โครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำ จากบทเรียนโลกสู่โอกาสเศรษฐกิจไทย
พลิกวิกฤตโลกร้อน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจจาก Climate Action และ CCS
เมื่อความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศและกติกาคาร์บอนเข้ามาเปลี่ยนเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ การลงมือรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Action จึงเป็นทั้งการลดความเสียหายในอนาคตและการเตรียมฐานการผลิตของไทยให้แข่งขันได้ โดยมีแนวทางสำคัญตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การใช้พลังงานสะอาด ไปจนถึงการปรับกระบวนการผลิต อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมบางประเภทมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ยาก โดยเฉพาะการปล่อยจากปฏิกิริยาเคมี เช่น การผลิตปูนซีเมนต์ ซึ่งการเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถจัดการได้ทั้งหมด
เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CCS จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่สามารถนำมาใช้ร่วมกับแนวทางเหล่านี้ โดยดักจับ CO₂ จากแหล่งกำเนิด ก่อนขนส่งไปกักเก็บในชั้นหินใต้ดินที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมลดการปล่อยและปรับตัวสู่การผลิตคาร์บอนต่ำได้ แต่การนำ CCS มาใช้ในวงกว้างจำเป็นต้องพัฒนาระบบรองรับที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการหลายรายเข้าถึงบริการได้
พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานร่วม รองรับการลดคาร์บอนของภาคอุตสาหกรรม
เช่นเดียวกับถนน ท่าเรือแหลมฉบัง และสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ช่วยเชื่อมกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเพิ่มโอกาสทางการค้า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำก็ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ผู้ประกอบการลดการปล่อยได้จริง ระบบขนส่งและกักเก็บ CO2 ที่หลายโรงงานใช้ร่วมกันจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีแหล่งปล่อยจากอุตสาหกรรมกระจุกตัวและสามารถเชื่อมต่อกับแหล่งกักเก็บที่เหมาะสม
การพัฒนาในรูปแบบ CCS Hub ช่วยให้โรงงานแต่ละแห่งสามารถลงทุนระบบดักจับที่เหมาะกับกระบวนการผลิตของตน และใช้บริการขนส่งและกักเก็บร่วมกัน จึงช่วยลดความซ้ำซ้อนในการลงทุน และมีโอกาสลดต้นทุนต่อหน่วยเมื่อมีปริมาณ CO2 และผู้ใช้บริการเพียงพอ ประโยชน์ของโครงสร้างพื้นฐานนี้จึงสามารถขยายไปยังผู้ประกอบการหลายรายและหลายอุตสาหกรรม พร้อมเพิ่มทางเลือกในการลดคาร์บอนให้กับฐานการผลิตของประเทศ
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาระบบดังกล่าวต้องอาศัยการลงทุนที่สอดคล้องกันตลอดห่วงโซ่ หากโรงงานดักจับพร้อมแต่ระบบขนส่งหรือแหล่งกักเก็บยังไม่พร้อม โครงการก็อาจไม่สามารถดำเนินงานได้ตามแผน ภาครัฐจึงมีบทบาทสำคัญในการประสานแผนกับภาคเอกชน วางกติกาการเข้าถึงบริการ และกำหนดความรับผิดชอบด้านความปลอดภัย การตรวจสอบ และการติดตามหลังสิ้นสุดการอัดฉีด ควบคู่กับการออกแบบมาตรการสนับสนุนให้เหมาะกับต้นทุนและความเสี่ยงช่วงเริ่มต้น เพื่อให้ผู้ลงทุนและผู้ใช้บริการสามารถตัดสินใจและวางแผนร่วมกันได้
มาตรการสนับสนุนให้เหมาะกับต้นทุนและความเสี่ยงช่วงเริ่มต้น เพื่อให้ผู้ลงทุนและผู้ใช้บริการสามารถตัดสินใจและวางแผนร่วมกันได้
การเรียนรู้จากต่างประเทศที่สามารถผลักดันโครงการจนเกิดการลงทุนหรือเริ่มดำเนินงานแล้ว จึงช่วยให้เห็นว่ากติกาและมาตรการสนับสนุนรูปแบบใดมีส่วนทำให้โครงการเดินหน้า และมีบทเรียนใดที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำให้เกิดขึ้นได้จริง ดังตัวอย่างต่อไปนี้
นอร์เวย์ สนับสนุนทั้งห่วงโซ่จนเริ่มให้บริการกักเก็บได้จริง
นอร์เวย์พัฒนาโครงการ Longship โดยเชื่อมการดักจับจากโรงงานอุตสาหกรรมเข้ากับบริการขนส่งและกักเก็บของ Northern Lights รัฐบาลสนับสนุนทั้งค่าก่อสร้างและการดำเนินงานรวมประมาณ 22,000 ล้านโครนนอร์เวย์ (ประมาณ 80,000 ล้านบาท) จากต้นทุนโครงการที่ประเมินไว้ประมาณ 34,000 ล้านโครน (ประมาณ 120,000 ล้านบาท) ซึ่งรวมการดำเนินงาน 10 ปี ตัวเลขนี้สะท้อนว่ารัฐเข้ามาร่วมรับภาระในช่วงสร้างตลาด เพื่อให้ทั้งโรงงานดักจับและโครงสร้างพื้นฐานปลายทางเกิดขึ้นได้พร้อมกัน
ผลที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมคือ Northern Lights เริ่มกักเก็บ CO2ชุดแรกในเดือนสิงหาคม2568 โดยรับ CO2จากโรงงานปูนซีเมนต์ Brevik ขนส่งทางเรือมายังสถานีรับ ก่อนส่งผ่านท่อไปอัดฉีดในชั้นหินใต้ทะเล โครงสร้างพื้นฐานระยะแรกมีกำลังรองรับ 1.5 ล้านตันต่อปีและโครงการได้ตัดสินใจลงทุนขยายเป็นอย่างน้อย 5 ล้านตันต่อปี หลังมีข้อตกลงเชิงพาณิชย์เพิ่มเติม พร้อมได้รับเงินสนับสนุนจากสหภาพยุโรป
บทเรียนสำคัญคือ การสนับสนุนของรัฐช่วยสร้างระบบที่โรงงานหลายรายสามารถใช้บริการได้ และต่อยอดไปสู่ลูกค้าในประเทศอื่น โดย Northern Lights มีข้อตกลงกับบริษัทจากเนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก และสวีเดน ประโยชน์จึงเชื่อมจากการลดการปล่อยในประเทศไปสู่ตลาดบริการขนส่งและกักเก็บ CO2ระหว่างประเทศด้วย
เนเธอร์แลนด์ อุดหนุนส่วนต่างต้นทุนเพื่อให้โรงงานตัดสินใจใช้บริการ
โครงการ Porthos ในพื้นที่ท่าเรือรอตเทอร์ดัมแสดงให้เห็นว่า การสร้างโครงสร้างพื้นฐานต้องเดินคู่กับการสร้างความพร้อมของผู้ใช้บริการ โครงการเป็นความร่วมมือของ EBN, Gasunie และการท่าเรือรอตเทอร์ดัม เพื่อพัฒนาระบบขนส่งและกักเก็บให้ผู้ประกอบการหลายราย ขณะที่บริษัทผู้ใช้บริการลงทุนระบบดักจับของตนเอง โดยออกแบบให้กักเก็บประมาณ 2.5 ล้านตันต่อปีเป็นเวลาราว 15 ปี และตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายในปี 2566
กลไกสนับสนุนสำคัญคือ SDE++ ซึ่งรัฐบาลกันวงเงินสูงสุด 2,100 ล้านยูโร (ประมาณ 79,000 ล้านบาท) ตลอด 15 ปีให้ลูกค้าสี่รายของ Porthos เพื่อชดเชยส่วนต่างระหว่างต้นทุน CCS กับมูลค่าจากการหลีกเลี่ยงภาระราคาคาร์บอนในระบบ EU ETS หากราคาคาร์บอนสูงขึ้น เงินอุดหนุนที่จำเป็นจะลดลงตามหลักเกณฑ์ วงเงินดังกล่าวจึงเป็นเพดานสนับสนุนระยะยาว ไม่ใช่เงินที่จ่ายทั้งหมดทันที และเป็นการช่วยให้โรงงานเลือกลงทุนลดการปล่อยได้โดยไม่ต้องแบกรับส่วนต่างต้นทุนทั้งหมดในช่วงเริ่มต้น
กลไกนี้ทำให้ราคาคาร์บอนกับมาตรการสนับสนุนทำงานร่วมกัน โดยราคาคาร์บอนสร้างแรงจูงใจให้ลดการปล่อย ส่วนเงินสนับสนุนช่วยปิดช่องว่างที่ยังทำให้การลงทุนไม่คุ้มค่า โดย Porthos อยู่ระหว่างก่อสร้าง และกำหนดเริ่มดำเนินงานหลังกลางปี 2570 กรณีนี้จึงเป็นความสำเร็จด้านการจัดกลไกจนตัดสินใจลงทุนและก่อสร้างได้
สหราชอาณาจักร สร้างสัญญารายได้ ทำให้โครงการระดมทุนได้
สหราชอาณาจักรเลือกพัฒนาเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม โดยมี East Coast Cluster และ HyNetเป็นกลุ่มแรก ในปี 2567 รัฐบาลประกาศกรอบสนับสนุน 21,700 ล้านปอนด์ (ประมาณ 980,000 ล้านบาท) ในระยะ 25 ปีและพัฒนาเครื่องมือหลายรูปแบบ ทั้งเงินสนับสนุนการลงทุน สัญญาสนับสนุนรายได้ และกฎระเบียบสำหรับโครงข่ายขนส่งและกักเก็บ เพื่อให้ผู้ลงทุนและสถาบันการเงินประเมินกระแสเงินสดและความเสี่ยงได้ชัดเจนขึ้น
หัวใจของแนวทางนี้คือการออกแบบกลไกตามหน้าที่ของแต่ละส่วน โรงงานดักจับได้รับการสนับสนุนผ่านสัญญาที่กำหนดวิธีชดเชยต้นทุนตามเงื่อนไข ส่วนผู้ให้บริการขนส่งและกักเก็บอยู่ภายใต้ระบบใบอนุญาตทางเศรษฐกิจและการกำกับของหน่วยงานกำกับดูแลตลาดพลังงาน(Ofgem) ซึ่งมีกรอบคำนวณรายได้ที่อนุญาต ช่วยวางความชัดเจนให้ธุรกิจโครงข่ายที่ผู้ใช้บริการหลายรายต้องพึ่งพา
ความคืบหน้าที่วัดได้คือ โครงข่ายขนส่งและกักเก็บของ East Coast Cluster ปิดการจัดหาเงินทุนได้ในเดือนธันวาคม 2567 และของ HyNet ในเดือนเมษายน 2568 นับเป็นการเปลี่ยนจากการประกาศนโยบายไปสู่ข้อตกลงที่รองรับการลงทุนจริง
บทเรียนจากโครงการนี้คือการมีเป้าหมายและสิทธิประโยชน์ควบคู่กับสัญญา กติกาค่าบริการ และการแบ่งความเสี่ยงที่ชัดเจน จะช่วยให้โครงการมีเงื่อนไขพร้อมเข้าสู่การลงทุนมากขึ้น
ไทยควรเชื่อมกติกา เงินสนับสนุน และความพร้อมของผู้ใช้บริการ
กรณีเหล่านี้ชี้ว่า ภาครัฐสามารถช่วยพัฒนา CCS ผ่านการวางกติกาที่เหมาะสม การประสานโครงสร้างพื้นฐาน และการสนับสนุนเฉพาะความเสี่ยงหรือส่วนต่างต้นทุนที่จำเป็น สำหรับไทยจึงควรเริ่มจากพื้นที่ที่มีความต้องการชัดเจน ประเมินแหล่งกักเก็บและเส้นทางขนส่ง จับคู่กับโรงงานที่พร้อมลงทุน และกำหนดแผนให้ระบบดักจับ ขนส่ง และกักเก็บเริ่มใช้ได้สอดคล้องกัน พร้อมพิจารณามาตรการอย่างสิทธิประโยชน์ทางภาษี เงินทุนสำหรับโครงการแรก หรือสัญญาสนับสนุนรายได้ตามความเหมาะสม
การสนับสนุนควรผูกกับผลลดการปล่อยที่ตรวจสอบได้ มีเพดาน ระยะเวลา และการทบทวนความจำเป็น รวมถึงพิจารณาต้นทุนต่อหน่วยเทียบกับทางเลือกอื่น ควบคู่กับกติกาการเข้าถึงบริการที่เป็นธรรม มาตรฐานความปลอดภัย การติดตามหลังปิดแหล่งกักเก็บ และการมีส่วนร่วมของชุมชน การประเมินต้องนับการปล่อยที่ลดได้สุทธิ รวมพลังงานเพิ่มเติมที่ระบบใช้ เพื่อให้ประโยชน์ด้านภูมิอากาศและความคุ้มค่าของเงินสนับสนุนชัดเจน
ไทยมีจุดเริ่มต้นจากโครงการ Arthit CCS ของ ปตท.สผ. ซึ่งตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายในปี2568 ด้วยแผนลงทุนประมาณ 10,000 ล้านบาทในช่วง 5 ปี คาดเริ่มกักเก็บในปี 2571 และทยอยเพิ่มเป็นประมาณ 1 ล้านตันต่อปี โครงการนี้เป็นฐานสร้างประสบการณ์ด้านวิศวกรรม การเดินระบบ และการติดตาม
หากไทยสามารถพัฒนากติกา โครงสร้างพื้นฐาน และข้อตกลงเชิงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องให้พร้อม จะช่วยต่อยอดบริการสู่หลายอุตสาหกรรม และเปิดโอกาสให้ประเทศใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำได้อย่างเต็มศักยภาพ
ประโยชน์ต่อประเทศกระจายผ่านฐานการผลิต ธุรกิจใหม่ และการลงทุน
หากพัฒนาได้สำเร็จ ประโยชน์จากโครงการคาร์บอนต่ำจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่จะขยายไปสู่อุตสาหกรรมและเศรษฐกิจทั้งประเทศ โดยเกิดเป็นประโยชน์ดังตัวอย่างต่อไปนี้
มิติแรก รักษาความสามารถในการแข่งขันและการจ้างงานเดิม การเข้าถึงทางเลือกลดการปล่อยช่วยให้อุตสาหกรรม เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก โรงกลั่น และเคมีภัณฑ์ เลือกปรับตัวตามความเหมาะสมของกระบวนการผลิต โดยเฉพาะกิจการที่การเปลี่ยนเชื้อเพลิงหรือใช้ไฟฟ้าสะอาดยังลดการปล่อยได้ไม่ครบ ประโยชน์จึงเชื่อมจากโรงงานไปยังผู้จัดหาวัตถุดิบ ผู้รับเหมา ผู้ให้บริการ และแรงงานในห่วงโซ่อุปทาน ทำให้อุตสาหกรรมเหล่านี้ปรับตัวต่อกติกาคาร์บอน เช่น EU CBAM และรักษาความสามารถในการแข่งขัน
มิติที่สอง สร้างโอกาสธุรกิจ งาน และทักษะใหม่ โครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำ เช่น CCS เปิดโอกาสให้เกิดความต้องการบุคลากรและบริการหลายประเภทตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่สำรวจพื้นที่ ออกแบบและก่อสร้าง ไปจนถึงเดินระบบและติดตามการกักเก็บ โดยมีกลุ่มงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
กลุ่มงานสำรวจและวิศวกรรมแหล่งกักเก็บ (Subsurface & Geoscience) ที่ต้องการนักธรณีวิทยา นักธรณีฟิสิกส์ และวิศวกรแหล่งกักเก็บ ซึ่งบุคลากรในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (E&P) ของไทยที่มีทักษะหลายส่วนที่สามารถต่อยอดสู่การทำงานด้านการกักเก็บ CO2 ได้ พร้อมพัฒนาความรู้เพิ่มเติมสำหรับงานกักเก็บ CO2 โดยเฉพาะ
กลุ่มงานวิศวกรรมและการก่อสร้าง (Engineering & Construction) ต้องการวิศวกรเคมี วิศวกรเครื่องกล ช่างเชื่อม และช่างประกอบท่อ สำหรับพัฒนาระบบดักจับ สถานีรับส่ง และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้รับเหมาและผู้ผลิตอุปกรณ์ไทยที่มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดเข้าร่วมโครงการ
กลุ่มงานเดินระบบและบำรุงรักษา (Operations & Maintenance - O&M) ต้องการเจ้าหน้าที่ควบคุมระบบ (System Operators), เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (Safety Officers) และช่างบำรุงรักษา เนื่องจากระบบ CCS ต้องทำงานต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง จึงต้องการทีม O&M ที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อดูแลระบบให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
กลุ่มงานติดตามและบริการวิชาชีพ(Professional Services) ต้องการผู้ตรวจสอบคาร์บอน (Carbon Auditors), นักวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysts) และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนการประเมินความเสี่ยง การรายงานผล และการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
มิติที่สาม เพิ่มความพร้อมรองรับการลงทุนคาร์บอนต่ำ นักลงทุนที่ต้องลดการปล่อยตลอดห่วงโซ่จะมีทางเลือกมากขึ้นหากพื้นที่อุตสาหกรรมมีทั้งพลังงานสะอาด ระบบข้อมูล และบริการจัดการการปล่อยที่ลดได้ยาก การมีโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้งานได้จริงช่วยลดภาระที่แต่ละบริษัทต้องพัฒนาระบบทั้งหมดเอง และเพิ่มความชัดเจนในการวางแผนปรับปรุงโรงงานหรือขยายการลงทุน อย่างไรก็ตาม ต้องพัฒนาควบคู่กับปัจจัยพื้นฐานอื่น เช่น ต้นทุนพลังงาน บุคลากร และความแน่นอนของกฎระเบียบ
ความไม่แน่นอนของโลกเป็นโอกาสให้ไทยสร้างความพร้อมก่อน
ความไม่แน่นอนและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์อาจทำให้บางประเทศหรือบางโครงการปรับลำดับความสำคัญและชะลอการลงทุน รายงาน World Energy Investment 2026 ของ IEA ระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางเพิ่มความผันผวนทางการเงิน ชะลอการตัดสินใจระยะสั้น และเพิ่มต้นทุนเงินทุนระยะยาว อย่างไรก็ตาม การลงทุนด้านพลังงานคาร์บอนต่ำและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องยังมีขนาดใหญ่ โดยคาดว่าเงินประมาณ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2569 จะลงทุนในพลังงานหมุนเวียน นิวเคลียร์ โครงข่าย ระบบกักเก็บ เชื้อเพลิงปล่อยต่ำ ประสิทธิภาพพลังงาน การใช้ไฟฟ้า รวมถึง โครงสร้างดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS/CCUS) ด้วย
สำหรับไทย โอกาสเชิงยุทธศาสตร์จึงอยู่ที่การใช้ช่วงเวลานี้สร้างกติกา พัฒนาบุคลากรและเทคโนโลยี ประเมินแหล่งกักเก็บ และจัดเตรียมโครงการที่มีลูกค้ารองรับให้พร้อม เมื่อความต้องการลงทุนกลับมาหรือมาตรการคาร์บอนเข้มขึ้น ประเทศที่มีบริการพร้อมและต้นทุนคาดการณ์ได้ย่อมมีโอกาสได้รับเลือกมากขึ้น
การเดินหน้าอย่างมีลำดับ เลือกโครงการที่คุ้มค่า และสร้างความน่าเชื่อถือจากการดำเนินงานจริง จะเพิ่มโอกาสให้ไทยก้าวเป็นหนึ่งในผู้นำด้านบริการจัดการคาร์บอนของภูมิภาค พร้อมต่อยอดความเชี่ยวชาญเดิมให้เป็นธุรกิจในอนาคต การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำจึงเป็นการเตรียมประเทศให้ลดการปล่อยได้ตามเป้าหมาย รักษาฐานอุตสาหกรรมและการจ้างงาน และแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนรอบใหม่ได้พร้อมกัน
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- 'สุชาติ' ดัน 'ชุมชนคาร์บอนต่ำ' รับมือโลกร้อน ชู ทสม.แม่ฮ่องสอน ลดขยะกว่า 66%
- ปตท. ผนึก 4 หน่วยงานรัฐ ขับเคลื่อน 'I-SPARK' วางรากฐานระยองสู่พื้นที่ต้นแบบอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำแห่งอนาคต
- จากที่ดินว่างเปล่า สู่สินทรัพย์คาร์บอน ปตท. ถอดรหัสทางรอดยุค ESG-Net Zero
ติดตามเราได้ที่