คุณหมอคะ ลูกของเราจะคลอดวันนี้
ข้อมูลเบื้องต้น
นายแพทย์หนุ่มผู้มีฉายาว่าเสือผู้หญิงจะทำยังไง เมื่ออยู่ๆ ชมพูพราว เด็กสาวที่ตนเองเคยเจาะไข่แดงแบบมึนๆเมาๆ ก็ส่งข้อความมาบอกว่า ‘คุณหมอคะ ลูกของเราจะคลอดวันนี้’
==================
นายแพทย์ผู้มากด้วยฝีมืออย่าง กันต์ผา สิทธิกรชโยธิน เบื่อหน่ายชีวิตความหรูหราไฮโซที่กรุงเทพฯ จึงย้ายมาเป็นแพทย์อยู่ในโรงพยาบาลในเมืองติดชายทะเล ที่นั่นชายหนุ่มได้พบกับ เซซู เด็กหญิงวัยสามขวบผู้ไม่ยอมพูดกับใครมานานนับปี ตั้งแต่ถูกผู้เป็นแม่ทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลโดยไม่เคยกลับมาอีกเลย
ชมพูพราว ลูกเลี้ยงของมหาเศรษฐีชาวเกาหลี หอบหัวใจที่แตกสลายนานนับสามปีกลับมาเมืองไทย หญิงสาวมาเพื่อต้องการฆ่าตัวตายอย่างสงบที่ชายทะเล แต่ความตายไม่ได้ง่ายเพราะเพราะในโรงพยาบาลมีใครบางคนอยู่ด้วย ซึ่งก็คือนายแพทย์ใจร้ายที่ตนเองเคยหลงรัก
สายใยอันแสนหวานระหว่างนายแพทย์จอมดุ กับ อดีตเด็กสาวในปกครอง กำลังจะถูกเด็กน้อยแปลกหน้าถักทอร้อยเรียงเข้าไว้ด้วยกัน
มีความรัก ที่ถูกซ่อนเอาไว้ในความลับ ทารกน้อยที่คิดว่าตายจากพ่อแม่ไปตั้งแต่ไม่กี่วันที่ลืมตาขึ้นมาดูโลก ความจริงแล้ว ยังมีชีวิตอยู่จนทุกวันนี้
บันดาลใจ
ตอนที่ 1 หมอเถื่อน
กรุงเทพมหานคร
แสงไฟสวยงามหลากสีสันระยิบระยับอยู่บนต้นคริสต์มาสหลายต่อหลายต้นที่ประดับประดาตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าศูนย์การค้า โรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว
ผู้คนมากมายออกมาถ่ายรูปเก็บความประทับใจเอาไว้เพื่อโพสต์ลงโซเชียลในโลกเสมือนจริง แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่อยู่อย่างเงียบเหงาเดียวดายในคืนคริสต์มาส
ร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มสิบเก้าปีสวมใส่เสื้อฮู้ดสีดำปกปิดใบหน้า เดินออกมาจากตรอกเล็กๆที่อยู่หลังอาคารพาณิชย์ที่หันหน้าออกสู่ถนนใหญ่
กระเป๋าหนังสีดำรูปกล่องสี่เหลี่ยมถูกสะพายไว้บนไหล่กว้าง มันเป็นเหมือนกระเป๋าใส่เครื่องสำอางแต่แท้จริงแล้วภายในนั้นมีทั้งยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์
มือเรียวสวยหิ้วตะกร้าใบเล็กอีกใบมาด้วย ในนั้นมีถุงดำหลายใบเอาไว้ใส่เศษขยะ
กันต์ผา สิทธิกรชโยธิน นักศึกษาแพทย์ปีสามผู้สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยทางการแพทย์อันดับหนึ่งของประเทศตั้งแต่อายุ 16 ปี ย่ำเท้าที่ถูกห่อหุ้มด้วยรองเท้าผ้าใบราคาแพงออกมาสู่ถนนใหญ่เพื่อไปยังรถของตัวเองที่จอดอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ
เขาเพิ่งกลับมาจากการรักษาคนเร่ร่อนที่อาศัยอยู่ด้วยกันหลายต่อหลายคนในบ้านร้าง คนพวกนี้น่าสงสารเพราะไม่สามารถเข้าถึงสิทธิ์การรักษาขั้นพื้นฐาน หลายคนไม่มีแม้แต่บัตรประชาชนด้วยซ้ำ เวลาป่วยหรือไม่สบายจึงทำได้แค่หาซื้อยามากินเอง
ร่างสูงเดินมาจนถึงหน้าอาคารพาณิชย์ที่แม้จะติดถนนใหญ่แต่ก็ค่อนข้างเงียบเหงา เขาต้องข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามที่ร้านสะดวกซื้อเพราะรถของเขาจอดอยู่ที่นั่น
“นั่นอะไรกันน่ะ” คิ้วคมเข้มขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าห่างออกไปราว
“แม่ แม่กลับบ้านกันเถอะ อย่าทิ้งหนูไปอีกเลย”
ร่างผอมแห้งของเด็กหญิงวัยสิบขวบใช้มือทั้งสองข้างจับแขนของแม่ผู้ให้กำเนิดเอาไว้พร้อมกับขอร้องอ้อนวอน แม่หายไปนานนับเดือนแล้ว เมื่อวันก่อนมีคนบอกว่าเจอแม่แถวนี้เธอเลยมารอจนในที่สุดก็เจอจริงๆ
“อย่ามายุ่งกับฉันนะ ไปให้พ้นนังเด็กบ้านี่”
กรองดาวผลักลูกสาวตัวเองจนล้มลง มันคือตัวทำลายชีวิตของเธอ แทนที่เธอจะยังเป็นสาวโสดมีชีวิตอย่างสุขสบาย กลับต้องมาลูกติดอย่างมันมาเป็นภาระ
“แม่จะไปไหนอีก”
“เรื่องของฉันไม่เกี่ยวกับแก ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ”
“หนูไม่สบาย ขอเงินไปซื้อยาหน่อยได้ไหม”
“ฉันมีอยู่แค่นี้แหละ” หญิงสาวหยิบเงินสองร้อยบาทโยนใส่ลูกสาวก่อนจะรีบขึ้นรถไปกับชายวัยสี่สิบเศษที่ยอมจ่ายเงินหลายพันซื้อตัว
ชมพูพราวก้มลงเก็บเงินสองร้อยบาทขึ้นมาใส่กระเป๋าเสื้อ เด็กหญิงก้มลงมองดูมือของตัวเองที่เลือดซึมออกมาจากผ้าพันแผลด้วยความกังวลใจ เงินสองร้อยบาทไม่พอแน่กับการไปโรงพยาบาล เธอคงทำได้แค่นำเงินไปซื้อยามาทาแผลให้ตัวเอง ส่วนที่เหลือก็ซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพื่อนำไปต้มกิน
หลายเดือนที่ผ่านมานี้แม่แทบไม่เคยอยู่บ้านเพื่อดูแลเธอเลย มันเหนื่อยและท้อมากที่ต้องรู้สึกเหมือนใช้ชีวิตเพียงลำพังบนโลกแบบนี้
“ขอดูมือหน่อยซิ”
กันต์ผาเดินเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าคนที่ทั้งผอมทั้งมอมแมม มือของเด็กหญิงถูกพันแผลด้วยเศษเสื้อที่ถูกตัดเป็นเส้นยาวๆ มันไม่ใช่การทำแผลที่ถูกวิธีเลยแม้แต่น้อย
ชมพูพราวเงยหน้าขึ้นมองคนตัวสูงที่อยู่ๆก็ก้าวเข้ามาหา ผู้ชายคนนี้เป็นใครกันนะ ทำตัวลึกลับย่าสงสัย ใส่เสื้อฮู้ดปกปิดใบหน้าเอาไว้มองเห็นแค่ดวงตา
ฝากอีบุ๊คด้วยน๊าาาาาา ส่วนในนี้เริ่มทยอยติดเหรียญแล้ว
อย่าต่อว่ากันเลยนะคะ ไรท์มีรายได้จากการเขียนนิยาย ถ้าไม่ติดเหรียญก็จะไม่มีตังค์จ้า
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiNzM4NDA2IjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO3M6NjoiMjYzOTU3Ijt9
ตอนที่ 1 หมอเถื่อน (2)
“บอกว่าขอดูมือหน่อย มันเจ็บอยู่ไม่ใช่เหรอ ถึงได้พันแผลเอาไว้น่ะ”
“อื้อ เศษแล้วบาดเมื่อวาน”
บอกแล้วยื่นมือให้ดูแม้จะไม่รู้จักอีกฝ่าย แต่ท่ามกลางผู้คนแปลกหน้าก็มีเขาคนเดียวที่ใส่ใจถามไถ่ไม่มองเมินเหมือนคนอื่น
“แล้วทำไมไม่ไปหาหมอ”
“ไม่มีเงิน”
“แผลแบบนี้ ถ้าไม่รีบรักษาอีกหน่อยคงติดเชื้อ รู้ไหมว่ามันอันตรายถึงตายเลยนะ”
“แล้วมายุ่งอะไรด้วย เป็นหมอเหรอ”
“ใช่ ฉันเป็นหมอ”
“อยู่โรงพยาบาลไหน ชื่ออะไรล่ะ ดูท่าทางยังเด็กอยู่เลย”
คนตัวเล็กเอียงคอมองอย่างสงสัย แม้เขาจะปิดบังใบหน้าแต่เธอมองออกว่าเขาน่าจะยังเป็นวัยรุ่นอายุไม่ถึงยี่สิบปี แล้วจะมาบอกว่าตัวเองเป็นหมอได้ยังไงล่ะ
“ไม่ต้องถามมาก”กันต์ผาบอกก่อนจะดึงตัวคนมอมแมมมาที่มุมลับตาคน จากนั้นก็ยื่นไฟฉายให้ช่วยถือ
“เธอต้องทำแผล”
“พี่เป็นหมอเถื่อนหรือเปล่า ไม่เอาหรอก” มือบอบบางที่ได้รับบาดเจ็บถูกดึงหนีอย่างไม่ไว้วางใจ
“หมอเถื่อนงั้นเหรอ” คิ้วคมเข้มถูกเลิ่กขึ้นให้กับฉายานั้น
“นั่นสินะ ว่าเรียกว่าเป็นหมอเถื่อนก็คงได้”
เขายังเรียนไม่จบ ไม่มีใบประกอบวิชาชีพแพทย์แต่เที่ยวออกมารักษาคนแบบนี้ก็สมแล้วที่ถูกเรีบกว่า ‘หมอเถื่อน’ อย่างที่เด็กคนนี้ว่า
“เอาล่ะ มาเริ่มกันเลย ทนเจ็บหน่อยก็แล้วกัน” เด็กหนุ่มบอกก่อนจะเปิดประเป๋าเครื่องมือแพทย์ ก่อนจะหยิบอุปกรณ์ออกมาก็ต้องดึงผ้าพันแผลผืนเดิมออกจากมือบอบบางก่อน
แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเพราะแผนคงถูกพันเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เมื่อเลือดเริ่มแห้งมันทำให้ผ้าติดไปกับแผล การดึงออกจึงทำให้เจ็บ
น้ำเกลือจึงถูกราดลงไปเพื่อให้สามารถดึงผ้าออกได้ง่ายขึ้น
“โอ๊ย เจ็บนะ…”
“เจ็บก็ยังดีกว่าตาย”
แม้น้ำเสียงจะไม่มีความอ่อนโยนเลยแม้แต่น้อย แต่ทุกการกระทำนุ่มนวลเบามือ พอดึงผ้าพันแผลออกเรียบร้อยกันต์ผาก็โยนมันใส่ลงในถุงดำแล้วจัดการล้างแผล และนำสำลีเช็ดคราบเลือดออกจนหมด
ดวงตาคมหวานสีน้ำตาลทองมองดูรอยแยกของแผลที่ถูกเศษแล้วบาดอย่างประเมินอาการ
แผลยาวราวสองนิ้วเป็นแนวขวางไปตามฝ่ามือ จำเป็นต้องเย็บเพื่อให้มันสมานกันเร็วขึ้น
“ต้องเย็บแผล” ถุงมือสีขาวนวลถูกหยิบขึ้นมาสวมใส่
“ไม่…หนูกลัวเข็ม แค่เห็นก็จะเป็นลมแล้ว พันแผลเอาไว้อย่างเดิมก็พอไม่ต้องเย็บนะ”
“แผลแบบนี้ยังไงก็ต้องเย็บ ฉันเป็นคุณหมอที่มือเบามากดังนั้นเธอไม่ต้องกลัว จะใช้เวลาเย็บไม่ถึงสิบนาที แต่เธอต้องคอยส่องไฟฉายมาที่แผลตลอดเวลาเพื่อให้ฉันมองเห็นได้ชัดๆ ”
“แล้ว จะเก็บเงินค่าทำแผลหรือเปล่า”
“ไม่คิดเงิน”
“งั้นเย็บเลย หนูยอมเจ็บ”
พอได้งินว่าไม่ต้องเสียเงินชมพูพราวก็ทำใจดีสู้เสือขึ้นมาทันที
“จะฉีดยาชาให้ก่อน มันเจ็บนิดหน่อย ถ้ากลัวก็ไม่ต้องดู แผลของเธอจะเย็บราวสิบเข็ม”
หัวใจของชมพูพราวแทบหยุดเต้นเมื่อเข็มฉีดยาถูกนำมาจิ้มลงที่อุ้งมือของตัวเอง เด็กสาวหลับตาปี๋โดยหวังว่ามันจะผ่านไปเร็วที่สุด
“เจ็บ…ฮื้อออออ”
เมื่อปลายเข็มแหลมคมถูกจิ้มลงรอบๆบริเวณปากแผล น้ำตาของคนตัวเล็กก็ซึมออกมาแต่ถึงอย่างนั้นก็กัดฟันทน
“ถือไฟฉายดีๆ มืออย่าสั่น ฉันต้องการแสงไฟในการเย็บแผล”
กันต์ผาบอกก่อนจะรอสักครู่เพื่อให้ยาชาออกฤทธิ์จากนั้นก็เริ่มเย็บแผล การเป็นหมอต้องสามารถเป็นได้ทุกที่ไม่ใช่แค่ในโรงพยาบาลเท่านั้น
การกระทำของเขาไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนักและหากมีคนรู้ก็อาจจะทำให้ต้องเดือดร้อน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังแอบออกมาในตอนกลางคืน คอยดูแลรักษาคนไข้ที่ยากจนทำเท่าที่จะสามารถทำได้
“แผลนี่ห้ามโดนน้ำ ถ้าทำผ้าพันแผลเปื้อนสกปรกก็ต้องทำความสะอาดแผลแล้วใหม่ ฉันจะให้ยาและอุปกรณ์ทำแผลเธอกลับบ้าน ส่วนแผลที่มือนี่มันเป็นไหมละลาย อีกไม่กี่วันก็จะละลายหายไปเอง”
“เข้าใจแล้ว”
“บ้านเธออยู่แถวนี้เหรอ”
“ไม่ใช่ค่ะ หนูมาตามหาแม่ บ้านอยู่แถวคลองเตยโน่น”
“ผู้หญิงคนเมื่อกี้ล่ะสิ แม่ของเธอ”
“อืมห์…”
เด็กหญิงตอบพลางถอนหายใจแล้วเผลอลืมตาขึ้นมามองดูแผลที่กำลังถูกเย็บ นี่เป็นครั้งแรกเลยล่ะที่ถูกเย็บแผล ว่าแต่มันดูเรียบร้อยสวยงามจัง ราวกับคนที่กำลังทำงานศิลปะ
“หิวข้าวเหรอ” กันต์ผาเงยหน้าขึ้นมองจากมือเล็กๆเมื่อได้ยินเสียงท้องอีกฝ่ายร้อง
“แม่เพิ่งให้เงินมาสองร้อยจะเอาไปซื้อบะหมี่มาต้มกิน”
“กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบ่อยๆไม่ดีนะ ซื้อข้าวกินดีกว่า”
“ข้าวมันแพงกว่าบะหมี่ตั้งหลายบาท”
“นั่นสินะ”
เด็กหนุ่มพยักหน้าอย่างเห็นด้วยแล้วจัดการเย็บแผลต่อจนเสร็จ ตามด้วยการทายาป้องกันแผลอักเสบ จากนั้นก็พันด้วยผ้าสะอาดสีขาวอย่างแน่นหนา
“เรียบร้อยแล้ว รอก่อนนะเดี๋ยวจะจัดยาให้”
ถุงมือถูกโยนทิ้งลงในถุงดำใบเดิมที่มีผ้าพันแผลผืนเก่าและสำลีเช็ดเลือดอยู่ในนั้น ขยะพวกนี้เขาจะนำไปทิ้งที่โรงพยาบาลเพราะมันเป็นขนะทางการแพทย์ที่ไม่ใช่ขยะทั่วไป
“นี่เป็นยานะมีทั้งแบบกินก่อนและหลังอาหาร เขียนวิธีกินเอาไว้อย่างละเอียดแล้ว และนี่เป็นผ้าพันแผลกับยาทา”
“ขอบคุณนะพี่”
เด็กหญิงก้มลงมองดูแผลตัวเองด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะล้วงเอาสติกเกอร์รูปผีเสื้อมาติดให้ที่กระเป๋าเพื่อเป็นการขอบคุณ
“เธอควรกินข้าวนะ เอาเงินนี่ไปซื้อข้าวกินด้วยล่ะ”
กันต์ผาวางธนบัตรใบละห้าร้อยบาทลงบนเก้าอี้ก่อนจะเก็บกระเป๋าแล้วเดินห่างออกมาเพื่อขับรถกลับบ้าน คืนนี้เพียงพอแล้วสำหรับการทำหน้าที่หมอ เขาอยากกลับบ้านไปนอนพักผ่อนเต็มทีแล้ว
ชมพูพราวลุกขึ้นจากม้านั่ง เด็กสาวหิ้วของในถุงขึ้นมาแล้วมองตามร่างสูงที่เดินข้ามสะพานลอยไปยังฝั่งตรงข้าม เธอเชื่อมั่นว่าเขาจะต้องเป็นหมอที่ดีอย่างแน่นอน
ฝากอีบุ๊คด้วยน๊าาาาาา ส่วนในนี้เริ่มทยอยติดเหรียญแล้ว
อย่าต่อว่ากันเลยนะคะ ไรท์มีรายได้จากการเขียนนิยาย ถ้าไม่ติดเหรียญก็จะไม่มีตังค์จ้า
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiNzM4NDA2IjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO3M6NjoiMjYzOTU3Ijt9
ตอนที่ 2 คุณหมอกินเด็ก
9 ปีต่อมา
ร่างนุ่มนิ่มที่นอนซุกกายอยู่ในอ้อมกอดแข็งแรงของชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาขยับกายแล้วก้าวลงจากเตียงนอน หลังจากนอนหลับอย่างอ่อนเพลียราวสองสามชั่วโมง
มือบอบบางคว้าเสื้อคลุมมาสวมทับร่างกายเปลือยเปล่าของตัวเอง ความมึนเมาที่ครอบครองสติได้จางหายไปเกือบหมดแล้ว สิ่งที่เข้ามาแทนที่ในห้วงความรู้สึกก็คือความสุขวาบหวามจากเซ็กส์ที่ยังปั่นป่วนอยู่ในร่างกาย
อาห์…เธอต้องบ้าไปแล้วแน่ๆถึงยอมให้ผู้ชายแปลกหน้าที่ไม่รู้แม้แต่ชื่อเจาะไข่แดง เขาช่วยเธอเอาไว้จากผู้ชายสองคนนั้นด้วยการพาขึ้นรถเพื่อจะพาไปส่งบ้าน แต่สุดท้ายมันก็มาจบที่คอนโดของเขา
ความเหงา ความสับสน บวกกับฤทธิ์แอลกอฮอล์และยากระตุ้นอารมณ์ทางเพศที่ถูกผู้ชายวัยรุ่นสองคนนั้นหลอกล่อให้กิน ส่งผลให้เธอกลายเป็นเด็กใจแตกยอมขึ้นเตียงกับเขาอย่างง่ายดาย
เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาชื่ออะไร รู้แต่ว่าเขาเป็นหมอจากบทสนทนาสั้นๆ
“คุณหมอ…รู้นะว่าตื่นนานแล้ว” น้ำเสียงหวานใสที่เอ่ยขึ้น ทำให้คนตัวโตที่แกล้งหลับลืมตาขึ้นมาเมื่อถูกจับได้
“นี่เธอยังเวอร์จิ้นเหรอ”กันต์ผาขยับกายขึ้นมานั่งพิงหมอนใบใหญ่ ชายหนุ่มเอ่ยถามออกมาตามตรงโดยไม่อ้อมค้อม
เขาอายุยี่สิบเก้า ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายและเคยกินเด็กเวอร์จิ้นมาไม่ต่ำกว่าสี่ห้าคน มันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรสำหรับเขาที่จะเป็นคนเปิดประสบการณ์หวามให้ยัยเด็กหน้าใสที่อยากรู้อยากลอง
แต่สิ่งที่ทำให้เขาอยากหลับต่อแล้วตื่นขึ้นมาในวันพรุ่งนี้และพบว่าทุกอย่างเป็นเพียงฝันก็คือ ความหน้าอ่อนเยาว์วัยของคนที่เนื้อนมไข่ที่กำลังยืนกอดอกจ้องมองเขาอยู่ในตอนนี้
เขากลัวว่าตัวเองจะพรากผู้เยาว์เข้าซะแล้วล่ะ
“อื้อ หนูยังเวอร์จิ้น”
ดวงหน้าสวยบอกอย่างเอียงอาย และยิ่งอายมากขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าคนตัวสูงใหญ่ที่นอนอยู่บนเตียงไม่ยอมคว้าอะไรมาห่อหุ้มร่างกายซะที สายตาของเธอเลยปะทะเข้ากับเจ้าไส้กรอกยักษ์ที่นอนสงบนิ่งอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบาง
สัดส่วนของเขา มันสวยมากเลยล่ะ สวยจนเธอเผลอชิมราวกับชิมไอศกรีม