากกินข้าวเสร็จให้พอมีแรงเสี่ยวเหมยก็ลุกขึ้นนำถาดไปเก็บเดินสำรวจดูรอบบ้านเธอจึงพบว่าบ้านหลังนี้มีขนาดใหญ่พอสมควรและดูเหมือนเมื่อสมัยก่อนจะมีบ่าวรับใช้ด้วยเพราะมีเรือนสำหรับบ่าวอยู่ข้างหลังแต่จากความทรงจำท่านพ่อไล่บ่าวรับใช้ออกไปเกือบสิบปีแล้วเพราะตอนนั้นเงินเริ่มเหลือน้อย

พอเริ่มเดินสำรวจก็เริ่มรู้สึกหิวน้ำขึ้นมาอย่างรวดเร็วเพราะอากาศร้อนมาก

“อากาศน่า 50 องศาได้เลยนะเนี่ยร้อยกว่าไทยอีก” เสี่ยวเหมยพูดและก็เดินไปที่ครัวพอมาถึงครัวก็เห็นถังน้ำที่ท่านพ่อของเธอตักเอาไว้ให้ซึ่งมันมาจากบ่อน้ำที่อยู่ข้างบ้านที่ขุดเอาไว้

อึก !! อึก !! อึก !! เสียงเสี่ยวเหมยตักน้ำในถังดื่มอย่างกระหายหลังจากดื่มจนพอแล้วเสี่ยวเหมยก็เดินไปที่ห้องของท่านพ่อรื้อดูที่ตู้หนังสือ

“อืม…จะมีบันทึกรายรับรายจ่ายของบ้านมั้ยนะ” เสี่ยวเหมยพยายามหาบันทึกรายรับรายจ่ายของบ้านซึ่งคนจีนโบราณนั้นปกติแล้วถ้าอ่านออกเขียนได้น่าจะทำบันทึกกันไว้ทุกคนเพราะเวลามีเรื่องแล้วทางการเรียกตรวจสอบถ้าไม่มีจะเกิดเรื่องใหญ่เอาได้

“อ๊ะเจอแล้ว” เสี่วเหมยค้นตู้หนังสือไม่นานก็พบบันทึกรายรับรายจ่ายเธอจึงหยิบมันมาและไปนั่งเปิดอ่านที่โต๊ะหนังสือในห้องของท่านพ่อ

ย้อนไปเมื่อสมัยก่อนบ้านเรามีทรัพย์สินเยอะมากตั้ง 1,000 ตำลึงทองเป็นเพราะท่านพ่อสร้างผลงานได้ดีตอนเป็นทหารสินะซื้อที่ดินกับสร้างบ้านไป 250 ตำลึงทองจากนั้นก็จ่ายเป็นค่าเงินเดือนบ่าวรับใช้อยู่หลายปีเป็นเงิน 120 ตำลึงทองค่าอาหารรายสัปดาห์ตกอยู่ที่ 300 อีแปะปีนึงก็ตก 1 ตำลึงทอง 5 ตำลึงเงิน เสียเงินกับค่าอาหารมาจนถึงปัจจุบันน่าจะหมดไปราว 25 ตำลึงทองได้มันน่าจะเหลือเงินอีกราว 600 ตำลึงทองสิเงินหายไปไหนหมดนะ เสี่ยวเหมยอ่านบันทึกรายรับรายจ่ายที่ท่านพ่อของเธอเขียนเอาไว้

และเมื่อเสี่ยวเหมยอ่านไปเรื่อยๆก็พบว่าทุกๆเดือนหรือสองเดือนท่านพ่อของเธอจะต้องมีรายจ่ายปริศนาประมาณ 20 - 30 ตำลึงทองเป็นอย่างนี้อยู่นานนับสิบปีจนกระทั่งเงินหมดจึงไม่มีรายจ่ายปริศนานี่

ซึ่งเสี่ยวเหมยไม่รู้ว่าเงินตรงนี้ท่านพ่อของเธอเอาไปจ่ายค่าอะไรและทันใดนั้นเองจู่ๆสายตาเสี่ยวเหมยก็เหลือบไปเห็นกล่องที่ใต้เตียงของท่านพ่อเธอด้วยความสงสัยเธอจึงไปหยิบกล่องนั้นออกมาดู

แกร๊ก !! เสี่ยวเหมยเปิดกล่องนั้นออกดูก็พบกับกระดาษจำนวนมากที่มีลายนิ้วมือกำกับไว้เสี่ยวเหมยตอนแรกไม่รู้ว่ากระดาษพวกนี้คืออะไรแต่เมื่อพยายามทำความเข้าใจเธอก็เบิกตากว้าง

“นี่มันกระดาษโฉนดที่ดินนี่นา !!” เสี่ยวเหมยอุทานเมื่อพบว่ากระดาษพวกนี้คือที่โฉนดดินทั้งหมดจากที่เห็นมันมีมากกว่า 20 ฉบับ

“ดูเหมือนท่านพ่อจะซื้อมันมาจากชาวบ้านที่อยากขายที่ดินเพื่อเอาเงินไปตั้งตัวที่อื่น” เสี่ยวเหมยคิดถึงเหตุผลที่มีโฉนดที่ดินอยู่เป็นจำนวนมากซึ่งจากความทรงจำท่านพ่อของเธอนั้นเป็นคนใจดีเห็นคนเดือดร้อนก็อดเข้าไปช่วยเหลือไม่ได้

“มีที่ดินอยู่เป็นหลายร้อยหมู่(ไร่)เลยมีทั้งในเมืองและนอกเมืองให้ตายเถอะเมืองนี้มันแห้งแล้วมากที่ดินนอกเมืองจะเอามาทำอะไรกันส่วนที่ดินในเมืองต่อให้ลงทุนสร้างอะไรไปก็มีแต่จะเสียเงินเปล่าเพราะเศรษฐกิจเมืองนี้มันพังไปแล้วจะเอาโฉนดพวกนี้ไปขายใครก็คงไม่มีใครซื้อท่านพ่อนะท่านพ่อเดือดร้อนเพราะความใจดีของตัวเองชัดๆแทนที่จะได้อยู่สบายๆนั่งใช้เงินที่ได้มาไปจนถึงบั้นปลายชีวิต” เสี่ยวเหมยถึงกับส่ายหัวเมื่อได้อ่านบันทึกรายรับรายจ่าย

ต้องหาทางทำอะไรสักอย่างเพื่อหาเงินและก่อนอื่นต้องมาดูกันว่าเมืองนี้มีทรัพยากรอะไรบ้าง เสี่ยวเหมยคิดในใจเพราะถึงแม้จะมีความทรงจำของฮัวเหมยอยู่แต่มันก็ไม่ได้ละเอียดมากนักอย่างเก่งก็แค่รู้ว่าเมืองนี้พึ่งพาแต่การเผาถ่านขายให้โรงหลอมไว้ใช้หลอมอาวุธและชุดเกราะแต่พอสงครามจบลงจำนวนความต้องการถ่านก็ลดลงจนทำให้เศรษฐกิจเมืองพังลงสุดท้ายเมืองหลิงก็กลายเป็นเมืองที่ยากจนที่สุดในแคว้น

หลังจากอ่านบันทึกรายรับรายจ่ายจบเสี่ยวเหมยก็เอาบันทึกไปเก็บในชั้นหนังสือส่วนกล่องที่เก็บโฉนดที่ดินเธอก็เก็บไว้ใต้เตียงและก็เดินออกมาจากห้องของท่านพ่อเพื่อเดินสำรวจบ้านต่อ

เสี่ยวเหมยเดินไปสำรวจดูบ่อน้ำก็พบว่าน้ำนั้นเหลืออยู่ไม่ถึง 1 ใน 4 ของบ่อจากสายตาถ้ากะเอาน่าจะเหลือประมาณ 1,000 ลิตร

“น้ำใช้กัน 2 คนในสภาพอากาศร้อนจัดแบบนี้ถ้าประหยัดหน่อยน่าจะวันละ 10 ลิตรรวมน้ำที่ระเหยเพราะสภาพอากาศด้วยน่าจะอยู่ได้ไม่ถึง 3 เดือนปีนี้ฝนยังไม่ตกเลยด้วยสิถ้าฝนไม่ตกแล้วน้ำในบ่อหมดมีหวังต้องเสียเงินซื้อน้ำจากเมืองอื่นแน่” เสี่ยวเหมยขมวดคิ้วเครียดเพราะปัญหาเรื่องน้ำนั้นเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับเมืองหลิงแห่งนี้และน้ำเองก็มีราคาแพงมากในเมืองหลิงซึ่งมันแพงกว่าข้าวด้วยซ้ำ

หลังจากสำรวจดูในบ้านและรอบบ้านเสร็จเสี่ยวเหมยก็อยากจะไปสำรวจดูในเมืองต่อแต่พอเจอแดดที่ร้อนมากๆแบบนี้ไปไม่ถึงเค่อ(15 นาที)ร่างกายก็เริ่มหมดแรงจึงต้องกลับเข้าไปพักในห้อง

“เฮ้อ…ก่อนอื่นต้องรีบกลับมาแข็งแรงก่อนไม่งั้นมีหวังไปเดินกลางแดดได้เป็นลมอีกแน่” เสี่ยวเหมยพูดกับตัวเอง

จากนั้นพอตกกลางวันปู้จวินท่านพ่อของเธอก็กลับมากินข้าวที่บ้านและก็มาคอยดูอาการของเธอด้วยก่อนจะกลับไปทำงานต่อในยามเว่ย(13.00 – 14.59)

ส่วนเสี่ยวเหมยหลังจากปู้จวินพ่อเธอกลับไปทำงานแล้วเธอก็นอนต่ออยู่ในห้องพักดีที่ห้องพักเธอมีลมโกรกทั้งวันจึงไม่ร้อนมากเพราะถ้าไม่มีลมคอยโกรกคลายร้อยมีหวังต่อให้เป็นในบ้านก็อยู่ไม่ไหว

คิดถึงวิลลิส ฮาวิแลนด์ แคริเออร์ (Willis Haviland Carrier) เลยให้ตายสิ เสี่ยวเหมยคิดในใจขณะนอนพักอยู่ในห้อง

(Willis Haviland Carrier) คือผู้ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องปรับอากาศขึ้นในปี ค.ศ. 1902

ติดตามตอนต่อไป…

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...