โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ADB เพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้โต 2% จับตาหนี้-เอลนีโญกดเศรษฐกิจ

Amarin TV

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ADB ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทย ปีนี้โต 2.0% ต่ำกว่าเพื่อนบ้านอาเซียน จับตาหนี้ครัวเรือน-เอลนีโญกดเศรษฐกิจ หั่นคาดการณ์ปีหน้าเหลือโต 1.9%

ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2.0% จากคาดการณ์เดิมเมื่อเดือนกรกฎาคมคาดว่าจะโต 1.8% หลังการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและการลงทุนภาคเอกชนยังแข็งแกร่ง ขณะที่มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐช่วยพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แม้การท่องเที่ยวระหว่างประเทศยังอ่อนแอและต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

สำหรับปี 2570 ADB ปรับลดประมาณการเติบโตของไทยลงเหลือโต 1.9% จากคาดการณ์เดิมโต 2.0% โดยคาดว่า การเติบโตของการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีจะเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ และมาตรการสนับสนุนชั่วคราวจากภาครัฐจะทยอยหมดลง ขณะที่หนี้ครัวเรือนในระดับสูงและภาวะสินเชื่อที่ตึงตัวจะยังเป็นข้อจำกัดต่อการบริโภค

ด้านความเสี่ยง ADB จับตาความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้า หนี้ครัวเรือนที่สูง พื้นที่ทางการคลังที่แคบลง และสภาพอากาศที่อาจไม่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะเอลนีโญที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจกระทบผลผลิตทางการเกษตรและรายได้เกษตรกรชัดเจนขึ้นในปี 2570

ทั้งนี้ ตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดย ADB เผยให้เห็นว่า ในปี 2569 และ 2570 จะเป็นอีกปีที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าประเทศอื่นในอาเซียน หากเรียงตามตัวเลขประมาณการการเติบโตในปี 2569 เวียดนามจะเติบโตมากที่สุด ตามด้วยอินโดนีเซีย มาเลเซีย ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ เมียนมา ขณะที่ไทยเติบโตสูงกว่าบรูไนเล็กน้อย ก่อนจะชะลอลงมารั้งท้ายภูมิภาคร่วมกับบรูไนในปี 2570

ส่งออก-ลงทุนเอกชนหนุนเศรษฐกิจไทยปี 2569

รายงาน Asian Development Outlook ของ ADB ระบุว่า เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดย GDP ที่แท้จริงขยายตัว 2.4% จาก 3.0% ในช่วงเดียวกันของปี 2568 อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้า การลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี และมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ ช่วยชดเชยแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและการขนส่งที่สูงขึ้น รวมถึงการท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่อ่อนตัวลง

การส่งออกสินค้ายังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยช่วงครึ่งแรกของปี 2569 การส่งออกเพิ่มขึ้น 14.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เร่งขึ้นเล็กน้อยจาก 14.2% ในครึ่งแรกของปี 2568 การเติบโตนำโดยคอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์โทรคมนาคม และเครื่องจักร สอดคล้องกับความต้องการสินค้าเทคโนโลยีในตลาดโลกที่ยังแข็งแกร่ง

ในทางกลับกัน การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรหดตัว ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมบางประเภทอยู่ในภาวะซบเซา ทำให้การเติบโตของการส่งออกไทยพึ่งพาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมากขึ้น

ด้านการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวถึง 11.6% ในครึ่งแรกของปี 2569 จาก 1.3% ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนจากการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และเครื่องจักรอุตสาหกรรม ขณะที่คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้น 37% สู่ 1.5 ล้านล้านบาท นำโดยกิจกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนคำขอลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพิ่มขึ้น 80% สู่ 1.4 ล้านล้านบาท

ADB มองว่า การลงทุนภาคเอกชนจะยังเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในปี 2570 จากโครงการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมจำนวนมาก โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้น

ท่องเที่ยวอ่อนแอ หนี้ครัวเรือนกดการบริโภค

อีกด้านหนึ่ง ภาคการท่องเที่ยวยังเป็นข้อจำกัดของเศรษฐกิจไทย โดยช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 15.9 ล้านคน ลดลง 4.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางลดลง 25.4% ขณะที่นักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดลงอย่างมาก ส่วนหนึ่งจากการหยุดชะงักของการเดินทางข้ามแดน

ADB คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 33 ล้านคน ก่อนฟื้นขึ้นเป็น 35 ล้านคนในปี 2570 หากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์และการบินผ่อนคลายลง การเชื่อมต่อเที่ยวบินดีขึ้น และราคาพลังงานลดลง

ด้านการบริโภคภาคเอกชนช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ขยายตัว 2.6% จาก 2.4% ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการของภาครัฐ เช่น โครงการร่วมจ่าย (ไทยช่วยไทย พลัส) และการช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ชิดชนก อันโนนจารย์ เศรษฐกร ADB แสดงความเห็นเพิ่มเติมในประเด็นนี้ว่า มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศของรัฐบาลมีส่วนช่วยในการพยุงและประคองกำลังซื้อของผู้บริโภค แต่ยังไม่ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจมาก เนื่องจากเป็นโครงการกระตุ้นการจับจ่าย ไม่ใช่การลงทุน

อย่างไรก็ตาม ADB ระบุว่า หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและสภาวะสินเชื่อที่ตึงตัวยังคงจำกัดกำลังซื้อ สินเชื่อผู้บริโภคหดตัวลงจากความเสี่ยงด้านสินเชื่อที่สูง ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ยังเดินหน้าปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง

ทั้งนี้ ADB ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของการบริโภคภาคเอกชนในปี 2569 เป็น 2.4% จากเดิม 1.8% แต่คาดว่าการบริโภคจะชะลอลงในปี 2570 เมื่อมาตรการสนับสนุนทางการคลังชั่วคราวเริ่มหมดลง แม้เงินเฟ้อและต้นทุนพลังงานที่ลดลง รวมถึงฐานะการเงินของครัวเรือนที่ค่อยๆ ดีขึ้น จะช่วยพยุงการใช้จ่ายได้บางส่วน

4 ปัจจัยเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจปี 2569-2570

ADB ประเมินว่า ความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังคงเอียงไปทางด้านต่ำ (downside risks) ทั้งในช่วงที่เหลือของปี 2569 และต่อเนื่องไปยังปี 2570 โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่ต้องรับมือกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งนี้ ADB ชี้ 4 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ดังนี้

1. ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยกระดับขึ้น อาจทำให้ต้นทุนพลังงานและการขนส่งสูงขึ้นเป็นเวลานาน ส่งผลให้กำลังซื้อของครัวเรือนอ่อนแอลง ตลอดจนรบกวนการค้าและการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ

2. ผลกระทบที่มากขึ้นจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น และการปรับเข้าสู่ภาวะปกติของวัฏจักรเทคโนโลยีโลก (การชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วของอุปสงค์สินค้าเทคโนโลยี) อาจส่งผลถดถอยต่อการส่งออกและการลงทุน โดยเฉพาะในปี 2570

3. ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและสภาวะสินเชื่อที่ตึงตัวอาจจำกัดการบริโภคภาคเอกชน ขณะที่พื้นที่ทางการคลัง (fiscal space) ที่แคบลง อาจเป็นข้อจำกัดต่อการลงทุนของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ

4. ผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงขึ้น มีแนวโน้มจะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง และซ้ำเติมรายได้ของเกษตรกร โดยคาดว่าผลกระทบดังกล่าวจะเห็นได้ชัดเจนในปี 2570 แม้มาตรการช่วยเหลือด้านต้นทุนปุ๋ยจากภาครัฐจะช่วยบรรเทาได้บางส่วนก็ตาม

นอกจากนี้ ADB ยังเตือนว่า แรงกดดันด้านเงินเฟ้ออาจรุนแรงกว่าที่คาดไว้ โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอาจสูงกว่าประมาณการ หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงขึ้น การส่งผ่านต้นทุนวัตถุดิบไปยังผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น หรือวิกฤตเอลนีโญดันให้ราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่าที่คาด

แนะไทยดึงงบลงทุนเทคโนโลยีลงสู่ MSME-แก้โจทย์หนี้ด้วยการเติบโต

สำหรับประเด็นปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งโจทย์ด้านหนึ่ง คือ รัฐบาลต้องหาทางเพิ่มการเติบโตของเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน

อันนา ฟิงค์ เศรษฐกรอาวุโส ADB มีข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับไทยในช่วง 3-5 ปีข้างหน้าว่า ไทยต้องมีการยกระดับห่วงโซ่คุณค่า และการกระจายประโยชน์จากอุตสาหกรรมที่เติบโตไปสู่ส่วนอื่นของระบบเศรษฐกิจ

ฟิงค์ชี้ว่า ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมและจังหวัดที่มีรายได้สูง รวมถึงมีธุรกิจชั้นนำ แต่โจทย์สำคัญ คือ การดึงประโยชน์จากพื้นที่และอุตสาหกรรมเหล่านั้นไปสู่ส่วนอื่นของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผ่านการสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดเล็ก และรายย่อย (MSME) รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงาน

ฟิงค์ยกตัวอย่างการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (data center) และภาคเทคโนโลยีว่าเป็นโอกาสสำคัญของไทย แต่จำเป็นต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานและกรอบนโยบายรองรับ เพื่อให้เศรษฐกิจส่วนอื่นได้รับประโยชน์จากการลงทุนดังกล่าวด้วย ทั้งการพัฒนาทักษะแรงงานให้สามารถเข้าทำงานในอุตสาหกรรม IT และการสร้างกรอบกำกับดูแลเพื่อให้การลงทุนมีความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมและสามารถรับมือกับความเสี่ยงที่มากับการลงทุน

ขณะที่แอรอน แบทเท็น ผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประจำประเทศไทย แสดงความเห็นว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยมีมานานและเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดการเติบโตของการบริโภค เพราะเมื่อครัวเรือนมีภาระหนี้สูงขึ้น รายได้สุทธิที่เหลือสำหรับใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจก็ลดลง

แบทเท็นมองว่า การคลี่คลายปัญหาหนี้จำเป็นต้องเกิดขึ้นควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการเพิ่มขึ้นของรายได้ หากเศรษฐกิจเติบโตเร็วขึ้น สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อขนาดเศรษฐกิจก็สามารถลดลงได้ตามเวลา พร้อมระบุว่า ไม่จำเป็นต้องมุ่งจำกัดการเติบโตของสินเชื่อ เพราะอาจส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัวลง

สิ่งที่สำคัญกว่าระดับหนี้ คือ “คุณภาพของการเติบโตของสินเชื่อ” โดยแบทเท็นแสดงความเห็นว่า ภาคธนาคารไทยยังมีความน่าเชื่อถือ ขณะที่สัดส่วนหนี้เสีย (NPLs) ในกลุ่มหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน ทำให้ความเสี่ยงต่อภาคการเงินจากหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับต่ำ และตลาดทุนไทยยังมีเงินทุนพร้อมสนับสนุนการเติบโต โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การนำเงินทุนเหล่านั้นไปลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่และพื้นที่เศรษฐกิจที่กำลังเติบโต เพื่อสร้างรายได้และการเติบโตที่มากขึ้น

เศรษฐกิจอาเซียนโตปีนี้ 4.7% เวียดนามโตแรงสุด

สำหรับประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยเวียดนามมีการปรับเพิ่มประมาณการมากที่สุด ตามด้วยมาเลเซียและไทย ขณะที่อินโดนีเซียยังคงประมาณการเดิม

เมื่อพิจารณาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจรายประเทศในปี 2569 พบว่า เวียดนาม ขยายตัวสูงที่สุดในภูมิภาคที่ 7.8% ตามมาด้วย อินโดนีเซีย 5.2% มาเลเซีย 4.9% ติมอร์-เลสเต 4.0% สปป.ลาว 4.0% กัมพูชา 3.9% ฟิลิปปินส์ 3.3% เมียนมา 2.2% ไทย 2.0% และ บรูไน 1.2%

ส่วนแนวโน้มในปี 2570 อัตราการเติบโตจะนำโดยเวียดนาม ที่ 7.6% ตามมาด้วย อินโดนีเซีย 5.2%, ฟิลิปปินส์ 5.1% กัมพูชา 4.7% มาเลเซีย 4.7% สปป.ลาว 4.5% ติมอร์-เลสเต 4.1% และเมียนมา 2.7% ขณะที่ไทยและบรูไน ชะลอตัวลงมารั้งท้ายภูมิภาคร่วมกันที่ 1.9%

ADB รายงานรายละเอียดเพิ่มเติมว่า เวียดนาม ถูกปรับเพิ่มประมาณการเติบโตเป็น 7.8% ในปี 2569 และ 7.6% ในปี 2570 ตามการขยายตัวของภาคการผลิต การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่แข็งแกร่ง และภาคบริการที่ยืดหยุ่น ส่วนมาเลเซีย ถูกปรับเพิ่มเป็น 4.9% ในปี 2569 และ 4.7% ในปี 2570 จากแรงหนุนของวัฏจักรขาขึ้นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (data center)

ด้านอินโดนีเซีย ยังคงประมาณการไว้ที่ 5.2% ทั้งสองปี จากการบริโภค ภาคบริการ และสภาวะทางการคลังและสินเชื่อที่เอื้ออำนวย ขณะที่ฟิลิปปินส์ถูกปรับลดประมาณการปี 2569 เหลือ 3.3% เนื่องจากการลงทุนภาครัฐอ่อนแอ แม้คาดว่าจะเร่งตัวขึ้นเป็น 5.1% ในปี 2570

ทั้งนี้ ADB สรุปว่า ความแตกต่างของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคสะท้อนถึง 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมโยงกับอุปสงค์ภายนอกที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี การลงทุนภาครัฐและการสนับสนุนเชิงนโยบาย และสภาวะอุปสงค์ภายในประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...