โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำ จากบทเรียนโลกสู่โอกาสเศรษฐกิจไทย

The Bangkok Insight

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • The Bangkok Insight

พลิกวิกฤตโลกร้อน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจจาก Climate Action และ CCS

เมื่อความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศและกติกาคาร์บอนเข้ามาเปลี่ยนเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ การลงมือรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Action จึงเป็นทั้งการลดความเสียหายในอนาคตและการเตรียมฐานการผลิตของไทยให้แข่งขันได้ โดยมีแนวทางสำคัญตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การใช้พลังงานสะอาด ไปจนถึงการปรับกระบวนการผลิต อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมบางประเภทมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ยาก โดยเฉพาะการปล่อยจากปฏิกิริยาเคมี เช่น การผลิตปูนซีเมนต์ ซึ่งการเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถจัดการได้ทั้งหมด

ต้นทุนคาร์บอน

เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CCS จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่สามารถนำมาใช้ร่วมกับแนวทางเหล่านี้ โดยดักจับ CO₂ จากแหล่งกำเนิด ก่อนขนส่งไปกักเก็บในชั้นหินใต้ดินที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมลดการปล่อยและปรับตัวสู่การผลิตคาร์บอนต่ำได้ แต่การนำ CCS มาใช้ในวงกว้างจำเป็นต้องพัฒนาระบบรองรับที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการหลายรายเข้าถึงบริการได้

พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานร่วม รองรับการลดคาร์บอนของภาคอุตสาหกรรม

เช่นเดียวกับถนน ท่าเรือแหลมฉบัง และสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ช่วยเชื่อมกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเพิ่มโอกาสทางการค้า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำก็ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ผู้ประกอบการลดการปล่อยได้จริง ระบบขนส่งและกักเก็บ CO2 ที่หลายโรงงานใช้ร่วมกันจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีแหล่งปล่อยจากอุตสาหกรรมกระจุกตัวและสามารถเชื่อมต่อกับแหล่งกักเก็บที่เหมาะสม

การพัฒนาในรูปแบบ CCS Hub ช่วยให้โรงงานแต่ละแห่งสามารถลงทุนระบบดักจับที่เหมาะกับกระบวนการผลิตของตน และใช้บริการขนส่งและกักเก็บร่วมกัน จึงช่วยลดความซ้ำซ้อนในการลงทุน และมีโอกาสลดต้นทุนต่อหน่วยเมื่อมีปริมาณ CO2 และผู้ใช้บริการเพียงพอ ประโยชน์ของโครงสร้างพื้นฐานนี้จึงสามารถขยายไปยังผู้ประกอบการหลายรายและหลายอุตสาหกรรม พร้อมเพิ่มทางเลือกในการลดคาร์บอนให้กับฐานการผลิตของประเทศ

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาระบบดังกล่าวต้องอาศัยการลงทุนที่สอดคล้องกันตลอดห่วงโซ่ หากโรงงานดักจับพร้อมแต่ระบบขนส่งหรือแหล่งกักเก็บยังไม่พร้อม โครงการก็อาจไม่สามารถดำเนินงานได้ตามแผน ภาครัฐจึงมีบทบาทสำคัญในการประสานแผนกับภาคเอกชน วางกติกาการเข้าถึงบริการ และกำหนดความรับผิดชอบด้านความปลอดภัย การตรวจสอบ และการติดตามหลังสิ้นสุดการอัดฉีด ควบคู่กับการออกแบบมาตรการสนับสนุนให้เหมาะกับต้นทุนและความเสี่ยงช่วงเริ่มต้น เพื่อให้ผู้ลงทุนและผู้ใช้บริการสามารถตัดสินใจและวางแผนร่วมกันได้

มาตรการสนับสนุนให้เหมาะกับต้นทุนและความเสี่ยงช่วงเริ่มต้น เพื่อให้ผู้ลงทุนและผู้ใช้บริการสามารถตัดสินใจและวางแผนร่วมกันได้

การเรียนรู้จากต่างประเทศที่สามารถผลักดันโครงการจนเกิดการลงทุนหรือเริ่มดำเนินงานแล้ว จึงช่วยให้เห็นว่ากติกาและมาตรการสนับสนุนรูปแบบใดมีส่วนทำให้โครงการเดินหน้า และมีบทเรียนใดที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำให้เกิดขึ้นได้จริง ดังตัวอย่างต่อไปนี้

นอร์เวย์ สนับสนุนทั้งห่วงโซ่จนเริ่มให้บริการกักเก็บได้จริง

นอร์เวย์พัฒนาโครงการ Longship โดยเชื่อมการดักจับจากโรงงานอุตสาหกรรมเข้ากับบริการขนส่งและกักเก็บของ Northern Lights รัฐบาลสนับสนุนทั้งค่าก่อสร้างและการดำเนินงานรวมประมาณ 22,000 ล้านโครนนอร์เวย์ (ประมาณ 80,000 ล้านบาท) จากต้นทุนโครงการที่ประเมินไว้ประมาณ 34,000 ล้านโครน (ประมาณ 120,000 ล้านบาท) ซึ่งรวมการดำเนินงาน 10 ปี ตัวเลขนี้สะท้อนว่ารัฐเข้ามาร่วมรับภาระในช่วงสร้างตลาด เพื่อให้ทั้งโรงงานดักจับและโครงสร้างพื้นฐานปลายทางเกิดขึ้นได้พร้อมกัน

ผลที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมคือ Northern Lights เริ่มกักเก็บ CO2ชุดแรกในเดือนสิงหาคม2568 โดยรับ CO2จากโรงงานปูนซีเมนต์ Brevik ขนส่งทางเรือมายังสถานีรับ ก่อนส่งผ่านท่อไปอัดฉีดในชั้นหินใต้ทะเล โครงสร้างพื้นฐานระยะแรกมีกำลังรองรับ 1.5 ล้านตันต่อปีและโครงการได้ตัดสินใจลงทุนขยายเป็นอย่างน้อย 5 ล้านตันต่อปี หลังมีข้อตกลงเชิงพาณิชย์เพิ่มเติม พร้อมได้รับเงินสนับสนุนจากสหภาพยุโรป

บทเรียนสำคัญคือ การสนับสนุนของรัฐช่วยสร้างระบบที่โรงงานหลายรายสามารถใช้บริการได้ และต่อยอดไปสู่ลูกค้าในประเทศอื่น โดย Northern Lights มีข้อตกลงกับบริษัทจากเนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก และสวีเดน ประโยชน์จึงเชื่อมจากการลดการปล่อยในประเทศไปสู่ตลาดบริการขนส่งและกักเก็บ CO2ระหว่างประเทศด้วย

เนเธอร์แลนด์ อุดหนุนส่วนต่างต้นทุนเพื่อให้โรงงานตัดสินใจใช้บริการ

โครงการ Porthos ในพื้นที่ท่าเรือรอตเทอร์ดัมแสดงให้เห็นว่า การสร้างโครงสร้างพื้นฐานต้องเดินคู่กับการสร้างความพร้อมของผู้ใช้บริการ โครงการเป็นความร่วมมือของ EBN, Gasunie และการท่าเรือรอตเทอร์ดัม เพื่อพัฒนาระบบขนส่งและกักเก็บให้ผู้ประกอบการหลายราย ขณะที่บริษัทผู้ใช้บริการลงทุนระบบดักจับของตนเอง โดยออกแบบให้กักเก็บประมาณ 2.5 ล้านตันต่อปีเป็นเวลาราว 15 ปี และตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายในปี 2566

กลไกสนับสนุนสำคัญคือ SDE++ ซึ่งรัฐบาลกันวงเงินสูงสุด 2,100 ล้านยูโร (ประมาณ 79,000 ล้านบาท) ตลอด 15 ปีให้ลูกค้าสี่รายของ Porthos เพื่อชดเชยส่วนต่างระหว่างต้นทุน CCS กับมูลค่าจากการหลีกเลี่ยงภาระราคาคาร์บอนในระบบ EU ETS หากราคาคาร์บอนสูงขึ้น เงินอุดหนุนที่จำเป็นจะลดลงตามหลักเกณฑ์ วงเงินดังกล่าวจึงเป็นเพดานสนับสนุนระยะยาว ไม่ใช่เงินที่จ่ายทั้งหมดทันที และเป็นการช่วยให้โรงงานเลือกลงทุนลดการปล่อยได้โดยไม่ต้องแบกรับส่วนต่างต้นทุนทั้งหมดในช่วงเริ่มต้น

กลไกนี้ทำให้ราคาคาร์บอนกับมาตรการสนับสนุนทำงานร่วมกัน โดยราคาคาร์บอนสร้างแรงจูงใจให้ลดการปล่อย ส่วนเงินสนับสนุนช่วยปิดช่องว่างที่ยังทำให้การลงทุนไม่คุ้มค่า โดย Porthos อยู่ระหว่างก่อสร้าง และกำหนดเริ่มดำเนินงานหลังกลางปี 2570 กรณีนี้จึงเป็นความสำเร็จด้านการจัดกลไกจนตัดสินใจลงทุนและก่อสร้างได้

สหราชอาณาจักร สร้างสัญญารายได้ ทำให้โครงการระดมทุนได้

สหราชอาณาจักรเลือกพัฒนาเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม โดยมี East Coast Cluster และ HyNetเป็นกลุ่มแรก ในปี 2567 รัฐบาลประกาศกรอบสนับสนุน 21,700 ล้านปอนด์ (ประมาณ 980,000 ล้านบาท) ในระยะ 25 ปีและพัฒนาเครื่องมือหลายรูปแบบ ทั้งเงินสนับสนุนการลงทุน สัญญาสนับสนุนรายได้ และกฎระเบียบสำหรับโครงข่ายขนส่งและกักเก็บ เพื่อให้ผู้ลงทุนและสถาบันการเงินประเมินกระแสเงินสดและความเสี่ยงได้ชัดเจนขึ้น

หัวใจของแนวทางนี้คือการออกแบบกลไกตามหน้าที่ของแต่ละส่วน โรงงานดักจับได้รับการสนับสนุนผ่านสัญญาที่กำหนดวิธีชดเชยต้นทุนตามเงื่อนไข ส่วนผู้ให้บริการขนส่งและกักเก็บอยู่ภายใต้ระบบใบอนุญาตทางเศรษฐกิจและการกำกับของหน่วยงานกำกับดูแลตลาดพลังงาน(Ofgem) ซึ่งมีกรอบคำนวณรายได้ที่อนุญาต ช่วยวางความชัดเจนให้ธุรกิจโครงข่ายที่ผู้ใช้บริการหลายรายต้องพึ่งพา

ความคืบหน้าที่วัดได้คือ โครงข่ายขนส่งและกักเก็บของ East Coast Cluster ปิดการจัดหาเงินทุนได้ในเดือนธันวาคม 2567 และของ HyNet ในเดือนเมษายน 2568 นับเป็นการเปลี่ยนจากการประกาศนโยบายไปสู่ข้อตกลงที่รองรับการลงทุนจริง

บทเรียนจากโครงการนี้คือการมีเป้าหมายและสิทธิประโยชน์ควบคู่กับสัญญา กติกาค่าบริการ และการแบ่งความเสี่ยงที่ชัดเจน จะช่วยให้โครงการมีเงื่อนไขพร้อมเข้าสู่การลงทุนมากขึ้น

ไทยควรเชื่อมกติกา เงินสนับสนุน และความพร้อมของผู้ใช้บริการ

กรณีเหล่านี้ชี้ว่า ภาครัฐสามารถช่วยพัฒนา CCS ผ่านการวางกติกาที่เหมาะสม การประสานโครงสร้างพื้นฐาน และการสนับสนุนเฉพาะความเสี่ยงหรือส่วนต่างต้นทุนที่จำเป็น สำหรับไทยจึงควรเริ่มจากพื้นที่ที่มีความต้องการชัดเจน ประเมินแหล่งกักเก็บและเส้นทางขนส่ง จับคู่กับโรงงานที่พร้อมลงทุน และกำหนดแผนให้ระบบดักจับ ขนส่ง และกักเก็บเริ่มใช้ได้สอดคล้องกัน พร้อมพิจารณามาตรการอย่างสิทธิประโยชน์ทางภาษี เงินทุนสำหรับโครงการแรก หรือสัญญาสนับสนุนรายได้ตามความเหมาะสม

การสนับสนุนควรผูกกับผลลดการปล่อยที่ตรวจสอบได้ มีเพดาน ระยะเวลา และการทบทวนความจำเป็น รวมถึงพิจารณาต้นทุนต่อหน่วยเทียบกับทางเลือกอื่น ควบคู่กับกติกาการเข้าถึงบริการที่เป็นธรรม มาตรฐานความปลอดภัย การติดตามหลังปิดแหล่งกักเก็บ และการมีส่วนร่วมของชุมชน การประเมินต้องนับการปล่อยที่ลดได้สุทธิ รวมพลังงานเพิ่มเติมที่ระบบใช้ เพื่อให้ประโยชน์ด้านภูมิอากาศและความคุ้มค่าของเงินสนับสนุนชัดเจน

ไทยมีจุดเริ่มต้นจากโครงการ Arthit CCS ของ ปตท.สผ. ซึ่งตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายในปี2568 ด้วยแผนลงทุนประมาณ 10,000 ล้านบาทในช่วง 5 ปี คาดเริ่มกักเก็บในปี 2571 และทยอยเพิ่มเป็นประมาณ 1 ล้านตันต่อปี โครงการนี้เป็นฐานสร้างประสบการณ์ด้านวิศวกรรม การเดินระบบ และการติดตาม

หากไทยสามารถพัฒนากติกา โครงสร้างพื้นฐาน และข้อตกลงเชิงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องให้พร้อม จะช่วยต่อยอดบริการสู่หลายอุตสาหกรรม และเปิดโอกาสให้ประเทศใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำได้อย่างเต็มศักยภาพ

ประโยชน์ต่อประเทศกระจายผ่านฐานการผลิต ธุรกิจใหม่ และการลงทุน

หากพัฒนาได้สำเร็จ ประโยชน์จากโครงการคาร์บอนต่ำจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่จะขยายไปสู่อุตสาหกรรมและเศรษฐกิจทั้งประเทศ โดยเกิดเป็นประโยชน์ดังตัวอย่างต่อไปนี้

มิติแรก รักษาความสามารถในการแข่งขันและการจ้างงานเดิม การเข้าถึงทางเลือกลดการปล่อยช่วยให้อุตสาหกรรม เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก โรงกลั่น และเคมีภัณฑ์ เลือกปรับตัวตามความเหมาะสมของกระบวนการผลิต โดยเฉพาะกิจการที่การเปลี่ยนเชื้อเพลิงหรือใช้ไฟฟ้าสะอาดยังลดการปล่อยได้ไม่ครบ ประโยชน์จึงเชื่อมจากโรงงานไปยังผู้จัดหาวัตถุดิบ ผู้รับเหมา ผู้ให้บริการ และแรงงานในห่วงโซ่อุปทาน ทำให้อุตสาหกรรมเหล่านี้ปรับตัวต่อกติกาคาร์บอน เช่น EU CBAM และรักษาความสามารถในการแข่งขัน

มิติที่สอง สร้างโอกาสธุรกิจ งาน และทักษะใหม่ โครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำ เช่น CCS เปิดโอกาสให้เกิดความต้องการบุคลากรและบริการหลายประเภทตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่สำรวจพื้นที่ ออกแบบและก่อสร้าง ไปจนถึงเดินระบบและติดตามการกักเก็บ โดยมีกลุ่มงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

กลุ่มงานสำรวจและวิศวกรรมแหล่งกักเก็บ (Subsurface & Geoscience) ที่ต้องการนักธรณีวิทยา นักธรณีฟิสิกส์ และวิศวกรแหล่งกักเก็บ ซึ่งบุคลากรในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (E&P) ของไทยที่มีทักษะหลายส่วนที่สามารถต่อยอดสู่การทำงานด้านการกักเก็บ CO2 ได้ พร้อมพัฒนาความรู้เพิ่มเติมสำหรับงานกักเก็บ CO2 โดยเฉพาะ

A collage of different images of different types of minerals AI-generated content may be incorrect.

กลุ่มงานวิศวกรรมและการก่อสร้าง (Engineering & Construction) ต้องการวิศวกรเคมี วิศวกรเครื่องกล ช่างเชื่อม และช่างประกอบท่อ สำหรับพัฒนาระบบดักจับ สถานีรับส่ง และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้รับเหมาและผู้ผลิตอุปกรณ์ไทยที่มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดเข้าร่วมโครงการ

กลุ่มงานเดินระบบและบำรุงรักษา (Operations & Maintenance - O&M) ต้องการเจ้าหน้าที่ควบคุมระบบ (System Operators), เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (Safety Officers) และช่างบำรุงรักษา เนื่องจากระบบ CCS ต้องทำงานต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง จึงต้องการทีม O&M ที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อดูแลระบบให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

กลุ่มงานติดตามและบริการวิชาชีพ(Professional Services) ต้องการผู้ตรวจสอบคาร์บอน (Carbon Auditors), นักวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysts) และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนการประเมินความเสี่ยง การรายงานผล และการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

มิติที่สาม เพิ่มความพร้อมรองรับการลงทุนคาร์บอนต่ำ นักลงทุนที่ต้องลดการปล่อยตลอดห่วงโซ่จะมีทางเลือกมากขึ้นหากพื้นที่อุตสาหกรรมมีทั้งพลังงานสะอาด ระบบข้อมูล และบริการจัดการการปล่อยที่ลดได้ยาก การมีโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้งานได้จริงช่วยลดภาระที่แต่ละบริษัทต้องพัฒนาระบบทั้งหมดเอง และเพิ่มความชัดเจนในการวางแผนปรับปรุงโรงงานหรือขยายการลงทุน อย่างไรก็ตาม ต้องพัฒนาควบคู่กับปัจจัยพื้นฐานอื่น เช่น ต้นทุนพลังงาน บุคลากร และความแน่นอนของกฎระเบียบ

ความไม่แน่นอนของโลกเป็นโอกาสให้ไทยสร้างความพร้อมก่อน

ความไม่แน่นอนและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์อาจทำให้บางประเทศหรือบางโครงการปรับลำดับความสำคัญและชะลอการลงทุน รายงาน World Energy Investment 2026 ของ IEA ระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางเพิ่มความผันผวนทางการเงิน ชะลอการตัดสินใจระยะสั้น และเพิ่มต้นทุนเงินทุนระยะยาว อย่างไรก็ตาม การลงทุนด้านพลังงานคาร์บอนต่ำและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องยังมีขนาดใหญ่ โดยคาดว่าเงินประมาณ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2569 จะลงทุนในพลังงานหมุนเวียน นิวเคลียร์ โครงข่าย ระบบกักเก็บ เชื้อเพลิงปล่อยต่ำ ประสิทธิภาพพลังงาน การใช้ไฟฟ้า รวมถึง โครงสร้างดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS/CCUS) ด้วย

สำหรับไทย โอกาสเชิงยุทธศาสตร์จึงอยู่ที่การใช้ช่วงเวลานี้สร้างกติกา พัฒนาบุคลากรและเทคโนโลยี ประเมินแหล่งกักเก็บ และจัดเตรียมโครงการที่มีลูกค้ารองรับให้พร้อม เมื่อความต้องการลงทุนกลับมาหรือมาตรการคาร์บอนเข้มขึ้น ประเทศที่มีบริการพร้อมและต้นทุนคาดการณ์ได้ย่อมมีโอกาสได้รับเลือกมากขึ้น

การเดินหน้าอย่างมีลำดับ เลือกโครงการที่คุ้มค่า และสร้างความน่าเชื่อถือจากการดำเนินงานจริง จะเพิ่มโอกาสให้ไทยก้าวเป็นหนึ่งในผู้นำด้านบริการจัดการคาร์บอนของภูมิภาค พร้อมต่อยอดความเชี่ยวชาญเดิมให้เป็นธุรกิจในอนาคต การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำจึงเป็นการเตรียมประเทศให้ลดการปล่อยได้ตามเป้าหมาย รักษาฐานอุตสาหกรรมและการจ้างงาน และแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนรอบใหม่ได้พร้อมกัน

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...