เพื่อความปลอดภัย!
ด้วยภาพลักษณ์ของ “คนดี-ใจบุญ” ที่เคยพิพากษาผู้อื่น!
เมื่อวันหนึ่งสปอตไลต์แห่ง “การตรวจสอบ” จากสังคมและเพจดังต่างๆ หันกลับมาส่องเส้นทางการเงินในองค์กรของตัวเอง..
ก็..ทำให้เห็นสัจธรรมว่า “ความดี” ไม่ใช่ใบเบิกทางที่ใช้ “ยกเว้น” กฎเกณฑ์ใดๆ ได้!
และดรามาครั้งใหญ่ของคุณบุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ปลายทางจะจบลงอย่างไร ผู้คนในสังคมต่างก็พาคาดเดากันไปตามความรู้สึก
แต่ไม่ว่าจะจบอย่างไร กรณีของคุณบุ๋มก็น่าจะเป็น “อุทาหรณ์” (ราคาแพง) ให้แก่คนในสังคมได้บ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะในสองประเด็นหลัก
เรื่องแรก.. “ชีวิตคู่และความไว้ใจ” เพราะการเลือกหุ้นส่วนชีวิตผิด หรือการปล่อยปละละเลยไม่แยกแยะเรื่องส่วนตัวออกจากทรัพย์สินและบทบาทหน้าที่..
มันสามารถลากเอาชื่อเสียงและเงินทองที่สร้างมาทั้งชีวิตให้พังทลายลงได้ภายในพริบตา!
เรื่องที่สองซึ่งสำคัญที่สุดสำหรับสังคมไทยยุคนี้คือ “ความโปร่งใสขององค์กรการกุศล” กรณีนี้ย้ำเตือนใจคนทำงานสาธารณะทุกคน
ว่า ความตั้งใจดีอย่างเดียวไม่เพียงพอ การบริหารจัดการเงินบริจาคของประชาชนต้องมีระบบการบัญชีที่รัดกุม ตรวจสอบได้ทุกบาททุกสตางค์
และ..ต้อง “แยกขาด” จากบัญชีบุคคลอย่างเด็ดขาด!
เพราะเมื่อใดก็ตามที่ความคลุมเครือเกิดขึ้น ต่อให้ “น้ำตาของคนดี” ไหลหลั่งออกมามากแค่ไหน ก็ไม่อาจใช้เป็นหลักฐานแทนความโปร่งใสในการตรวจสอบของสังคมได้!
ส่วนเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการบันเทิงที่เคยกอด-เคยรัก-เคยชื่นชมศรัทธาก็อย่าเพิ่งผลักไส หรือตีตัวออกห่าง และไม่ควร “ซ้ำเติม” ด้วยวาจาใดๆ ในห้วงที่ใจจิตเธอย่ำแย่!
ครับ..จากดรามา “อดีตนางสาวไทย” ก็มาถึง “ดรามาอดีตนางเอก” กันบ้าง เห็นภาพ-ข่าวคุณเปิ้ล-จารุณี สุขสวัสดิ์ กันแล้วใช่ไหม?
ที่เธอหอบหิ้วเอกสารและหลักฐานเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อร้องขอความเป็นธรรมและปรึกษาข้อกฎหมายน่ะ!
แม้จะไม่ถึงกับเป็นภาพ “สะท้อนสังคมที่บาดลึก” แต่ก็ทำให้ได้เห็นว่า ปัญหาพิพาทกับ “โกดังเก็บสินค้าข้างบ้าน” ไม่ใช่แค่เรื่องของการกระทบกระทั่งระหว่างเพื่อนบ้าน
แต่มันคือเรื่องราวของคนคนหนึ่งที่ถูกลิดรอน “สิทธิพื้นฐาน” ในการอยู่อาศัยอย่างสงบสุข!
คุณจารุณีบอกว่าตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ตัวเธอ-ครอบครัวต้องเผชิญกับเสียงดังหนวกหูจากการขนย้ายสินค้า รถบรรทุกที่จอดขวางทางเข้าออกอยู่ตลอดเวลา
ซึ่งคนที่ไม่เคยเจอกับปัญหา-และตกอยู่ในสภาพนี้ย่อมจะไม่รู้ความรู้สึก ว่ามัน “กัดเซาะสุขภาวะทางจิตใจ” อย่างทุกข์ทรมาน พร้อมๆ กับความอัดอั้นแค่ไหน!
กระนั้น ความเจ็บปวดที่สุดอาจไม่ใช่ความเดือดร้อนที่ได้รับจากโกดังข้างบ้าน แต่อาจเป็น “ความนิ่งเฉยและการปล่อยปละละเลย” จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อทั้งอดีต-ปัจจุบัน..
ที่ปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ คาราคาซังจนกลายเป็นแผลเรื้อรังในใจเธอมานาน 5-6 ปี!
และลองขนาดคนที่มีชื่อเสียง มีต้นทุนทางสังคมอย่าง “คุณจารุณี สุขสวัสดิ์” ยังต้องโดดเดี่ยวและดิ้นรนต่อสู้ตามลำพัง ขอถามเถอะ..
แล้วประชาชนคนธรรมดาที่ไม่มีปากมีเสียง..พวกเขาจะหันไปพึ่งใครล่ะ..หือ?
ไม่แน่..การก้าวเท้าเข้าสู่กองปราบปรามของเธอ อาจไม่ใช่แค่ “การปกป้องสิทธิ” ของตัวเอง..
แต่จะช่วยเป็นปาก-เป็นเสียงแทนคนเมือง อีกนับแสนคนที่กำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกันก็เป็นได้!
ก็..ขอเป็นกำลังใจและหวังว่า “อดีตนางเอกยอดนิยม” คุณเปิ้ล จารุณี จะได้รับรอยยิ้ม ความเป็นธรรม และได้ “บ้านที่ปลอดภัย” กลับคืนมาในเร็ววัน!
แต่หากมันไม่ไหว สู้กับอิทธิพลข้างบ้านไม่ได้ ก็ขาย (บ้าน) เถอะ..
เพื่อความปลอดภัย สบายใจของตัวเอง!.
สันต์ สะตอแมน