“อ.สิตางศุ์” ชี้ “เจ้าพระยา 2” โครงการร้อยปีชลประทาน ไม่มีวันได้เกิด
รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการ "เจ้าพระยา 2" คลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย มูลค่า 1.6 แสนล้านบาท โดยระบุว่า โครงการนี้ถูกศึกษามาตั้งแต่ปี 2555 หลังนํ้าท่วมใหญ่ปี 2554 เป็นการศึกษาเพื่อหาทางระบายนํ้าที่อยู่หน้าเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท เพื่อเป็นทางด่วนให้นํ้าไหลออกไปสู่อ่าวไทย ซึ่งในปี 2555 มีการศึกษาไว้ประมาณ 7 เส้นทาง ต่อมาในปี 2560 ได้มีการหยิบบางเส้นทางมาศึกษาอย่างละเอียดเพื่อดูความเหมาะสมของโครงการ และศึกษา EIA คู่ขนานกันไป
จากนั้นกรมชลประทานได้ลงพื้นที่ทําเวทีพูดคุยกับประชาชน และต่อมาในปี 2562 ปรากฏว่าประชาชนในพื้นที่ จ.นครนายก เริ่มคัดค้านจนกระทั่งมาถึงสมัยรัฐบาล “อนุทิน 1“ เมื่อปลายปี 2568 โครงการนี้ก็ถูกส่งเข้ามาในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ กนช. และมีการรับโดยหลักการทั้งที่ผิดขั้นตอนของการอนุมัติโครงการด้านนํ้า เพราะในสมัยของ นายสุรสีห์ อดีตเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติคนก่อน ได้ให้แนวทางไว้ว่าโครงการที่จะเข้า กนช. ได้นั้นจะต้องเรียบร้อยมาแล้ว ซึ่งหมายความว่า ถ้าจะต้องมีการขออนุญาตใช้พื้นที่จากป่าไม้และอุทยานจะต้องได้รับอนุญาตแล้ว ถ้าจะต้องมีการเวียนคืนก็จะต้องตกผลึกแล้วว่าจะทําอย่างไรกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และ EIA ก็ต้องผ่านแล้วก่อนจะเข้า กนช. แต่โครงการนี้ถูกนําเข้าสู่การพิจาณาของ กนช. โดยที่ EIA ยังไม่ผ่าน และกรมชลประทานให้ข้อมูลว่าชาวบ้านไม่คัดค้าน แค่มีข้อกังวลใจเรื่องการจ่ายชดเชย ซึ่งภายหลังชาวบ้าน จ.นครนายก ได้มาชี้แจงว่าคัดค้าน ถือว่ากรมชลประทานบิดเบือนข้อข้อมูลใน กนช.
หลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์ EIA ผ่าน โครงการก็อยู่ในท่ออยู่แล้ว จึงอยากชี้ให้เห็นว่าโครงการนี้อยู่ในแผนและมีการผลักดันอย่างรีบเร่งตั้งแต่สมัยรัฐบาลอนุทิน 1 จนมาถึงตอนนี้ ด้วยวัตถุประสงค์ในการนํานํ้าบริเวณหน้าเขื่อน จ.ชัยนาท ออกอ่าวไทยให้เร็วที่สุด หากถามว่าช่วยได้หรือไม่ อ.สิตางศุ์ บอกว่า ก็ช่วยได้ตามวัตถุประสงค์ของโครงการคือนํานํ้าส่วนเกินที่คํานวนมาตั้งแต่ปี 2554 แต่กลับมาในปัจจุบันฝนที่ตกในลุ่มนํ้าเจ้าพระยาและทําให้ท่วมอยู่ตอนนี้คือฝนที่ตกในทุ่ง และไม่ได้มีแค่ทุ่งนาแต่มีบ้านเรือนของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มตํ่าด้วย เช่น สิงห์บุรี อ่างทอง ก็ยังมีบ้างและที่ พระนครศรีอยุธยา บางบาล เสนา เป็นพื้นที่นอกคั้นที่ท่วม แต่ในทุ่งก็ท่วมคือที่ สุพรรณบุรี ฝนตกเยอะ และ นครปฐม ในช่วงก่อนวันที่ 15-26 กันยายนที่ผ่านมาฝนวันเดียว 200 มิลลิเมตร ไม่ได้น้อยไปกว่าที่ตกในกรุงเทพ และฝนเหล่านี้ท่วมขังอยู่ในทุ่ง และการที่นํ้าจะออกจากตรงนั้นได้คือการสูบออกเท่านั้น
“แม้เราจะมีโครงการเจ้าพระยา 2 ที่ชู๊ตน้ำจากชัยนาทออกไป ถามว่าแก้ปัญหาฝนตกในทุ่งและนํ้าท่วมทุ่งตอนนี้ได้ไหม …. ไม่ได้ ถามว่าจะแก้ปัญหานํ้าท่วมกรุงเทพรอบนี้ที่ฝนตกในพื้นที่ได้มั้ย …. ไม่ได้ เพราะฉะนั้นการที่มีใครบางคนออกบอกว่าการที่มีโครงการนี้และจะทําให้ลุ่มนํ้าเจ้าพระยาไม่ท่วม จึงเป็นการพูดเกินจริงไปมาก และคิดว่าถ้ายังไงก็ท่วมแบบนี้การลงทุนด้วยงบ 1.6 แสนล้านบาท ที่ยังไม่รวมค่าเวนคืนชาวบ้านถือว่าแพงไป”
นอกจากนี้ อ.สิตางศ์ุ ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่าช่วงที่จะต้องขุดคลองสายใหม่ ระยะทาง 134 กิโลเมตร หากเทียบเคียงกับโครงการคลองระบายน้ำหลาก บางบาล - บางไทร ระยะทาง 20 กิโลเมตร ซึ่งสร้างตั้งแต่ปี 2560 ตอนนี้ ครม. อนุมัติขยายเวลาเพิ่มเป็น 12 ปี ซึ่งอาจจะแล้วเสร็จปี 2573 และทุกครั้งที่ ครม. อนุมัติกรอบเวลาเพิ่มหมายถึงงบประมาณที่บานปลายไปเรื่อยๆ ในทํานองเดียวกัน 134 กิโลเมตร ที่ชาวบ้านยังคัดค้านอยู่ตอนนี้คูณ 6 เข้าไป ให้เวลา 80 ปี ก็ยังไม่เสร็จและหากจะต้องขยายเวลา 1.6 แสนล้านบาท เอาไม่อยู่แน่ ถ้ามีการขยายไปอีกตัวเลข 2 แสนล้านบาท คงไม่เกินจริง ซึ่งแพงมากและสุดท้ายนํ้าก็ยังท่วมลุ่มแม่นํ้าเจ้าพระยาอยู่ดี
โดย อ.สิตางศุ์ บอกว่า ”ชั่วชีวิตตนเองคงไม่ได้เห็น เพราะนี้คือโครงการร้อยปีชลประทาน” และบางท่านบอกว่าโครงการนี้ถูกต้องผ่านตามขั้นตอน แม้ EIA จะผ่าน แต่ตนเองมองว่าเป็นพิธีกรรมที่โครงการจะได้รับความชอบธรรมเพื่อให้เดินหน้าไปต่อได้ อยากถามว่ารายงานของกรมชลประทานกี่เล่มแล้วที่ EIA ผ่าน และชาวบ้านคัดค้านและหลายๆเล่มพูดตรงๆว่า “เป็นรายงานห่วยๆ แบบก๊อบปี้เพลสก็เยอะ” และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆก็ไม่เคยมีโครงการไหนดีพอที่ชาวบ้านวางใจได้
เมื่อถามว่าหากไม่ทําโครงการ “เจ้าพระยา 2“ สามารถทําอะไรเพื่อช่วยในการบริหารจัดการนํ้าได้บ้าง อ.ศิตางศุ์ บอกว่า ตอนนี้ปัญหาคือนํ้ามากและพฤติกรรมฝนที่เปลี่ยนไปคือไม่ได้ตกเหนือเขื่อน แต่เป็นการตกท้ายเขื่อนและไหลนองลงไป ส่วนตัวมองว่าการสร้างเขื่อนอยู่กับที่อาจจะไม่ตอบโจทย์ การที่จะมีพื้นที่หน่วงนํ้าในแต่ละจังหวัดแบบกระจายน่าจะสามารถช่วยแก้ปัญหาได้ดีกว่า เพราะอย่าลืมว่าประเทศไทยไม่ได้มีแต่นํ้าท่วม เมื่อหมดนํ้าท่วมก็จะประกาศมาตรการแล้งพอเร่งระบายนํ้าออกไปก็จะทําให้บางพื้นที่ขาดแคลนนํ้า ซึ่งเรื่องการจัดการนํ้าท่วมกับนํ้าแล้งเป็นเรื่องเดียวกัน แต่เรายังไม่นํามารวมเป็นเรื่องเดียวกันมีแต่เร่งระบาย แต่หากคิดว่าจะช่วยกันเก็บนํ้าส่วนเกินไม่ต้องเก็บขนาดใหญ่ก็ได้ เก็บแบบกระจาย หากไม่มีพื้นที่ทําแก้มลิงหรือทําบนดินไม่ได้เพราะไม่มีพื้นที่ ลองเปลี่ยนมาเก็บนํ้าใต้ดินเหมือนประเทศญี่ปุ่น อาจจะสร้างเป็นสนามกีฬาหรือที่จอดรถ แต่เมื่อถึงหน้านํ้าสามารถประยุกต์ใช้ในการกักเก็บนํ้าเอาไว้ได้ด้วยไม่ใช่ปล่อยไหลลงทะเลอย่างเดียว เพราะเมื่อเข้าสู่หน้าแล้งก็สามารถสูบนํ้าตรงนี้ขึ้นมาใช้ได้ ซึ่งอาจจะเป็นอีกโครงการที่มูลค่าสูง แต่ดีกว่าทิ้งนํ้าลงทะเลและต้องมาจ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกร ซึ่งเรื่องนี้อาจจะไม่ตอบโจทย์รัฐบาล แต่คิดว่าดีกว่าการลงทุนกับเมกะโปรเจกต์ที่ไม่รู้กี่ปีจะเสร็จ และสุดท้ายก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหานํ้าท่วมได้
เมื่อถามว่าโครงการ “เจ้าพระยา 2” จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ อ.สิตางศุ์ บอกว่า รัฐบาลยื่นกู้จริงและสิ่งที่รัฐเริ่มทําก้าวแรกและอ้างว่าเริ่มทําไปแล้วของโครงการนี้ซึ่งจริงๆแล้วเป็นเพียงการปรับปรุงเขื่อนพระราม 6 “ไม่ได้ท้าทายนะ แต่คิดว่าโครงการนี้ไม่ได้เกิด“
อย่างไรก็ตามตนเองไม่ได้คัดค้านแต่ต้องมาพูดคุยเรื่องความกังวลการจัดการนํ้าลุ่มเจ้าพระยาที่พื้นที่ สระบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา ปทุมธานี สมุทรปราการ จะกลายเป็นแก้มลิงธรรมชาติโดยสภาพบังคับที่ท่วมหนักและนานให้ได้ก่อน
ทั้งนี้ อ.ศิตางศุ์ ฝากถึงรัฐบาลด้วยว่า นายกรัฐมนตรีต้องปรับเปลี่ยนมายเซตเพราะถอดบทเรียนเรื่องนํ้าท่วมมาเยอะแล้ว จึงอยากให้นายกฯ ทบทวนบทบาทของตัวเองภายใต้ภาวะวิกฤตส่วนภาวะปกติต้องเริ่มจากนายกฯและรองนากยฯที่ดูแลเรื่องนํ้าช่วยกรุณาไปทําความเข้าใจกลไกการบริหารจัดการนํ้าของประเทศให้ สทนช. ทํางาน เพราะเข้าใจว่าความรับผิดชอบเรื่องนํ้ามันเยอะแต่ถ้า สทนช. ไม่ทํางานเราก็จะไม่มีเจ้าภาพด้านนํ้าตลอดไป และสุดท้ายก็จะได้โครงการใหญ่ใช้เงินเยอะที่ไม่ได้แก้ปัญหาอย่างยั่งยืน