โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทยพร้อมแค่ไหนกับคลื่นการลงทุนจากต่างชาติระลอกใหม่

THE STANDARD

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ไทยพร้อมแค่ไหนกับคลื่นการลงทุนจากต่างชาติระลอกใหม่

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI กำลังกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย ในช่วงที่บริษัทข้ามชาติต้องกระจายฐานการผลิตและลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ และความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก ไทยจึงมีโอกาสรับการลงทุนรอบใหม่ ทั้งในดาต้าเซ็นเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และบริการดิจิทัล

ตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนสะท้อนแรงส่งดังกล่าวอย่างชัดเจน ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมรวม 1,299 โครงการ มูลค่า 1.474 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในจำนวนนี้เป็นคำขอจากต่างประเทศ 877 โครงการ มูลค่า 1.368 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 80 ขณะที่อุตสาหกรรมดิจิทัลมีมูลค่าคำขอสูงสุด 1.115 ล้านล้านบาทจาก 90 โครงการ อย่างไรก็ดีตัวเลขเหล่านี้เป็น ‘มูลค่าคำขอรับการส่งเสริม’ ยังไม่ใช่เงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมดในทันที

แรงดึงดูดของไทยไม่ได้มาจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว ไทยมีฐานการผลิตยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่พัฒนามานาน มีเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนและซัพพลายเออร์จำนวนมาก รวมถึงมีระบบคมนาคม โลจิสติกส์ ไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่รองรับการขยายกิจการได้ สิ่งเหล่านี้ช่วยลดเวลาและต้นทุนในการเริ่มต้นธุรกิจของนักลงทุนรายใหม่ ทำเลที่ตั้งใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเป็นข้อได้เปรียบ แต่ในโลกที่กติกาการค้าเข้มงวดขึ้น การมีทำเลดีเพียงอย่างเดียวไม่พอ นักลงทุนให้ความสำคัญมากขึ้นกับความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน แหล่งที่มาของวัตถุดิบ ความโปร่งใส และความสามารถในการปฏิบัติตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้า ไทยจึงต้องทำให้การลงทุนใหม่เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการในประเทศและสร้างมูลค่าเพิ่มในไทยได้จริง

อีกเงื่อนไขที่มีน้ำหนักมากขึ้นคือไฟฟ้าสะอาด บริษัทเทคโนโลยีและผู้ผลิตระดับโลกจำนวนมากมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน ไทยได้พัฒนาบริการไฟฟ้าสีเขียว หรือ Utility Green Tariff เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ต้องการรับรองการใช้พลังงานหมุนเวียน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังอยู่ที่การจัดหาไฟฟ้าสะอาดที่เพียงพอ มีความต่อเนื่อง ตรวจสอบย้อนกลับได้ และมีต้นทุนแข่งขันได้

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยจะดึงดูดเงินลงทุนได้มากเพียงใด แต่คือไทยมีศักยภาพรองรับโครงการเหล่านี้พร้อมกันหรือไม่ โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งต้องใช้ไฟฟ้า น้ำ ระบบสายส่ง พื้นที่ และบุคลากรเฉพาะทางในปริมาณสูง โจทย์แรกคือบุคลากร ไทยยังต้องเร่งเพิ่มกำลังคนด้านวิศวกรรม ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ ระบบอัตโนมัติ การออกแบบชิป และการบริหารโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล การพัฒนาทักษะไม่ควรจำกัดอยู่ที่การผลิตบัณฑิตใหม่ แต่ต้องครอบคลุมการยกระดับทักษะแรงงานเดิม ความร่วมมือระหว่างบริษัทกับสถาบันการศึกษา และการดึงผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศในสาขาที่ขาดแคลน

โจทย์ที่สองคือการเปลี่ยนจาก ‘ฐานการผลิต’ ไปสู่ ‘ฐานความรู้และนวัตกรรม’ หากโครงการลงทุนพึ่งพาการนำเข้าเครื่องจักร เทคโนโลยี และวัตถุดิบเป็นส่วนใหญ่ ผลบวกต่อรายได้ การจ้างงาน และผู้ประกอบการไทยอาจต่ำกว่ามูลค่าโครงการที่ประกาศไว้ นโยบายส่งเสริมการลงทุนจึงควรให้น้ำหนักกับการวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และการยกระดับซัพพลายเออร์ไทยควบคู่กัน

โจทย์ที่สามคือกฎระเบียบ นักลงทุนต้องการความชัดเจน ความรวดเร็ว และความต่อเนื่องของนโยบาย การลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน การเชื่อมโยงใบอนุญาตระหว่างหน่วยงาน และการกำหนดกรอบเวลาที่ตรวจสอบได้ จะช่วยลดต้นทุนแฝงและทำให้ไทยแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ดีขึ้น

โจทย์สุดท้ายคือขีดความสามารถของโครงสร้างพื้นฐาน การอนุมัติโครงการจำนวนมากไม่ควรทำให้เกิดคอขวดด้านไฟฟ้า น้ำ หรือระบบสายส่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การลงทุนกระจุกตัว การวางแผนจึงต้องมองพร้อมกันทั้งกำลังผลิตไฟฟ้า ระบบส่งและจำหน่าย แหล่งน้ำ การจัดการความร้อน ตลอดจนผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

ไทยยังมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการย้ายและกระจายฐานการผลิตของโลก แต่การแข่งขันจากมาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซียจะทวีความเข้มข้นขึ้น ความสำเร็จจึงไม่ควรวัดจากมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพียงอย่างเดียว หากต้องพิจารณาด้วยว่าโครงการเกิดขึ้นจริงมากน้อยเพียงใด สร้างงานทักษะสูงได้กี่ตำแหน่ง ใช้วัตถุดิบและแรงงานในประเทศมากแค่ไหน เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกได้เพียงใด และช่วยยกระดับผลิตภาพของเศรษฐกิจหรือไม่

หากไทยเร่งพัฒนาบุคลากร สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม เพิ่มความพร้อมด้านพลังงานสะอาดและสาธารณูปโภค ตลอดจนปรับกฎระเบียบให้คล่องตัวและทันต่อการเปลี่ยนแปลง FDI ระลอกใหม่โดยเฉพาะจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคตจะไม่ใช่เพียงเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าประเทศ แต่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับฐานการผลิต สร้างงานที่มีคุณภาพ และเพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ภาพ:Lemonsoup14 /Shutterstock

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...