โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“อ.สิตางศุ์” ชี้ “เจ้าพระยา 2” โครงการร้อยปีชลประทาน ไม่มีวันได้เกิด

one31

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการ "เจ้าพระยา 2" คลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย มูลค่า 1.6 แสนล้านบาท โดยระบุว่า โครงการนี้ถูกศึกษามาตั้งแต่ปี 2555 หลังนํ้าท่วมใหญ่ปี 2554 เป็นการศึกษาเพื่อหาทางระบายนํ้าที่อยู่หน้าเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท เพื่อเป็นทางด่วนให้นํ้าไหลออกไปสู่อ่าวไทย ซึ่งในปี 2555 มีการศึกษาไว้ประมาณ 7 เส้นทาง ต่อมาในปี 2560 ได้มีการหยิบบางเส้นทางมาศึกษาอย่างละเอียดเพื่อดูความเหมาะสมของโครงการ และศึกษา EIA คู่ขนานกันไป

จากนั้นกรมชลประทานได้ลงพื้นที่ทําเวทีพูดคุยกับประชาชน และต่อมาในปี 2562 ปรากฏว่าประชาชนในพื้นที่ จ.นครนายก เริ่มคัดค้านจนกระทั่งมาถึงสมัยรัฐบาล “อนุทิน 1“ เมื่อปลายปี 2568 โครงการนี้ก็ถูกส่งเข้ามาในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ กนช. และมีการรับโดยหลักการทั้งที่ผิดขั้นตอนของการอนุมัติโครงการด้านนํ้า เพราะในสมัยของ นายสุรสีห์ อดีตเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติคนก่อน ได้ให้แนวทางไว้ว่าโครงการที่จะเข้า กนช. ได้นั้นจะต้องเรียบร้อยมาแล้ว ซึ่งหมายความว่า ถ้าจะต้องมีการขออนุญาตใช้พื้นที่จากป่าไม้และอุทยานจะต้องได้รับอนุญาตแล้ว ถ้าจะต้องมีการเวียนคืนก็จะต้องตกผลึกแล้วว่าจะทําอย่างไรกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และ EIA ก็ต้องผ่านแล้วก่อนจะเข้า กนช. แต่โครงการนี้ถูกนําเข้าสู่การพิจาณาของ กนช. โดยที่ EIA ยังไม่ผ่าน และกรมชลประทานให้ข้อมูลว่าชาวบ้านไม่คัดค้าน แค่มีข้อกังวลใจเรื่องการจ่ายชดเชย ซึ่งภายหลังชาวบ้าน จ.นครนายก ได้มาชี้แจงว่าคัดค้าน ถือว่ากรมชลประทานบิดเบือนข้อข้อมูลใน กนช.

หลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์ EIA ผ่าน โครงการก็อยู่ในท่ออยู่แล้ว จึงอยากชี้ให้เห็นว่าโครงการนี้อยู่ในแผนและมีการผลักดันอย่างรีบเร่งตั้งแต่สมัยรัฐบาลอนุทิน 1 จนมาถึงตอนนี้ ด้วยวัตถุประสงค์ในการนํานํ้าบริเวณหน้าเขื่อน จ.ชัยนาท ออกอ่าวไทยให้เร็วที่สุด หากถามว่าช่วยได้หรือไม่ อ.สิตางศุ์ บอกว่า ก็ช่วยได้ตามวัตถุประสงค์ของโครงการคือนํานํ้าส่วนเกินที่คํานวนมาตั้งแต่ปี 2554 แต่กลับมาในปัจจุบันฝนที่ตกในลุ่มนํ้าเจ้าพระยาและทําให้ท่วมอยู่ตอนนี้คือฝนที่ตกในทุ่ง และไม่ได้มีแค่ทุ่งนาแต่มีบ้านเรือนของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มตํ่าด้วย เช่น สิงห์บุรี อ่างทอง ก็ยังมีบ้างและที่ พระนครศรีอยุธยา บางบาล เสนา เป็นพื้นที่นอกคั้นที่ท่วม แต่ในทุ่งก็ท่วมคือที่ สุพรรณบุรี ฝนตกเยอะ และ นครปฐม ในช่วงก่อนวันที่ 15-26 กันยายนที่ผ่านมาฝนวันเดียว 200 มิลลิเมตร ไม่ได้น้อยไปกว่าที่ตกในกรุงเทพ และฝนเหล่านี้ท่วมขังอยู่ในทุ่ง และการที่นํ้าจะออกจากตรงนั้นได้คือการสูบออกเท่านั้น

“แม้เราจะมีโครงการเจ้าพระยา 2 ที่ชู๊ตน้ำจากชัยนาทออกไป ถามว่าแก้ปัญหาฝนตกในทุ่งและนํ้าท่วมทุ่งตอนนี้ได้ไหม …. ไม่ได้ ถามว่าจะแก้ปัญหานํ้าท่วมกรุงเทพรอบนี้ที่ฝนตกในพื้นที่ได้มั้ย …. ไม่ได้ เพราะฉะนั้นการที่มีใครบางคนออกบอกว่าการที่มีโครงการนี้และจะทําให้ลุ่มนํ้าเจ้าพระยาไม่ท่วม จึงเป็นการพูดเกินจริงไปมาก และคิดว่าถ้ายังไงก็ท่วมแบบนี้การลงทุนด้วยงบ 1.6 แสนล้านบาท ที่ยังไม่รวมค่าเวนคืนชาวบ้านถือว่าแพงไป”

นอกจากนี้ อ.สิตางศ์ุ ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่าช่วงที่จะต้องขุดคลองสายใหม่ ระยะทาง 134 กิโลเมตร หากเทียบเคียงกับโครงการคลองระบายน้ำหลาก บางบาล - บางไทร ระยะทาง 20 กิโลเมตร ซึ่งสร้างตั้งแต่ปี 2560 ตอนนี้ ครม. อนุมัติขยายเวลาเพิ่มเป็น 12 ปี ซึ่งอาจจะแล้วเสร็จปี 2573 และทุกครั้งที่ ครม. อนุมัติกรอบเวลาเพิ่มหมายถึงงบประมาณที่บานปลายไปเรื่อยๆ ในทํานองเดียวกัน 134 กิโลเมตร ที่ชาวบ้านยังคัดค้านอยู่ตอนนี้คูณ 6 เข้าไป ให้เวลา 80 ปี ก็ยังไม่เสร็จและหากจะต้องขยายเวลา 1.6 แสนล้านบาท เอาไม่อยู่แน่ ถ้ามีการขยายไปอีกตัวเลข 2 แสนล้านบาท คงไม่เกินจริง ซึ่งแพงมากและสุดท้ายนํ้าก็ยังท่วมลุ่มแม่นํ้าเจ้าพระยาอยู่ดี

โดย อ.สิตางศุ์ บอกว่า ”ชั่วชีวิตตนเองคงไม่ได้เห็น เพราะนี้คือโครงการร้อยปีชลประทาน” และบางท่านบอกว่าโครงการนี้ถูกต้องผ่านตามขั้นตอน แม้ EIA จะผ่าน แต่ตนเองมองว่าเป็นพิธีกรรมที่โครงการจะได้รับความชอบธรรมเพื่อให้เดินหน้าไปต่อได้ อยากถามว่ารายงานของกรมชลประทานกี่เล่มแล้วที่ EIA ผ่าน และชาวบ้านคัดค้านและหลายๆเล่มพูดตรงๆว่า “เป็นรายงานห่วยๆ แบบก๊อบปี้เพลสก็เยอะ” และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆก็ไม่เคยมีโครงการไหนดีพอที่ชาวบ้านวางใจได้

เมื่อถามว่าหากไม่ทําโครงการ “เจ้าพระยา 2“ สามารถทําอะไรเพื่อช่วยในการบริหารจัดการนํ้าได้บ้าง อ.ศิตางศุ์ บอกว่า ตอนนี้ปัญหาคือนํ้ามากและพฤติกรรมฝนที่เปลี่ยนไปคือไม่ได้ตกเหนือเขื่อน แต่เป็นการตกท้ายเขื่อนและไหลนองลงไป ส่วนตัวมองว่าการสร้างเขื่อนอยู่กับที่อาจจะไม่ตอบโจทย์ การที่จะมีพื้นที่หน่วงนํ้าในแต่ละจังหวัดแบบกระจายน่าจะสามารถช่วยแก้ปัญหาได้ดีกว่า เพราะอย่าลืมว่าประเทศไทยไม่ได้มีแต่นํ้าท่วม เมื่อหมดนํ้าท่วมก็จะประกาศมาตรการแล้งพอเร่งระบายนํ้าออกไปก็จะทําให้บางพื้นที่ขาดแคลนนํ้า ซึ่งเรื่องการจัดการนํ้าท่วมกับนํ้าแล้งเป็นเรื่องเดียวกัน แต่เรายังไม่นํามารวมเป็นเรื่องเดียวกันมีแต่เร่งระบาย แต่หากคิดว่าจะช่วยกันเก็บนํ้าส่วนเกินไม่ต้องเก็บขนาดใหญ่ก็ได้ เก็บแบบกระจาย หากไม่มีพื้นที่ทําแก้มลิงหรือทําบนดินไม่ได้เพราะไม่มีพื้นที่ ลองเปลี่ยนมาเก็บนํ้าใต้ดินเหมือนประเทศญี่ปุ่น อาจจะสร้างเป็นสนามกีฬาหรือที่จอดรถ แต่เมื่อถึงหน้านํ้าสามารถประยุกต์ใช้ในการกักเก็บนํ้าเอาไว้ได้ด้วยไม่ใช่ปล่อยไหลลงทะเลอย่างเดียว เพราะเมื่อเข้าสู่หน้าแล้งก็สามารถสูบนํ้าตรงนี้ขึ้นมาใช้ได้ ซึ่งอาจจะเป็นอีกโครงการที่มูลค่าสูง แต่ดีกว่าทิ้งนํ้าลงทะเลและต้องมาจ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกร ซึ่งเรื่องนี้อาจจะไม่ตอบโจทย์รัฐบาล แต่คิดว่าดีกว่าการลงทุนกับเมกะโปรเจกต์ที่ไม่รู้กี่ปีจะเสร็จ และสุดท้ายก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหานํ้าท่วมได้

เมื่อถามว่าโครงการ “เจ้าพระยา 2” จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ อ.สิตางศุ์ บอกว่า รัฐบาลยื่นกู้จริงและสิ่งที่รัฐเริ่มทําก้าวแรกและอ้างว่าเริ่มทําไปแล้วของโครงการนี้ซึ่งจริงๆแล้วเป็นเพียงการปรับปรุงเขื่อนพระราม 6 “ไม่ได้ท้าทายนะ แต่คิดว่าโครงการนี้ไม่ได้เกิด“

อย่างไรก็ตามตนเองไม่ได้คัดค้านแต่ต้องมาพูดคุยเรื่องความกังวลการจัดการนํ้าลุ่มเจ้าพระยาที่พื้นที่ สระบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา ปทุมธานี สมุทรปราการ จะกลายเป็นแก้มลิงธรรมชาติโดยสภาพบังคับที่ท่วมหนักและนานให้ได้ก่อน

ทั้งนี้ อ.ศิตางศุ์ ฝากถึงรัฐบาลด้วยว่า นายกรัฐมนตรีต้องปรับเปลี่ยนมายเซตเพราะถอดบทเรียนเรื่องนํ้าท่วมมาเยอะแล้ว จึงอยากให้นายกฯ ทบทวนบทบาทของตัวเองภายใต้ภาวะวิกฤตส่วนภาวะปกติต้องเริ่มจากนายกฯและรองนากยฯที่ดูแลเรื่องนํ้าช่วยกรุณาไปทําความเข้าใจกลไกการบริหารจัดการนํ้าของประเทศให้ สทนช. ทํางาน เพราะเข้าใจว่าความรับผิดชอบเรื่องนํ้ามันเยอะแต่ถ้า สทนช. ไม่ทํางานเราก็จะไม่มีเจ้าภาพด้านนํ้าตลอดไป และสุดท้ายก็จะได้โครงการใหญ่ใช้เงินเยอะที่ไม่ได้แก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...