ฮัวเหมยสุดยอดตำนานเจ้าเมืองหญิง
ข้อมูลเบื้องต้น
นิยายเรื่องนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ห้ามมิให้ผู้ใด คัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือนำส่วนใดส่วนหนึ่งไปเผยแพร่ที่ยังไม่ได้รับอนุญาติจากเจ้าของผลงาน ถ้าฝ่าฝืนจะได้รับโทษสูงสุดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537
ดอกเหมยนักธุรกิจสาวรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบันผู้ประสบความสำเร็จจนกลายเป็นนักธุรกิจสาวที่รวยที่สุดในประเทศจู่ๆก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตขณะเดินทางไปให้สัมภาษณ์นิตยสารชื่อดังรู้ตัวอีกทีก็ย้อนไปอยู่อีกโลกในยุคจีนโบราณในร่างของฮัว เหมยบุตรสาวอดีตราชการทหารพิการตกอับจากสงครามซึ่งใช้ชีวิตบั้นปลายอาศัยอยู่ที่เมืองบ้านเกิดแสนรักซึ่งเมืองนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่ยากจนที่สุดในแคว้นผู้คนหนุ่มสาวต่างพากันย้ายออกไปทำงานในเมืองหลวงทำให้เมืองนี้เหลือประชากรน้อยลงทุกทีและเพื่อไม่ให้เมืองบ้านเกิดแสนรักของท่านพ่อเมืองนี้กลายเป็นเมืองร้างเธอขอใช้ประสบการณ์ด้านธุรกิจพลิกฟื้นเมืองนี้ให้กลายเป็นเมืองที่มั่งคั่งที่สุดดูสักตั้ง
พูดคุยกับนักเขียน
ก่อนอื่นเลยสวัสดีครับผมไรท์ สองดาวจุด เองครับแอบมาเขียนเรื่องใหม่อีกแล้วทั้งที่เรื่อง ศึกชิงจ้าวยุทธ กับ Ghost & Doctor ยังไม่จบเลย 2 เรื่องนั้นกว่าจะเข็นออกมาได้แต่ละตอนก็ใช้เวลา 2 - 3 วันต่อตอนอยู่แล้วยังจะแอบมาเขียนเรื่องใหม่ที่จริงก็พยายามล้มเลิกเรื่องเขียนเรื่องใหม่อยู่หรอกครับแต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่พล็อตเรื่องนี้มันก็โผล่ขึ้นมาในหัวสมองตลอดสุดท้ายก็เลยกัดฟันเขียนมันออกมาซะเลย
และเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ไรท์ลองเขียนเกี่ยวกับจีนย้อนยุค ทางด้านเนื้อหาเองก็คงไม่มีดราม่าอะไรหนักๆเพราะไรท์เองก็เขียนดราม่าไม่เก่งส่วนเรื่องคำศัพท์จีนโบราณและคำแปลจีนต่างๆไรท์อาจจะไม่แม่นมากนักแต่จะพยายามค้นคว้าจากอากู๋ให้มากที่สุดก่อนที่จะลงตอนไป
ทั้งนี้ยังไงขอฝากนิยายเรื่องใหม่นี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจรีดเดอร์ด้วยนะครับ
ข้อมูลค่าเงิน
มีทั้งหมด 3 หน่วย = อีแปะ , ตำลึงเงิน , ตำลึงทอง
1000 อีแปะ (ก้วน) = 1 ตำลึงเงิน
10 ตำลึงเงิน = 1 ตำลึงทอง
ราคาค่าอาหาร
ข้าว 1 จินราคาประมาณ 50 อีแปะ (1 จิน = 500 กรัม)
ซาลาเปาประมาณลูกละ 5 อีแปะ
กระดูกหมูจินละประมาณ 40 อีแปะ เนื้อหมูจินละ 200 - 250 อีแปะ
ถ้าซื้อของพวกนี้ในเมืองหลิง คูณราคาไป 3 – 5 เท่า
(ข้อมูลนี้เขียนเพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบราคาเท่านั้น)
ข้อมูลเวลา
ในสมัยโบราณ คนจีนจะแบ่งเวลา 1 วันเป็น 12 ชั่วยาม ดังนั้น เมื่อเทียบกับเวลาสากล 1 ชั่วยามจึงเท่ากับ 2 ชั่วโมง 1 เค่อเท่ากับ 15 นาที โดยจะเริ่มนับชั่วยามแรกตั้งแต่เวลา 00.01-02.00 น. และนับต่อไปเรื่อย ๆ จนครบ 12 ชั่วยาม
ยามจื่อ (子:zǐ) คือ 23.00 – 24.59 น.
ยามโฉ่ว (丑:chǒu) คือ 01.00 – 02.59 น.
ยามอิ๋น (寅:yín) คือ 03.00 – 04.59 น.
ยามเหม่า (卯:mǎo) คือ 05.00 – 06.59 น.
ยามเฉิน (辰:chén) คือ 07.00 – 08.59 น.
ยามซื่อ (巳:sì) คือ 09.00 – 10.59 น.
ยามอู่ (午:wǔ) คือ 11.00 – 12.59 น.
ยามเว่ย (未:wèi) คือ 13.00 – 14.59 น.
ยามเซิน (申:shēn) คือ 15.00 – 16.59 น.
ยามโหย่ว (酉:yǒu) คือ 17.00 – 18.59 น.
ยามซวี (戌:xū) คือ 19.00 – 20.59 น.
ยามห้าย (亥:hài) คือ 21.00 – 22.59 น
ตอนที่ 1 เมืองที่ยากจนที่สุดในแคว้น
ตอนที่ 1 เมืองที่ยากจนที่สุดในแคว้น
“สัมภาษณ์ใช้เวลานานหรือเปล่าคะ” หญิงสาวหน้าตาดีคนหนึ่งนั่งอยู่เบาะข้างหลังเอ่ยปากถามเลขาสาวที่ขับรถอยู่ข้างหน้า
“ไม่นานค่ะคุณเหมยน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 20 นาทีแต่กว่าจะถึงโรงแรมที่นัดสัมภาษณ์คงใช้เวลาอีก 30 นาทีได้คุณเหมยพักผ่อนก่อนได้เลยค่ะเดี๋ยวพอใกล้ถึงดิฉันจะปลุกค่ะ” เลขาสาวที่ขับรถอยู่บอกเจ้านายของตน
“โอเคถ้าอย่างนั้นขอพักสายตาสักหน่อยนะ” หญิงสาวที่ชื่อเหมยพยักหน้าก่อนจะหลับตาลงเพื่อพักสายตา
หญิงสาวที่ชื่อเหมยคนนี้เธอมีชื่อเล่นว่าดอกเหมย ชีวิตเธอนั้นเรียกได้ว่าเอามาสร้างบทละครได้เลยเพราะเธอนั้นเป็นเด็กกำพร้าเรียนจบด้วยทุนรัฐบาลและหลังจากเรียนจบแล้วแทนที่เธอจะไปทำงานเป็นลูกน้องคนอื่นเธอกลับเสี่ยงเอาเงินเก็บจากการทำงานพิเศษตอนเรียนมาลงทุนสร้างธุรกิจของตัวเอง
เพื่อนๆที่รู้จักดอกเหมยต่างพากันมองว่าเธอบ้าหาเรื่องเจ็บตัวแต่ทว่าหลังจากผ่านไปไม่ถึง 5 ปีธุรกิจที่เธอสร้างกลับสร้างรายได้ให้เธอมหาศาลจนปัจจุบันเธอกลายเป็นนักธุรกิจสาวรุ่นใหม่ที่อายุน้อยที่สุดและรวยที่สุดในประเทศไปแล้วและวันนี้เธอมีนัดสัมภาษณ์กับนิตยสารธุรกิจเล่มหนึ่งเธอกำลังเดินทางไปโรงแรมที่ทางนั้นได้นัดสัมภาษณ์เอาไว้
ดอกเหมยที่กำลังพักสายตาเธอไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่แล้วแต่ทว่าทันใดนั้นเองจู่ๆก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของเลขาสาวที่อยู่ข้างหน้า
กรี๊ด !! เสียงเลขาสาวกรีดร้องดังมากจนทำให้ดอกเหมยที่นั่งพักสายตาอยู่เบาะหลังเบิกตาโพลงด้วยความตกใจดอกเหมยกำลังจะอ้าปากถามเลขาสาวว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ยังไม่ทันได้อ้าปากออกมาเธอก็รู้สึกถึงแรงกระแทกอย่างแรงที่ข้างรถ
ตู้ม !! เสียงแรงกระแทกแรงมากพร้อมกับภาพทุกอย่างที่หมุนควงไปมาพริบตานั้นเหมือนหางตาดอกเหมยจะเห็นภาพของหน้ารถที่น่าจะเป็นรถบรรทุกที่พุ่งชนรถของเธอจากด้านข้างและพอเห็นแบบนั้นทำให้ดอกเหมยรู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
นี่เราถูกรถบรรทุกชนสินะ ดอกเหมยคิดอยู่ในใจจากนั้นภาพทุกอย่างก็ค่อยๆมืดลง
.
.
.
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แต่ดอกเหมยรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่มีคนพูดกับเธอ
“ฝากดูแลท่านพ่อข้าด้วย”
พรึบ !! ดอกเหมยลืมตาตื่นขึ้นมาและก็พบใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งใบหน้าคล้ายกับเธอมากในชุดจีนโบราณซึ่งรู้สึกว่าจะเรียกว่าชุดฮั่นฝู
“ทะ…เธอเป็นใคร” ดอกเหมยถามเธอแต่ดูเหมือนเธอจะไม่มีเวลาเธอจึงไม่ตอบแต่บอกฝากฝังอะไรสักอย่างแทน
“ข้าฝากเจ้าดูแลท่านพ่อข้าด้วยข้าต้องไปแล้ว” หญิงสาวพูดกับดอกเหมยก่อนจะเอื้อมมือมาสัมผัสใบหน้าดอกเหมยเบาๆจากนั้นร่างของเธอก็ค่อยๆสลายหายไปพร้อมกับความความง่วงที่ถาโถมเข้ามาจนกระทั่งภาพทุกอย่างมืดลงอีกครั้ง
.
.
.
“เสี่ยวเหมย !!”
ใครกันเสี่ยวเหมย ดอกเหมยได้ยินเสียงใครสักคนเสียงนั้นดูมีอายุแล้วก็ดูเป็นห่วงคนที่ชื่อเสี่ยวเหมยมาก
“เสี่ยวเหมยเจ้าต้องไม่เป็นอะไรนะพ่ออยู่นี่แล้ว”
ดอกเหมยได้ยินเสียงคนๆนั้นอีกครั้งพร้อมกับแรงบีบที่มือเบาๆเธอจึงค่อยๆพยายามลืมตาขึ้นมา
“อืม…” ดอกเหมยลืมตาขึ้นมาและก็เห็นใบหน้าชายวัยกลางคนที่กำลังมองเธอด้วยสายตาเป็นห่วงและทันทีที่ชายวัยกลางคนคนนี้เห็นว่าเธอลืมตาเขาก็เบิกตากว้างก่อนจะพุ่งเข้ามากอดเธอ
“เสี่ยวเหมยลูกฟื้นแล้ว !!”
“คุณเป็นใคร…โอ๊ย !!” ดอกเหมยตกใจที่จู่ๆถูกชายแปลกหน้าวัยกลางคนนี้กอดเธอกำลังจะถามว่าเขาเป็นใครแต่ในพริบตานั้นจู่ๆภาพบางอย่างไม่สิความทรงจำก็ถูกอัดแน่นเข้ามาในหัวจนเธอรู้สึกปวดหัวจนต้องร้องออกมา
“สะ…เสี่ยวเหมยพะ…พ่อจะไปตามท่านหมอเดี๋ยวนี้” ชายวัยกลางคนได้ยินเสียงร้องก็รีบปล่อยพร้อมกับวิ่งออกจากห้องไปตามหมอปล่อยให้ดอกเหมยนอนยกมือขึ้นกุมหัวอยู่บนเตียง
ดอกเหมยใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งอาการปวดหัวก็ค่อยๆหายไปพร้อมกับที่เธอค่อยๆทบทวนความทรงจำที่อัดแน่นเข้ามาในสมอง
ฉันคือดอกเหมย…ไม่สิฉันมาอยู่ในร่างของฮัวเหมย ดอกเหมยคิดในใจ
ฮัวเหมยนั้นอายุ 17 ปีเธอคือบุตรสาวอดีตข้าราชการทหารพิการเอ็นที่ข้อมือซ้ายขาดเพราะศึกสงครามเมื่อ 20 ปีก่อนซึ่งบิดาของเธอนั้นมีชื่อว่าปู้จวิน ส่วนมารดาเธอนั้นเสียชีวิตตอนคลอดฮัวเหมย ดังนั้นตอนนี้เธอจึงอยู่กับบิดาแค่สองคน
และสถานที่ที่เธอกับบิดาอาศัยอยู่คือเมืองหลิง ในแคว้นจู เป็นบ้านเกิดบิดาของเธอที่เมืองนี้เป็นสถานที่ที่บิดาของเธอตัดสินใจมาใช้ชีวิตในบั้นปลายโดยบิดาเธอนั้นมีทรัพย์สินติดตัวอยู่นิดหน่อยซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากผลงานที่ทำเอาไว้ตอนเป็นข้าราชการทหารซึ่งทรัพย์สินของบิดามันควรจะมีใช้ไปได้จนแก่เฒ่าแต่ทว่ามันกลับไม่เป็นอย่างนั้นเพราะทรัพย์สินนั่นก็หมดไปอย่างรวดเร็วเพราะค่าใช้จ่ายที่เมืองนี้สูงอย่างมากถ้าถามว่าทำไมค่าใช้จ่ายถึงสูงน่ะเหรอนั่นเป็นเพราะเมืองหลิงแห่งนี้คือเมืองที่ยากจนที่สุดในแคว้นยังไงล่ะ
และการที่เมืองหลิงเป็นเมืองที่ยากจนที่สุดในแคว้นทำให้ข้าวสาร ผักและอาหารแห้งมีราคาสูงกว่าปกติ 3 – 5 เท่าและสาเหตุที่เป็นแบบนั้นเป็นเพราะเมืองหลิงแห้งแล้งเป็นอย่างมากปีหนึ่งแทบจะไม่มีฝนตกลงมาจากฟ้าและด้วยการที่ไม่มีฝนทำให้ที่นี่ขาดน้ำในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์
แต่เมืองหลิงก็ยังมีสินค้าส่งออกอยู่นะนั่นคือถ่านที่ใช้สำหรับโรงหลอมเหล็กแต่เมื่อ 15 ปีก่อนความต้องการถ่านค่อยๆลดจำนวนลงเพราะสงครามได้ยุติลงไปแล้วจึงทำให้โรงหลอมเหล็กไม่จำเป็นต้องใช้ถ่านจำนวนมากเพื่อหลอมอาวุธหรือเกราะอีกต่อไป
ส่วนทางด้านตามร้านอาหารหรือบ้านเรือนก็ไม่จำเป็นต้องใช้ถ่านที่มีราคาแพงเพราะพวกเขาใช้ฟืนก็พอแถมฟืนก็ยังหาได้ง่ายตามนอกเมืองอีกด้วย
และด้วยความต้องการถ่านที่น้อยลงทำให้สุดท้ายเศรษฐกิจในเมืองหลิงค่อยๆฝืดเคืองจนสุดท้ายคนหนุ่มสาวก็ย้ายไปทำมาหากินที่อื่นกันหมดสุดท้ายประชากรในเมืองหลิงก็ค่อยๆน้อยลงจนทุกวันนี้แทบไม่ต่างจากเมืองร้าง
แต่ถึงจะใกล้กลายเป็นเมืองร้างไปแล้วเมืองหลิงนี้ก็ยังมีคนอาศัยอยู่และคนในเมืองหลิงก็ยังยึดทำอาชีพเผาถ่านขายเพราะพวกเขาไม่มีความรู้ในการทำอาชีพอื่นอีกแล้วอีกทั้งตัวเลือกก็มีไม่มากด้วยเพราะเมืองหลิงแห้งแล้วมากปลูกพืชก็ไม่ได้ เลี้ยงสัตว์ก็ไม่ได้เพราะอากาศร้อนจนทำให้สัตว์ตาย
ฮัวเหมยนั้นเธอเป็นบุตรสาวกตัญญูตั้งใจจะดูแลบิดาพิการไปชั่วชีวิตโดยไม่คิดจะออกเรือน
“ฝากดูแลท่านพ่อด้วยที่เธอบอกคืออย่างนี้นี่เองสินะฮัวเหมย” ดอกเหมยพูดกับตัวเองหลังจากทบทวนความทรงจำเรียบร้อยแล้วซึ่งฮัวเหมยนั้นดูเหมือนจะมีห่วงกังวลเรื่องความเป็นอยู่ของบิดาเธอ
ส่วนตัวฮัวเหมยนั้นดูเหมือนเธอจะเกิดอาการฮีทสโตรกจนเสียชีวิตขณะที่บิดาออกไปทำงานที่โรงเผาถ่านเพื่อหาเงินเข้าบ้านซึ่งในตอนที่บิดาเธอกลับมากินข้าวที่บ้านในช่วงกลางวันก็พบกับร่างฮัวเหมยนอนอยู่บนพื้นเขารีบนำเธอไปวางที่เตียงในห้องนอนและพยายามเรียกปลุกเธอและในจังหวะนั้นดอกเหมยก็มาอยู่ในร่างเธอพร้อมกับฟื้นขึ้นมาพอดี
ปัง !! เสียงประตูห้องนอนถูกเปิดออกพร้อมกับที่บิดาของเสี่ยวเหมยวิ่งพรวดพราดเข้ามาพร้อมกับท่านหมอชราคนหนึ่ง
“เสี่ยวเหมยพ่อตามท่านหมอมาแล้ว…ท่านหมอช่วยดูอาการบุตรสาวข้าให้ทีข้ากลับมาเจอเธอนอนอยู่ที่พื้น” ปู้จวินหันไปบอกให้ท่านหมอช่วยตรวจดูอาการบุตรสาว
ท่านหมอเข้ามานั่งข้างเตียงใช้นิ้วสัมผัสไปที่ข้อมือเสี่ยวเหมยตรวจดูอาการ
“อืม…ไม่ต้องห่วงแค่เป็นลมแดดช่วงนี้อากาศร้อนมากใส่เสื้อผ้าให้บางหน่อยแล้วก็จิบน้ำเยอะๆไม่เกินสองวันอาการก็จะดีขึ้นเอง” ท่านหมอพูด
“ฟูว…งั้นเหรอขอบคุณท่านหมอมาก” ปู้จวินพ่นลมหายใจอย่างโล่งอกที่บุตรสาวไม่เป็นอะไรมากโดยไม่รู้เลยว่าบุตรสาวของเขาฮัวเหมยตัวจริงนั้นเสียชีวิตไปแล้วและคนที่อยู่ในร่างของบุตรสาวเขาตอนนี้คือหญิงสาวจากศตวรรษที่ 21
“ไม่เป็นไรถ้าอย่างนั้นข้าไปก่อนนะส่วนเจ้าก็อยู่ดูแลลูกสาวเจ้าเถอะไม่ต้องไปส่งข้าหรอก” ท่านหมอพูดจากนั้นเขาก็ออกจากห้องและจากไปปล่อยให้ปู้จวินอยู่คอยดูแลบุตรสาว
ติดตามตอนต่อไป…
ตอนที่ 2 บันทึกรายรับรายจ่าย
ตอนที่ 2 บันทึกรายรับรายจ่าย
หลังจากฟื้นขึ้นมาในร่างของฮัวเหมยนี่ก็ผ่านมาวันนึงแล้วเสี่ยวเหมยนั่งอยู่บนเตียงมองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นแต่แสงแดดที่ส่องพื้นจนเกิดไอระเหย
“เสี่ยวเหมยพ่อต้มข้าวต้มมาให้กินก่อนสิลูกจะได้มีแรง” ปู้จวินเดินถือถาดข้าวต้มเข้ามา
“ท่านพ่อ” เสี่ยวเหมยหันไปมองดูปู้จวินบิดาของเจ้าของร่างนี้ซึ่งเขากำลังถือถาดข้าวต้มด้วยมือขวาเพราะมือซ้ายพิการใช้งานไม่ได้
“เมื่อเช้าพ่อซื้อกระดูกหมูกับผักดองมาด้วยกินเยอะๆจะได้หายไวๆนะเสี่ยวเหมย” ปู้จวินพูดพร้อมกับวางถาดข้าวต้มและถ้วยผักดองต้มกระดูกหมูไว้ที่ตักของเสี่ยวเหมย
จากความทรงจำของเสี่ยวเหมยกระดูกหมูในเมืองหลิงขายกัน 1 จิน(500 กรัม)มีราคาเท่ากับ 50 อีแปะซึ่งถ้าเป็นที่เมืองอื่นราคานี้สามารถซื้อกระดูกหมูได้ 4 จินเลยด้วยซ้ำส่วนผักดองเองก็ราคาสูงถึงไหละ 100 อีแปะถ้าจำนวนเงินเท่านี้ที่เมืองอื่นสามารถใช้ซื้ออาหารกินกันได้เป็นสัปดาห์แต่สำหรับเมืองหลิงเงิน 150 อีแปะนั้นกลับใช้ซื้อของมาทำเป็นอาหารได้แค่ไม่กี่มื้อเท่านั้น
“เป็นอะไรไปเจ้าไม่หิวงั้นรึเสี่ยวเหมย” ปู้จวินถามลูกสาวด้วยความเป็นห่วง
“เปล่าเจ้าค่ะท่านพ่อลูกแค่คิดว่าท่านพ่อไม่น่าเสียเงินไปซื้อผักดองกับกระดูกหมูมาเลยเงินเก็บเราก็เหลืออีกไม่มากแล้วนี่เจ้าคะ” เสี่ยวเหมยส่ายหน้าพูดเบาๆ
“โธ่…อย่าคิดมาเลยเสี่ยวเหมยลูกพี่เอาเป็นว่าลูกกินเถอะเดี๋ยวพ่อจะต้องไปทำงานแล้วเมื่อวานก็ทำได้แค่ถึงยามอู่เอง (11.00 - 12.59) ป่านนี้โดนเถ้าแก่หักเงินไปแล้ว” ปู้จวินพูดซึ่งเขานั้นทำงานแลกเงินเป็นรายวันที่โรงเผาถ่านโดยเขาจะได้เงินค่าแรงวันละ 100 อีแปะ
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อท่านรีบไปทำงานเถอะเดี๋ยวข้ากินเสร็จแล้วจะได้พักผ่อน” เสี่ยวเหมยพยักหน้า
“ได้งั้นพ่อไปก่อนนะจริงสิอย่าลืมจิมน้ำบ่อยๆล่ะพ่อตักน้ำไว้ให้แล้ว” ปู้จวินพูดบอกให้เสี่ยวเหมยจิบน้ำบ่อยๆป้องกันการเกิดโรคลมแดดหรือฮีทสโตรก
เสี่ยวเหมยได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าเบาๆจากนั้นปู้จวินก็เดินออกจากห้องเธอไป
“เฮ้อ…ดูเหมือนสถานการณ์ที่บ้านจะลำบากพอสมควรเลยนะเนี่ยจากที่จำได้เงินที่ท่านพ่อได้มาจากตอนเป็นทหารดูเหมือนจะหมดไปแล้วต้องหาทางทำอะไรสักอย่างซะแล้วเพราะไม่งั้นมีหวังเราได้กินข้าวต้มที่แทบจะมีแต่น้ำข้าวกับต้มกระดูกหมดผักดองไปตลอดแน่ไม่สิเผลอๆจะได้กินแต่ข้าวต้มด้วยซ้ำเพราะมื้อนี้ท่านพ่อซื้อกระดูกหมูกับผักดองมาบำรุงเราเป็นพิเศษ” เสี่ยวเหมยพูดเปรยขณะที่ตักข้าวต้มกินคู่กับผักดองต้มกระดูกหมู
หลังจากกินข้าวเสร็จให้พอมีแรงเสี่ยวเหมยก็ลุกขึ้นนำถาดไปเก็บเดินสำรวจดูรอบบ้านเธอจึงพบว่าบ้านหลังนี้มีขนาดใหญ่พอสมควรและดูเหมือนเมื่อสมัยก่อนจะมีบ่าวรับใช้ด้วยเพราะมีเรือนสำหรับบ่าวอยู่ข้างหลังแต่จากความทรงจำท่านพ่อไล่บ่าวรับใช้ออกไปเกือบสิบปีแล้วเพราะตอนนั้นเงินเริ่มเหลือน้อย
พอเริ่มเดินสำรวจก็เริ่มรู้สึกหิวน้ำขึ้นมาอย่างรวดเร็วเพราะอากาศร้อนมาก
“อากาศน่า 50 องศาได้เลยนะเนี่ยร้อยกว่าไทยอีก” เสี่ยวเหมยพูดและก็เดินไปที่ครัวพอมาถึงครัวก็เห็นถังน้ำที่ท่านพ่อของเธอตักเอาไว้ให้ซึ่งมันมาจากบ่อน้ำที่อยู่ข้างบ้านที่ขุดเอาไว้
อึก !! อึก !! อึก !! เสียงเสี่ยวเหมยตักน้ำในถังดื่มอย่างกระหายหลังจากดื่มจนพอแล้วเสี่ยวเหมยก็เดินไปที่ห้องของท่านพ่อรื้อดูที่ตู้หนังสือ
“อืม…จะมีบันทึกรายรับรายจ่ายของบ้านมั้ยนะ” เสี่ยวเหมยพยายามหาบันทึกรายรับรายจ่ายของบ้านซึ่งคนจีนโบราณนั้นปกติแล้วถ้าอ่านออกเขียนได้น่าจะทำบันทึกกันไว้ทุกคนเพราะเวลามีเรื่องแล้วทางการเรียกตรวจสอบถ้าไม่มีจะเกิดเรื่องใหญ่เอาได้
“อ๊ะเจอแล้ว” เสี่วเหมยค้นตู้หนังสือไม่นานก็พบบันทึกรายรับรายจ่ายเธอจึงหยิบมันมาและไปนั่งเปิดอ่านที่โต๊ะหนังสือในห้องของท่านพ่อ
ย้อนไปเมื่อสมัยก่อนบ้านเรามีทรัพย์สินเยอะมากตั้ง 1,000 ตำลึงทองเป็นเพราะท่านพ่อสร้างผลงานได้ดีตอนเป็นทหารสินะซื้อที่ดินกับสร้างบ้านไป 250 ตำลึงทองจากนั้นก็จ่ายเป็นค่าเงินเดือนบ่าวรับใช้อยู่หลายปีเป็นเงิน 120 ตำลึงทองค่าอาหารรายสัปดาห์ตกอยู่ที่ 300 อีแปะปีนึงก็ตก 1 ตำลึงทอง 5 ตำลึงเงิน เสียเงินกับค่าอาหารมาจนถึงปัจจุบันน่าจะหมดไปราว 25 ตำลึงทองได้มันน่าจะเหลือเงินอีกราว 600 ตำลึงทองสิเงินหายไปไหนหมดนะ เสี่ยวเหมยอ่านบันทึกรายรับรายจ่ายที่ท่านพ่อของเธอเขียนเอาไว้
และเมื่อเสี่ยวเหมยอ่านไปเรื่อยๆก็พบว่าทุกๆเดือนหรือสองเดือนท่านพ่อของเธอจะต้องมีรายจ่ายปริศนาประมาณ 20 - 30 ตำลึงทองเป็นอย่างนี้อยู่นานนับสิบปีจนกระทั่งเงินหมดจึงไม่มีรายจ่ายปริศนานี่
ซึ่งเสี่ยวเหมยไม่รู้ว่าเงินตรงนี้ท่านพ่อของเธอเอาไปจ่ายค่าอะไรและทันใดนั้นเองจู่ๆสายตาเสี่ยวเหมยก็เหลือบไปเห็นกล่องที่ใต้เตียงของท่านพ่อเธอด้วยความสงสัยเธอจึงไปหยิบกล่องนั้นออกมาดู
แกร๊ก !! เสี่ยวเหมยเปิดกล่องนั้นออกดูก็พบกับกระดาษจำนวนมากที่มีลายนิ้วมือกำกับไว้เสี่ยวเหมยตอนแรกไม่รู้ว่ากระดาษพวกนี้คืออะไรแต่เมื่อพยายามทำความเข้าใจเธอก็เบิกตากว้าง
“นี่มันกระดาษโฉนดที่ดินนี่นา !!” เสี่ยวเหมยอุทานเมื่อพบว่ากระดาษพวกนี้คือที่โฉนดดินทั้งหมดจากที่เห็นมันมีมากกว่า 20 ฉบับ
“ดูเหมือนท่านพ่อจะซื้อมันมาจากชาวบ้านที่อยากขายที่ดินเพื่อเอาเงินไปตั้งตัวที่อื่น” เสี่ยวเหมยคิดถึงเหตุผลที่มีโฉนดที่ดินอยู่เป็นจำนวนมากซึ่งจากความทรงจำท่านพ่อของเธอนั้นเป็นคนใจดีเห็นคนเดือดร้อนก็อดเข้าไปช่วยเหลือไม่ได้
“มีที่ดินอยู่เป็นหลายร้อยหมู่(ไร่)เลยมีทั้งในเมืองและนอกเมืองให้ตายเถอะเมืองนี้มันแห้งแล้วมากที่ดินนอกเมืองจะเอามาทำอะไรกันส่วนที่ดินในเมืองต่อให้ลงทุนสร้างอะไรไปก็มีแต่จะเสียเงินเปล่าเพราะเศรษฐกิจเมืองนี้มันพังไปแล้วจะเอาโฉนดพวกนี้ไปขายใครก็คงไม่มีใครซื้อท่านพ่อนะท่านพ่อเดือดร้อนเพราะความใจดีของตัวเองชัดๆแทนที่จะได้อยู่สบายๆนั่งใช้เงินที่ได้มาไปจนถึงบั้นปลายชีวิต” เสี่ยวเหมยถึงกับส่ายหัวเมื่อได้อ่านบันทึกรายรับรายจ่าย
ต้องหาทางทำอะไรสักอย่างเพื่อหาเงินและก่อนอื่นต้องมาดูกันว่าเมืองนี้มีทรัพยากรอะไรบ้าง เสี่ยวเหมยคิดในใจเพราะถึงแม้จะมีความทรงจำของฮัวเหมยอยู่แต่มันก็ไม่ได้ละเอียดมากนักอย่างเก่งก็แค่รู้ว่าเมืองนี้พึ่งพาแต่การเผาถ่านขายให้โรงหลอมไว้ใช้หลอมอาวุธและชุดเกราะแต่พอสงครามจบลงจำนวนความต้องการถ่านก็ลดลงจนทำให้เศรษฐกิจเมืองพังลงสุดท้ายเมืองหลิงก็กลายเป็นเมืองที่ยากจนที่สุดในแคว้น
หลังจากอ่านบันทึกรายรับรายจ่ายจบเสี่ยวเหมยก็เอาบันทึกไปเก็บในชั้นหนังสือส่วนกล่องที่เก็บโฉนดที่ดินเธอก็เก็บไว้ใต้เตียงและก็เดินออกมาจากห้องของท่านพ่อเพื่อเดินสำรวจบ้านต่อ
เสี่ยวเหมยเดินไปสำรวจดูบ่อน้ำก็พบว่าน้ำนั้นเหลืออยู่ไม่ถึง 1 ใน 4 ของบ่อจากสายตาถ้ากะเอาน่าจะเหลือประมาณ 1,000 ลิตร
“น้ำใช้กัน 2 คนในสภาพอากาศร้อนจัดแบบนี้ถ้าประหยัดหน่อยน่าจะวันละ 10 ลิตรรวมน้ำที่ระเหยเพราะสภาพอากาศด้วยน่าจะอยู่ได้ไม่ถึง 3 เดือนปีนี้ฝนยังไม่ตกเลยด้วยสิถ้าฝนไม่ตกแล้วน้ำในบ่อหมดมีหวังต้องเสียเงินซื้อน้ำจากเมืองอื่นแน่” เสี่ยวเหมยขมวดคิ้วเครียดเพราะปัญหาเรื่องน้ำนั้นเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับเมืองหลิงแห่งนี้และน้ำเองก็มีราคาแพงมากในเมืองหลิงซึ่งมันแพงกว่าข้าวด้วยซ้ำ
หลังจากสำรวจดูในบ้านและรอบบ้านเสร็จเสี่ยวเหมยก็อยากจะไปสำรวจดูในเมืองต่อแต่พอเจอแดดที่ร้อนมากๆแบบนี้ไปไม่ถึงเค่อ(15 นาที)ร่างกายก็เริ่มหมดแรงจึงต้องกลับเข้าไปพักในห้อง
“เฮ้อ…ก่อนอื่นต้องรีบกลับมาแข็งแรงก่อนไม่งั้นมีหวังไปเดินกลางแดดได้เป็นลมอีกแน่” เสี่ยวเหมยพูดกับตัวเอง
จากนั้นพอตกกลางวันปู้จวินท่านพ่อของเธอก็กลับมากินข้าวที่บ้านและก็มาคอยดูอาการของเธอด้วยก่อนจะกลับไปทำงานต่อในยามเว่ย(13.00 – 14.59)
ส่วนเสี่ยวเหมยหลังจากปู้จวินพ่อเธอกลับไปทำงานแล้วเธอก็นอนต่ออยู่ในห้องพักดีที่ห้องพักเธอมีลมโกรกทั้งวันจึงไม่ร้อนมากเพราะถ้าไม่มีลมคอยโกรกคลายร้อยมีหวังต่อให้เป็นในบ้านก็อยู่ไม่ไหว
คิดถึงวิลลิส ฮาวิแลนด์ แคริเออร์ (Willis Haviland Carrier) เลยให้ตายสิ เสี่ยวเหมยคิดในใจขณะนอนพักอยู่ในห้อง
(Willis Haviland Carrier) คือผู้ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องปรับอากาศขึ้นในปี ค.ศ. 1902
ติดตามตอนต่อไป…