โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

จากเด็กขายกะหล่ำปลี สู่ผู้นำ IMF เปิดชีวิตพลิกผัน ‘คริสตาลินา กอร์เกียวา’

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ใครจะเชื่อว่า ผู้หญิงที่วันนี้กุมบังเหียนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และมีบทบาทสำคัญในการรับมือวิกฤติเศรษฐกิจโลก เคยเป็นเด็กสาวล้างกะหล่ำปลีในตลาด ตื่นตี 4 ต่อคิวซื้อนมให้ลูก และเปิดบัญชีธนาคารครั้งแรกเมื่ออายุ 34 ปี ก่อนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของหนึ่งในองค์กรการเงินที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

“คริสตาลินา กอร์เกียวา” (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการ IMF ชาวบัลแกเรีย อาจเป็นที่รู้จักในฐานะนักเศรษฐศาสตร์หญิงผู้กล่าวเตือนโลกถึงความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ภูเขาหนี้ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แต่เบื้องหลังภาพลักษณ์ผู้นำระดับโลก กลับซ่อนเรื่องราวชีวิตที่แตกต่างจากนักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

เธอไม่ได้เติบโตมาท่ามกลางความมั่งคั่งหรือระบบการเงินเสรี หากแต่ใช้ชีวิตวัยเด็กภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ในบัลแกเรีย ซึ่งประชาชนต้องเผชิญข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ การขาดแคลนสินค้า และการควบคุมจากรัฐอย่างเข้มงวด ประสบการณ์เหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางชีวิตที่นำเธอไปสู่การบริหารองค์กร ซึ่งมีบทบาทในการช่วยเหลือประเทศที่เผชิญวิกฤติการเงินทั่วโลก

- คริสตาลินา กอร์เกียวา (ภาพ: Reuters) -

เติบโตในยุคคอมมิวนิสต์ ที่ร้านค้ามีเพียงน้ำส้มสายชูขาย

กอร์เกียวาเกิดเมื่อปี 1953 ในกรุงโซเฟีย ประเทศบัลแกเรีย ซึ่งภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ บัลแกเรียเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจหลายด้าน ทั้งการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคและภาระหนี้ต่างประเทศที่สะสมเพิ่มขึ้น โดยประชาชนแทบไม่มีโอกาสเข้าถึงสินค้าจากโลกตะวันตก

กอร์เกียวาเคยเล่าว่า ครั้งหนึ่งเธอเดินเข้าไปในร้านค้าแห่งหนึ่ง แต่กลับพบว่ามีเพียงขวดน้ำส้มสายชูวางขายอยู่เท่านั้น

“ไม่มีสินค้าอย่างอื่นเลยแม้แต่ชิ้นเดียว” เธอย้อนความทรงจำ

แม้แต่สินค้าแบรนด์ตะวันตกก็แทบไม่ปรากฏในชีวิตประจำวัน ยกเว้นโคคา-โคลา ซึ่งเป็นกรณีพิเศษ เพราะบัลแกเรียเริ่มผลิตเครื่องดื่มชนิดนี้ภายในประเทศตั้งแต่ทศวรรษ 1960

ความขาดแคลนไม่ได้เป็นเพียงภาพจำในวัยเด็ก แต่ยังติดตามเธอไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ เมื่อกอร์เกียวากลายเป็นแม่คนหนึ่งที่ต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อต่อคิวซื้อนมให้ลูกสาว เนื่องจากสินค้าจำเป็นมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เธอเข้าใจว่า ความผิดพลาดของนโยบายเศรษฐกิจ ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงตัวเลขการเติบโตหรือรายได้ของประเทศ แต่ยังสะเทือนไปถึงชีวิตประจำวันของประชาชนโดยตรง

จากเด็กสาวล้างกะหล่ำปลี สู่คนที่เชื่อว่า ทุกอย่างต้องแลกด้วยความพยายาม

กอร์เกียวาเริ่มทำงานตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี โดยมีหน้าที่ล้างและจัดกะหล่ำปลีในตลาดอาหารหลักของกรุงโซเฟีย เพื่อให้สินค้าดูสะอาดและน่าซื้อ

นอกจากนี้ ในช่วงปิดภาคเรียน เธอมักเดินทางไปอาศัยอยู่กับปู่ย่าตายายในเมืองลูบิเมตส์ (Lyubimets) ใกล้ชายแดนกรีซและตุรกี ซึ่งเป็นพื้นที่ชนบทที่ผู้คนยังดำรงชีวิตด้วยการทำเกษตรกรรม

ทุกเช้าเธอต้องตื่นตั้งแต่รุ่งสาง ก่อนขึ้นเกวียนเทียมลาออกไปช่วยครอบครัวเก็บเกี่ยวใบยาสูบ

“ปู่ย่าตายายสอนฉันว่า คนเราต้องทำงาน ทุกคนในครอบครัวต้องช่วยกันลงแรง” กอร์เกียวาเล่า

การทำงานหนักตั้งแต่วัยเด็กกลายเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกและแนวคิดในการดำเนินชีวิตของเธอ แม้ในเวลาต่อมาจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงขององค์กรระหว่างประเทศก็ตาม
อย่างไรก็ตาม เส้นทางชีวิตของเธอไม่ได้ราบรื่นนัก โดยเฉพาะเมื่อการเมืองเข้ามามีบทบาทกำหนดอนาคตของสมาชิกในครอบครัว

พี่ชายถูกจำคุก จึงยืมเงินแกล้งรับเงินเดือนนาน 6 เดือน

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยถูกกล่าวถึงคือ ผลกระทบจากการเมืองภายในครอบครัว หลังพี่ชายของกอร์เกียวา “ถูกจำคุก” จากความพยายามเดินทางออกนอกประเทศในยุคคอมมิวนิสต์

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่ออนาคตการทำงานของเธอ แม้ผ่านการคัดเลือกให้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแล้ว แต่การแต่งตั้งกลับติดขัดจากประวัติทางการเมืองของครอบครัว

“ตอนนั้นพ่อของฉันนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลด้วยอาการป่วยที่รุนแรงมาก ส่วนแม่ก็ต้องคอยดูแลพ่อ ฉันไม่มีทางบอกพวกเขาได้เลยว่า ฉันไม่ได้รับการแต่งตั้งเพราะเรื่องของพี่ชาย”

สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ กอร์เกียวาไม่ต้องการให้พ่อแม่ที่กำลังเผชิญความยากลำบากต้องกังวลเพิ่ม จึงตัดสินใจยืมเงินมาทำเสมือนว่าตนเองได้รับเงินเดือนจากมหาวิทยาลัยตามปกติ เป็นเวลานานถึง 6 เดือน ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งเป็นอาจารย์ในที่สุด

จากโลกหลังม่านเหล็ก สู่ลอนดอนที่เปิดประตูแห่งเสรีภาพ

แม้ความขยันและความอดทนจะถูกหล่อหลอมขึ้นในบัลแกเรีย แต่กอร์เกียวายอมรับว่า จุดเปลี่ยนสำคัญทางความคิดของเธอเกิดขึ้นเมื่อมีโอกาสเดินทางไปกรุงลอนดอน

ในช่วงที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในกรุงโซเฟีย การพูดถึงระบบทุนนิยมยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบจากทางการ

เธอจึงตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเดินทางไปสหราชอาณาจักรให้ได้ เพราะมองว่าที่นั่นคือ “ดินแดนแห่งความคิดทางเศรษฐศาสตร์”

เพื่อเตรียมตัว กอร์เกียวาเข้าเรียนภาษาอังกฤษหลักสูตรเร่งรัดเป็นเวลา 5 เดือน พร้อมฝึกฝนทักษะผ่านการฟังสถานีวิทยุ BBC World Service อย่างต่อเนื่อง

“ฉันเปิดวิทยุ BBC ฟังตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน แม้แต่เวลานอนก็ยังวางวิทยุไว้ข้างตัว จนถึงทุกวันนี้ ฉันก็ยังรักเสียงของ BBC”

ในที่สุด เธอได้รับทุนการศึกษาจาก British Council และเดินทางไปศึกษาที่ London School of Economics (LSE) ในปี 1987

ช่วงเวลานั้นเป็นยุคที่สหราชอาณาจักรกำลังเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ ซึ่งผลักดันนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจและเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ

สำหรับกอร์เกียวา การเดินทางครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงโอกาสทางการศึกษา แต่เป็นครั้งแรกที่เธอได้สัมผัสโลกซึ่งมีแนวคิดทางเศรษฐกิจและเสรีภาพส่วนบุคคลแตกต่างจากประเทศบ้านเกิดอย่างสิ้นเชิง

เหตุการณ์เล็ก ๆ ที่สร้างความประหลาดใจให้เธอเกิดขึ้น เมื่อเห็นประกาศเชิญชวนนักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศภายในมหาวิทยาลัย

เธอเล่าว่า ในบัลแกเรีย หากมีข้อความติดประกาศบนผนัง มักหมายถึงคำสั่งที่ประชาชนต้องปฏิบัติตาม จึงเกิดความสับสนว่าตนจำเป็นต้องเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวหรือไม่

แต่เมื่อพบว่าไม่มีข้อบังคับใด ๆ เธอจึงเริ่มตระหนักถึงความหมายของเสรีภาพในการเลือกด้วยตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคยจากชีวิตภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์

อายุ 34 ปี เพิ่งเปิดบัญชีธนาคารครั้งแรก

อีกหนึ่งเรื่องที่ฟังดูเหลือเชื่อสำหรับผู้นำองค์กรการเงินระดับโลกคือ กอร์เกียวาเพิ่งเปิดบัญชีธนาคารครั้งแรกในชีวิตเมื่ออายุ 34 ปี

ในปี 1987 เธอเดินทางมาถึงอังกฤษพร้อมเงินติดตัวเพียง 21 ปอนด์ และได้รับทุนสนับสนุนเดือนละ 361 ปอนด์

ด้วยเงินที่มีอยู่อย่างจำกัด เธอต้องประหยัดค่าใช้จ่ายทุกด้าน ทั้งค่าเช่าที่พักและค่าอาหาร เพื่อเก็บเงินที่เหลือไปซื้อหนังสือเศรษฐศาสตร์

“สิ่งแรกที่ฉันซื้อคือพจนานุกรมเศรษฐศาสตร์ และจนถึงทุกวันนี้ ฉันก็ยังพกมันติดตัวไปทุกที่” เธอเล่า

หนังสือเล่มเล็ก ๆ ดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือสำหรับการศึกษา แต่ยังสะท้อนจุดเริ่มต้นของการเดินทางจากนักเศรษฐศาสตร์ในประเทศคอมมิวนิสต์ สู่โลกการเงินระหว่างประเทศที่เธอจะเข้าไปมีบทบาทสำคัญในเวลาต่อมา

ความฝันแรกไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นนักข่าว

แม้ปัจจุบันกอร์เกียวาจะเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของวงการเศรษฐศาสตร์โลก แต่ความฝันในวัยเยาว์ของเธอกลับไม่ใช่การทำงานด้านการเงิน หากเป็นการศึกษาด้านวารสารศาสตร์

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดทางการเมืองและการแข่งขันเพื่อเข้าศึกษา ทำให้เส้นทางชีวิตของเธอเปลี่ยนไปสู่การเรียนเศรษฐศาสตร์ ก่อนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ และเริ่มต้นอาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัยในบัลแกเรีย

ในปี 1993 เธอเข้าทำงานที่ธนาคารโลกในตำแหน่งนักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม ก่อนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสูงหลายตำแหน่ง รวมถึงประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารโลก และเคยรักษาการประธานธนาคารโลกในปี 2019

นอกจากนี้ เธอยังเคยดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมาธิการยุโรปด้านงบประมาณและทรัพยากรบุคคล โดยรับผิดชอบงบประมาณราว 161,000 ล้านยูโร และบุคลากรประมาณ 33,000 คน

จากเงินติดตัว 21 ปอนด์ สู่ผู้นำ IMF

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2019 กอร์เกียวาเข้ารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ IMF กลายเป็นบุคคลแรกจาก “ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่” ที่ขึ้นเป็นผู้นำองค์กรแห่งนี้ นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1944 และเป็นผู้หญิงคนที่สองที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าว

ภูมิหลังของเธอแตกต่างจากผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด โดยคริสติน ลาการ์ด (Christine Lagarde) เติบโตในครอบครัวชนชั้นกลางของฝรั่งเศส ขณะที่โดมินิก สเตราส์-คาห์น (Dominique Strauss-Kahn) เกิดในเมืองเนยี-ซูร์-แซน (Neuilly-sur-Seine) ซึ่งเป็นย่านชานเมืองที่มีฐานะมั่งคั่งแห่งหนึ่งของกรุงปารีส

กอร์เกียวากลับเติบโตขึ้นในประเทศที่ประชาชนต้องต่อคิวซื้ออาหาร และแทบไม่มีโอกาสสัมผัสระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี

ตลอดวาระแรก เธอต้องรับมือกับวิกฤติโควิด-19 สงคราม ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และวิกฤติค่าครองชีพ โดยเฉพาะปีแรกของการระบาด IMF อนุมัติเงินกู้มากกว่า 100 รายการให้แก่ 85 ประเทศ

กอร์เกียวาคุ้นเคยกับการรับโทรศัพท์ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน

ครั้งหนึ่งระหว่างการระบาดของโควิด-19 ผู้นำประเทศรายหนึ่งโทรศัพท์มาหาเธอตอนตี 2 เพียงเพื่อกล่าวขอบคุณที่ IMF อนุมัติเงินช่วยเหลือฉุกเฉินให้ประเทศของตน

ในเดือนเมษายน 2024 กอร์เกียวาได้รับความไว้วางใจจากคณะกรรมการบริหาร IMF อย่างเป็นเอกฉันท์ ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการต่อเป็น “วาระที่สอง” อีก 5 ปี โดยเริ่มวาระใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมปีเดียวกัน

จากคนเคยต่อคิวซื้อนม สู่ผู้เตือนโลกเรื่องวิกฤติค่าครองชีพ

ปัจจุบัน กอร์เกียวายังคงมีบทบาทสำคัญในการเตือนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจโลก ทั้งภาระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น ความเหลื่อมล้ำ และความเสี่ยงที่ประเทศยากจนจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

เมื่อย้อนกลับไปมองชีวิตของเธอ ตั้งแต่เด็กสาวที่เคยล้างกะหล่ำปลีในตลาด ผู้เป็นแม่ที่ต้องตื่นตี 4 ต่อคิวซื้อนมให้ลูก ไปจนถึงหญิงวัย 34 ปีที่เพิ่งเปิดบัญชีธนาคารเป็นครั้งแรก เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงเส้นทางชีวิตที่แตกต่างจากภาพจำของผู้บริหารสถาบันการเงินระดับโลก

สำหรับกอร์เกียวา วิกฤติเศรษฐกิจอาจไม่ใช่เพียงตัวเลขในรายงานหรือกราฟบนหน้าจอ แต่คือความเป็นจริงที่เธอเคยสัมผัสด้วยตัวเอง ตั้งแต่วันที่ต้องตื่นก่อนฟ้าสาง เพียงเพื่อให้แน่ใจว่าลูกสาวจะมีนมดื่มในวันนั้น
อ้างอิง: imf, imf(2), reuters, cbsnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...