กรมชลฯ หน่วงน้ำพื้นที่รับได้–เร่งระบายจุดวิกฤต-เตรียมพร้อมเครื่องจักรพื้นที่เสี่ยง
กรมชลประทาน บริหารจัดการน้ำทั่วประเทศเน้นการทำงานเชิงรุก หน่วงน้ำในพื้นที่ที่มีศักยภาพ เร่งระบายในจุดวิกฤต ติดตั้งเครื่องจักรในพื้นที่เสี่ยง พร้อมระดมกำลังช่วยเหลือประชาชนและแจ้งเตือนสถานการณ์ล่วงหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด
วันนี้ (6 ต.ค.69) เวลา 18.00 น. นายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาวิกฤติอุทกภัย เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและวางแผนบริหารจัดการน้ำ โดยมีผู้อำนวยการสำนัก และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พร้อมประชุมผ่านระบบ Video Conference ไปยังโครงการชลประทานในพื้นที่ต่าง ๆ
กรมชลประทาน ยังคงติดตามสภาพฝน น้ำเหนือ และพื้นที่ท้ายน้ำอย่างใกล้ชิด มีการปรับแผนให้ทันต่อสถานการณ์ โดยย้ำว่า “ความเดือดร้อนของประชาชนรอไม่ได้” พื้นที่ใดมีปัญหาให้เร่งนำเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และกำลังเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือ ส่วนพื้นที่ที่สถานการณ์คลี่คลายให้เคลื่อนย้ายทรัพยากรไปเสริมจุดที่ยังมีความเสี่ยงทันที
สำหรับ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา จะทยอยปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท จากแนวโน้มสถานการณ์น้ำทางตอนบนเริ่มลดลง ควบคู่ไปกับการปรับลดการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาให้เหมาะสม เพื่อควบคุมระดับน้ำเหนือเขื่อน แต่ยังคงติดตามปริมาณน้ำเหนือและสถานการณ์ฝนในระยะนี้อย่างใกล้ชิด
ด้านลุ่มน้ำยม ได้ใช้พื้นที่ทุ่งบางระกำช่วยหน่วงน้ำ เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง
ขณะที่ ภาคตะวันออก ยังคงเร่งระบายน้ำจากแม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำนครนายกลงสู่แม่น้ำบางปะกง พร้อมสนับสนุนเครื่องผลักดันน้ำ 28 เครื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำออกสู่ทะเล อย่างไรก็ตาม ช่วงน้ำทะเลหนุนสูงอาจส่งผลให้การระบายน้ำชะลอตัว
ส่วนลุ่มน้ำเพชรบุรี ยังคงติดตามสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิด เตรียมเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำประจำจุดเสี่ยง โดยเฉพาะพื้นที่ตอนล่างและอำเภอเมืองเพชรบุรี เพื่อเตรียมรับมือและเร่งระบายน้ำหากมีฝนตกเพิ่มในพื้นที่
ขณะเดียวกัน กรมชลประทานยังเร่งสูบและระบายน้ำในพื้นที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมเพิ่มกำลังสูบน้ำบริเวณคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ลดปริมาณน้ำสะสมและเตรียมพื้นที่ไว้รองรับฝนที่อาจตกเพิ่ม รวมทั้งเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ใน พื้นที่ภาคใต้ โดยประสานจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง เครื่องจักร กำลังเจ้าหน้าที่ และแผนเผชิญเหตุให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้ทันที
จนถึงขณะนี้ ได้มีการระดม เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รถบรรทุก และเครื่องจักรต่าง ๆ รวมประมาณ 786 หน่วย เข้าไปสนับสนุนพื้นที่ประสบภัยและพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ รวมไปถึงการมอบถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็นแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งจะเดินหน้าช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติ
กรมชลประทานได้เปิด ศูนย์ประสานงานการบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤต เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำหรับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำและต้องการขอความช่วยเหลือ สามารถประสานมายังศูนย์ฯ เพื่อแจ้งปัญหาและความต้องการในพื้นที่พร้อมสนับสนุนกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรตามความจำเป็น เข้าช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้เร็วที่สุด โดยประชาชนสามารถ แจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วนกรมชลประทาน 1460 หรือ 02-583-3495
….
#กรมชลประทาน