โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘รามาธิบดี’ เตรียมถอดบทเรียนคลินิกเบาหวานระยะสงบ 9 พื้นที่ทั่วประเทศ

เดลินิวส์

อัพเดต 24 ตุลาคม 2569 เวลา 2.14 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
รามาธิบดีเตรียมถอดบทเรียนคลินิกเบาหวานระยะสงบ 9 พื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมเสนอร่าง 7 ข้อเสนอเชิงนโยบาย มุ่งยกระดับระบบดูแลโรคเรื้อรังไทยอย่างยั่งยืน

หน่วยวิจัยนโยบายและระบบสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เตรียมจัดการประชุมหารือ ร่วมอภิปรายแลกเปลี่ยนข้อมูล ครั้งที่ 2 ภายใต้โครงการวิจัยเรื่อง “การประเมินผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยเบาหวานตามแนวทางการจัดทำคลินิกผู้ป่วยเบาหวานเข้าสู่ระยะสงบ (DM Remission)” ในวันที่ 22 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00–12.00 น. ณ ห้องพระแม่ธรณี 4–5 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ กรุงเทพฯ เพื่อเผยแพร่ผลการศึกษา แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากหน่วยบริการในพื้นที่ และร่วมพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับการขับเคลื่อนบริการเบาหวานระยะสงบในระบบสุขภาพไทย

ผลการสังเคราะห์ข้อมูลจากหน่วยบริการสุขภาพ 9 แห่ง ครอบคลุมบริการระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิจากหลายภูมิภาคทั่วประเทศ สะท้อนประเด็นสำคัญว่า การเข้าสู่ภาวะเบาหวานระยะสงบไม่ได้ขึ้นอยู่กับความตั้งใจ การลดน้ำหนัก หรือวินัยในการควบคุมอาหารของผู้ป่วยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของระบบการดูแลสุขภาพที่ต้องทำงานเชื่อมโยงกันตั้งแต่ระดับผู้ป่วยและครอบครัว หน่วยบริการสุขภาพ ชุมชน ไปจนถึงระบบนโยบายและการจัดสรรทรัพยากร

เบาหวานระยะสงบไม่ใช่การหายขาดและความสำเร็จไม่ได้มีเพียงการหยุดยา

นายแพทย์ปวินท์ ศรีวิเชียร หัวหน้าโครงการวิจัย หน่วยวิจัยนโยบายและระบบสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การเข้าสู่เบาหวานระยะสงบไม่ควรถูกมองว่าเป็นความสำเร็จที่เกิดจากความพยายามของผู้ป่วยเพียงลำพัง เพราะเบื้องหลังการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วยยังมีปัจจัยอีกหลายด้าน ทั้งความพร้อมของครอบครัว สภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิต ความสามารถในการเข้าถึงบริการสุขภาพ ตลอดจนการสนับสนุนจากบุคลากรและระบบบริการ หากต้องการให้ผู้ป่วยสามารถรักษาผลลัพธ์ได้ในระยะยาว ระบบสุขภาพจำเป็นต้องสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการดูแลตนเอง ไม่ใช่ผลักภาระทั้งหมดไปให้ผู้ป่วย

ทั้งนี้ ภาวะเบาหวานระยะสงบ (Diabetes Remission) ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 หมายถึงภาวะที่ผู้ป่วยมีระดับ HbA1c ต่ำกว่า 6.5% ต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน โดยไม่ใช้ยาลดระดับน้ำตาล อย่างไรก็ตาม ภาวะดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการหายขาด ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องรักษาพฤติกรรมสุขภาพ ติดตามระดับน้ำตาล และเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอย่างต่อเนื่อง

การศึกษายังสะท้อนว่า การประเมินความสำเร็จไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการหยุดยาและค่า HbA1c เท่านั้น แต่ควรครอบคลุมถึงการลดขนาดหรือจำนวนยา การควบคุมโรคได้ดีขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มยา การลดน้ำหนัก ความสามารถในการทำงานและเคลื่อนไหว คุณภาพชีวิต ความมั่นใจในการจัดการสุขภาพตนเอง ตลอดจนการลดภาระด้านเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมารับบริการ

4 ความท้าทายเชิงระบบที่ต้องเร่งแก้ไข

1. ความท้าทายด้านเกณฑ์การเข้าถึงบริการและความเป็นธรรม การเปลี่ยนผ่านจากการใช้เกณฑ์ตัวเลขตายตัว (เช่น HbA1c) สู่การประเมินความเสี่ยง ความพร้อม และเป้าหมายรายบุคคล ยังมีความท้าทายเรื่องความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร (เช่น แถบตรวจ SMBG) รวมถึงความเสี่ยงที่ระบบอาจจำกัดสิทธิ์หรือทอดทิ้งผู้ป่วยกลุ่มซับซ้อนที่ยังมีโอกาสเข้าสู่ระยะสงบต่ำ แต่ยังคงต้องการการสนับสนุนการดูแลอย่างต่อเนื่อง

2. ความท้าทายด้านความยืดหยุ่นของรูปแบบบริการและการบูรณาการเครือข่าย ความหลากหลายของบริบทพื้นที่ทำให้ไม่สามารถใช้รูปแบบบริการแบบเบ็ดเสร็จในรูปแบบเดียว (One-size-fits-all) ได้ ตลอดจนความท้าทายในการยกระดับเครือข่ายปฐมภูมิ รพ.สต. อสม. ครอบครัว และชุมชน ให้หลุดพ้นจากการเป็นเพียง “ผู้ช่วยในคลินิก” สู่การเป็น “โครงสร้างการดูแลต่อเนื่อง” ที่ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างแท้จริง

3. ความท้าทายด้านกำลังคน ความมั่นคงของทีม และภาระงาน การดำเนินงานในหลายพื้นที่ยังคงพึ่งพาบุคลากรหลักเพียงไม่กี่คน และมีความเสี่ยงต่อภาวะหมดไฟ (Burnout) เนื่องจากภาระงานติดตามทางไกล การประเมินข้อมูล และการประสานงาน ยังไม่ได้รับการนับรวมหรือสนับสนุนอย่างเป็นทางการ สะท้อนความจำเป็นในการสร้างความมั่นคงของทีมและการกระจายความรู้ให้สามารถทดแทนกันได้ (Cross-training / Distributed capacity)

4. ความท้าทายด้านระบบข้อมูลและการใช้ประโยชน์เพื่อการปรับพฤติกรรม ระบบข้อมูลส่วนใหญ่ยังติดกับดักของการเก็บเพื่อรายงานตามตัวชี้วัด มากกว่าการนำข้อมูลย้อนกลับมาใช้เป็นกลไก (Feedback loop) เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยตระหนักรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง รวมถึงการที่ทีมสุขภาพยังขาดระบบข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจปรับแผนการดูแลและพัฒนาคุณภาพบริการได้อย่างทันท่วงที

7 ข้อเสนอเชิงนโยบายสู่ระบบดูแลเบาหวานระยะสงบระดับประเทศ

จากข้อค้นพบดังกล่าว คณะผู้วิจัยได้สังเคราะห์และยกร่างข้อเสนอเชิงนโยบาย 7 ประเด็นสำคัญ เพื่อใช้เป็นกรอบหารือและพัฒนาทางเลือกในการยกระดับระบบบริการสุขภาพไทย ดังนี้

1. บูรณาการบริการเบาหวานระยะสงบเข้าสู่ระบบบริการโรคเรื้อรังตามปกติ

ผลักดันการดูแลเบาหวานระยะสงบให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) และ Service Plan สาขา NCD พร้อมกำหนดชุดบริการพื้นฐานระดับประเทศอย่างน้อย 8 องค์ประกอบ ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยงและความพร้อมของผู้ป่วย การให้ข้อมูลที่ถูกต้อง การกำหนดเป้าหมายร่วมกัน การสนับสนุนด้านอาหารและกิจกรรมทางกาย การติดตามและปรับยาอย่างปลอดภัย การเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน การติดตามระยะยาว และระบบส่งต่อ โดยเปิดให้แต่ละพื้นที่ปรับรูปแบบบริการให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง

2. พัฒนาเส้นทางบริการหลายระดับที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย และเป็นธรรม

ออกแบบบริการให้สอดคล้องกับความเสี่ยงทางคลินิก ความพร้อม ความสมัครใจ และความต้องการของผู้ป่วย ตั้งแต่การดูแลตามปกติ การใช้เครื่องมือสนับสนุน ไปจนถึงการดูแลเข้มข้น โดยไม่ตัดผู้ป่วยที่มีความซับซ้อน ผู้ใช้อินซูลิน หรือผู้ที่มีโอกาสเข้าสู่ระยะสงบต่ำออกจากระบบสนับสนุน หากสามารถได้รับประโยชน์จากการดูแลในรูปแบบอื่น

3. สร้างเครือข่ายการดูแลต่อเนื่องระดับอำเภอ เชื่อมโยงการทำงานระหว่างโรงพยาบาลแม่ข่าย โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้ป่วยต้นแบบ และครอบครัว โดยกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบ ระบบส่งต่อข้อมูล และช่องทางปรึกษาที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องทั้งในสถานพยาบาล บ้าน และชุมชน

4. พัฒนากำลังคนและระบบสนับสนุนภาระงานอย่างเป็นทางการ

ยกระดับสมรรถนะบุคลากรด้าน NCD พร้อมจัดโครงสร้างทีมสำรองและผู้สืบทอด นับภาระงานติดตามทางไกลและการประสานงานเป็นภาระงานที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ ตลอดจนพัฒนาเส้นทางความก้าวหน้าทางวิชาชีพ เพื่อให้ระบบบริการไม่ต้องพึ่งพาความเสียสละของบุคลากรเป็นหลัก

5. ปรับระบบการเงินการคลังสู่การจ่ายเงินแบบผสม (Hybrid Payment)

พัฒนารูปแบบการจ่ายเงินที่สนับสนุนทั้งกระบวนการดูแลและผลลัพธ์ โดยครอบคลุมค่าจัดการดูแล (Care Management Fee) ผลลัพธ์ระหว่างทาง และผลสำเร็จระยะยาว รวมถึงคำนึงถึงความซับซ้อนของผู้ป่วย เพื่อให้หน่วยบริการสามารถดูแลผู้ป่วยได้ทุกกลุ่มอย่างเป็นธรรม ไม่มุ่งเน้นเพียงผลสำเร็จปลายทาง

6. พัฒนาระบบข้อมูลเพื่อการเรียนรู้ของระบบสุขภาพ (Learning Health System)จัดทำชุดข้อมูลมาตรฐานที่เชื่อมโยงระหว่างหน่วยบริการได้ ลดการบันทึกข้อมูลซ้ำซ้อน และสนับสนุนให้ข้อมูลถูกนำกลับมาใช้ในการตัดสินใจดูแลผู้ป่วย การบริหารจัดการบริการ และการพัฒนาคุณภาพระบบสุขภาพอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการจัดเก็บข้อมูลเพื่อรายงานตัวชี้วัดเพียงอย่างเดียว

7. จัดการปัจจัยกำหนดสุขภาพทางสังคม (Social Determinants of Health: SDOH) ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างระบบสุขภาพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) สถานศึกษา สถานประกอบการ และชุมชน เพื่อจัดการปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพ เช่น การเข้าถึงอาหารที่เหมาะสม สภาพแวดล้อมในการทำงาน ความรอบรู้ด้านสุขภาพ การเข้าถึงอุปกรณ์ติดตามสุขภาพ และการสนับสนุนจากครอบครัว อันจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสในการมีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน

เปิดเวทีแลกเปลี่ยนเพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายสู่การปฏิบัติ

ด้าน ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวเปิดการประชุม โดยภายในงานจะมีการนำเสนอผลการศึกษาโดยนักวิจัยหน่วยวิจัยนโยบายและระบบสุขภาพ ก่อนเปิดเวทีเสวนาและอภิปรายกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์จากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ตลอดจนร่วมพิจารณาทิศทางและทางเลือกในการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยมีอาจารย์ นายแพทย์ปวินท์ ศรีวิเชียร หัวหน้าโครงการวิจัย เป็นผู้สรุปผลการหารือและกล่าวปิดการประชุม

คณะผู้วิจัยคาดหวังว่าการแลกเปลี่ยนครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการต่อยอดองค์ความรู้จากพื้นที่สู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถนำไปพัฒนาระบบบริการได้จริง โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างความถูกต้องทางคลินิก ความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการ คุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และความยั่งยืนของระบบสุขภาพในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...