“ระบบอบน้ำเงิน” ปิดช่องตรวจสอบ “ปธ.สภาฯ-ลิซ่า-ผู้การแต้ม” เปิดศึก!
วันนี้ มีเรื่องการเมืองที่อยากชวนมาดูกันสักหน่อย เป็นเรื่องที่ตอนแรกควรจะเป็นเรื่องใหญ่ระดับกลไกตรวจสอบรัฐบาล แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นดรามาทะเลาะกัน ระหว่างนักการเมือง กับ “ผู้การแต้ม” ไปเสียอย่างนั้น
เรื่องนี้มีจุดเริ่มต้นจาก “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกแนวทางเกี่ยวกับการทำงานของคณะกรรมาธิการ หรือ กมธ. ทั้ง 35 คณะ
ใจความสำคัญก็คือ การจะนำเรื่องอะไรเข้าสู่การพิจารณา หรือจะเชิญบุคคลและหน่วยงานใดมาให้ข้อมูล ต้องผ่านการหารือ และมีมติของคณะกรรมาธิการตามแนวทางที่กำหนด
ฟังเผิน ๆ ก็อาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องปกติของระเบียบการทำงานในสภา
แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า…กรรมาธิการนี่แหละ คือหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติ ในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะฝ่ายค้านที่ไม่ได้มีเสียงข้างมากในสภาใหญ่ แต่ยังมีพื้นที่ในการตรวจสอบผ่านกรรมาธิการ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณ โครงการรัฐ การทุจริต การใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือเรื่องที่รัฐบาลไม่ค่อยอยากให้เป็นข่าว
ที่ผ่านมา ประธานกรรมาธิการ สามารถใช้กลไกตามข้อบังคับในการเชิญบุคคล หรือหน่วยงานมาให้ข้อมูลได้
แต่ถ้าต่อไปการเชิญทุกอย่างต้องผ่านมติเสียงข้างมากก่อน …ปัญหาก็คือ แล้วถ้าเรื่องที่ฝ่ายค้านต้องการตรวจสอบเป็นเรื่องที่กระทบรัฐบาล และกรรมาธิการส่วนใหญ่ เป็นฝ่ายรัฐบาล มันจะเกิดอะไรขึ้น?
อย่าลืมว่า กรรมาธิการหลายคณะ มีเสียงฝ่ายรัฐบาลมากกว่าฝ่ายค้านอยู่แล้ว
ถ้าเสียงข้างมากไม่เห็นด้วยกับการเชิญใครมาให้ข้อมูล การตรวจสอบก็อาจเดินต่อไม่ได้
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ฝ่ายค้านมองว่า แนวทางดังกล่าว กำลังทำให้กลไกตรวจสอบของกรรมาธิการอ่อนแอลง
และเรื่องนี้ก็ทำให้ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ หรือ “ลิซ่า” โฆษกพรรคประชาชน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ “ประธานโสภณ”อย่างรุนแรง ถึงขั้นใช้คำว่าเป็น “ขี้ข้ารับใช้นาย” และกล่าวหาว่ากำลังปกป้องพรรคภูมิใจไทย กับเครือข่ายสีน้ำเงิน
แน่นอนว่า คำพูดแบบนี้ มันแรงพอที่จะทำให้ประธานสภาฯ ออกมาตอบโต้
“โสภณ” ชี้แจงว่า เรื่องนี้เกิดจากปัญหาการทำงานของกรรมาธิการ ที่มีการตั้งอนุกรรมาธิการจำนวนมาก ทำให้การทำงานซ้ำซ้อน และข้าราชการต้องรับภาระหนัก อีกทั้งยังมีข้อร้องเรียนเรื่องการใช้อำนาจของประธานกรรมาธิการ ไม่เป็นไปตามข้อบังคับ
จึงต้องให้ฝ่ายกฎหมายไปศึกษาแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจน
“ประธานโสภณ” ยังยืนยันว่า ไม่ได้มีเจตนาปิดปากฝ่ายค้าน และเตือนว่า หากมีการกล่าวหากันด้วยถ้อยคำรุนแรง ก็อาจต้องใช้ช่องทางกฎหมายดำเนินการ
ทีนี้เรื่องก็ลุกลามไปถึง “ผู้การแต้ม” พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานสภาฯ
ออกมาปกป้อง “โสภณ” โดยมองว่าฝ่ายค้านเล่นการเมืองเกินไป และบอกว่าต้นเรื่องจริงๆ ต้องไปถามเลขาธิการสภาฯ เพราะเป็นผู้จัดทำหนังสือเวียน
แต่ที่กลายเป็นประเด็นใหญ่ก็คือ ผู้การแต้มพูดถึงคำว่า “ขี้ข้า” ว่าเป็นการดูถูก และหมิ่นประมาทอย่างรุนแรง พร้อมกับพูดทำนองว่า
ถ้าเป็นสมัยก่อน เป็นลูกเป็นหลาน ก็ต้องตบปาก!
เท่านั้นแหละครับ กลายเป็นอีกดรามาหนึ่งทันที
“ลิซ่า” ก็ถูกวิจารณ์เรื่องการใช้ถ้อยคำ ขณะที่ “เฉลิมพงศ์ แสงดี” สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ก็ออกมาตอบโต้ “ผู้การแต้ม” ว่า โชคดีที่พวกเขาไม่ได้เกิดเป็นลูกเป็นหลาน เพราะแค่ตักเตือนการทำหน้าที่ประธานสภาฯ ก็ถูกขู่ว่าจะตบปากแล้ว
เอาละ!… เรื่องนี้ถ้าจะเถียงกันเรื่องมารยาทในการพูด ก็เถียงกันไป
แต่ตอนนี้อยากให้เรากลับมาดูเรื่องที่สำคัญกว่านั้น เพราะระหว่างที่นักการเมืองกำลังโต้เถียงกันอยู่ ก็มีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าจับตามากกว่าเสียอีก
นั่นก็คือ “พรรคภูมิใจไทย” กำลังเสนอแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีวาระเข้าสู่การพิจารณา วันที่ 11 พฤศจิกายน นี้
สาระสำคัญมีหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอำนาจของกรรมาธิการโดยตรง
อย่างแรก เปลี่ยนวิธีเลือกประธานกรรมาธิการ จากเดิมที่จัดสรรตำแหน่งตามสัดส่วนของพรรคการเมือง มาเป็นการเสนอชื่อ และลงคะแนนเลือก
ถ้าเสนอหลายคน ก็ใช้การลงคะแนนลับ ใครได้คะแนนมากที่สุด ได้เป็นประธาน
ลองคิดดูนะว่า ในเมื่อฝ่ายรัฐบาลมีเสียงข้างมาก การเปลี่ยนระบบแบบนี้ จะเปิดโอกาสให้ฝ่ายเสียงข้างมากเข้าไปควบคุมตำแหน่งประธานกรรมาธิการ ได้ทุกคณะหรือไม่ ?
อย่างที่สอง การเรียกบุคคล หรือหน่วยงานมาให้ข้อมูล ต้องผ่านมติเห็นชอบไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมาธิการทั้งหมด
อย่างที่สาม การถ่ายทอดสดการประชุม ก็ต้องผ่านมติเสียงข้างมากเช่นกัน
นี่ถือว่าไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แล้ว เพราะมันเกี่ยวข้องทั้งกับคนที่จะเข้ามาตรวจสอบ และข้อมูลที่ประชาชน จะมีโอกาสได้รับรู้
ถ้าประธานกรรมาธิการเป็นฝ่ายรัฐบาล เสียงข้างมากก็เป็นฝ่ายรัฐบาล และการเชิญคนมาให้ข้อมูล ก็ต้องผ่านเสียงข้างมากอีก แล้วพื้นที่ตรวจสอบของฝ่ายค้าน จะเหลืออยู่แค่ไหน ?
เรื่องนี้ “รังสิมันต์ โรม” ประธาน กรรมาธิการการกฎหมายฯ ก็ไม่ได้นิ่งเฉย
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา กมธ.กฎหมายฯ ลงมติ 8 ต่อ 0 ไม่รับแนวทางดังกล่าว โดยเห็นว่า หนังสือเวียนที่ส่งมา ไม่ใช่กฎหมาย หรือระเบียบที่มีสภาพบังคับ และยืนยันว่า จะทำงานตามแนวปฏิบัติเดิม
พร้อมเตรียมเชิญ “โสภณ” มาชี้แจงเรื่องฐานอำนาจ ในวันที่ 12 พฤศจิกายน นี้
ที่น่าสนใจคือ “รังสิมันต์ โรม” ยังตั้งข้อสังเกตว่า หนังสือที่ส่งมานั้นมี 3 หน้า แต่ไม่มีตราประทับ ไม่มีลายเซ็นประธานสภาฯ และไม่มีการอ้างอิงฐานอำนาจทางกฎหมาย
ประเด็นนี้จึงต้องมีการตรวจสอบให้ชัดเจนว่า หนังสือดังกล่าว มีสถานะทางกฎหมายอย่างไร และใครเป็นผู้มีอำนาจออกแนวทางนี้
ขณะเดียวกัน “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน และ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ออกมาแถลงร่วมกันว่า กำลังเกิดความพยายามสกัดกั้นการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านผ่านหลายกลไก
ทั้งเรื่องกรรมาธิการ เรื่องการดำเนินการของ กกต. ในคดีฮั้วสว. และกรณีที่โทรศัพท์ของทั้งสองคน ได้รับการแจ้งเตือนความเสี่ยงจากสปายแวร์ขั้นสูง ซึ่งทั้งสองฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจง
ตรงนี้ต้องแยกแต่ละเรื่องออกจากกัน และยังไม่ควรด่วนสรุปว่า มีรัฐบาลอยู่เบื้องหลังการกระทำใด หากยังไม่มีหลักฐานยืนยัน
แต่เมื่อฝ่ายค้านมองว่า มีเหตุการณ์หลายเรื่องเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ก็ยิ่งเป็นเหตุให้สังคมต้องจับตา และเรียกร้องคำชี้แจง
เพราะฉะนั้นจึงอยากชวนสังคม ร่วมกันตั้งคำถามว่า…
การเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากนั้น เป็นสิทธิในการบริหารประเทศก็จริง แต่จำเป็นด้วยหรือ ที่จะต้องใช้อำนาจเสียงข้างมาก เข้าไปควบคุมทุกพื้นที่ของการตรวจสอบ!?
เพราะการตรวจสอบรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายค้านอย่างเดียว แต่เป็นประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ
ถ้ากรรมาธิการตรวจสอบไม่ได้ เชิญคนมาให้ข้อมูลไม่ได้ เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับรู้ไม่ได้ แล้วเราจะเหลือเครื่องมืออะไร ไว้ตรวจสอบฝ่ายบริหาร ?
อย่าลืมว่า วันนี้รัฐบาลอาจเป็นฝ่ายได้ประโยชน์จากเสียงข้างมาก แต่วันหนึ่งเมื่อรัฐบาลเปลี่ยนขั้ว คนที่เคยสนับสนุนการใช้เสียงข้างมากปิดกั้นการตรวจสอบ ก็อาจต้องเผชิญกับกติกาแบบเดียวกันเสียเอง
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้บอกว่า ประธานกรรมาธิการจะมีอำนาจทำอะไรก็ได้ โดยไม่ต้องรับฟังใคร การทำงานก็ต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับ และกฎหมาย
แต่การกำหนดกติกา ก็ต้องไม่ทำให้กลไกตรวจสอบหมดความหมายไปด้วย
ส่วนดรามาระหว่าง “ลิซ่า กับ ผู้การแต้ม” ใครจะพูดแรง ใครจะตอบโต้ ใครจะฟ้องใคร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แต่สิ่งที่ประชาชนควรจับตาให้มากกว่า คือ วันที่ 11 พฤศจิกายน นี้ สภาจะพิจารณาแก้ข้อบังคับกันอย่างไร
เพราะถ้าการแก้กติกาครั้งนี้ ทำให้เสียงข้างมากสามารถควบคุมทั้ง ประธานกรรมาธิการ การเรียกบุคคลมาให้ข้อมูล และการเปิดเผยการประชุมได้จริง
คำถามที่ประชาชนอยากถามดังๆ ในตอนนี้คือ …รัฐบาลกำลังต้องการทำให้สภามีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือกำลังต้องการทำให้การตรวจสอบรัฐบาลมีประสิทธิภาพน้อยลงกันแน่?!
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO