โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ด่านสิงขร” อยู่ที่ไหนกันแน่?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 31 ส.ค. 2565 เวลา 10.32 น. • เผยแพร่ 31 ส.ค. 2565 เวลา 09.44 น.
“ด่านสิงขร” ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ปัจจุบันเป็นจุดผ่อนปรนพิเศษ บริเวณชายแดนไทย-พม่า (ภาพจากห้องสมุดภาพมติชน)

ใครที่อ่านประวัติศาสตร์ พระราชพงศาวดารไทยย่อมจะค้นหู-คุ้นตาคำว่า “ด่านสิงขร” หรือ “ช่องสิงขร” ซึ่งเป็นเส้นทางที่พม่ายกทัพเข้ามาตีไทย หรือไทยยกทัพไปตีพม่ามาแต่โบราณ ตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยากระทั่งสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ว่ากันอย่างผิวเผินใครๆ ก็ชี้หรือบอกได้ว่าอยู่ที่ชายแดนด้านตะวันตกของเมืองประจวบคีรีขันธ์ ห่างจากถนนเพชรเกษมไปทางทิศตะวันตกประมาณ 12 กิโลเมตร ทางแยกเข้าด่านสิงขรอยู่บริเวณบ้านหนองบัว ต.เกาะหลัก หรือถัดไปอีก 1 กิโลเมตร ที่ทางแยกบ้านหนองหิน ต.คลองวาฬ ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของสี่แยกเข้าตัวเมืองประจวบคีรีขันธ์ประมาณ 5-6 กิโลเมตร

ตรงส่วนนี้เป็นส่วนที่แคบที่สุดของแผนที่ประเทศไทยนับจากเส้นกั้นพรมแดน (สันเขาตะนาวศรี) ถึงชายทะเล จ.ประจวบฯ ประมาณ 17-18 กิโลเมตร (แคบกว่าคอคอดกระมาก เพราะคอคอดกระยังมีระยะทางถึง 64 กิโลเมตร)

ใกล้ถึงพรมแดนมีโรงเรียนประถมศึกษาชื่อ โรงเรียนบ้านด่านสิงขร ตรงบริเวณด่านมี ด่าน ตม. (ตรวจคนเข้าเมือง) ชื่อเดียวกัน แต่หมู่บ้านจริงๆ กลับชื่อบ้านไร่เคราเป็นหมู่ที่ 6 ต.คลองวาฬ

ด่านสิงขรยังมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าช่องสิงขร หรืออีกชื่อหนึ่งว่าช่องสันพร้าว พม่าเรียกว่ามูด่อง มีศาลชื่อศาลเจ้าพ่อหินกอง อยู่ตรงเส้นกั้นพรมแดน เป็นศาลคู่ ศาลไทยหันหน้ามาทางทิศตะวันออก ศาลพม่าหันหน้าไปทางทิศตะวันตก หันหลังชนกัน คนทั่วไปที่มีประสบการณ์จากการอ่านอย่างเดียวรู้จักด่านสิงขรกันเท่านี้

แต่ถ้าไปถามคนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์แถวชายแดน หรือพวกพ่อค้าที่เดินทางเข้า-ออกไปค้าขายติดต่อกับคนไทยและคนพม่าในเมืองตะนาวศรีและเมืองมะริด (ซึ่งเป็นของไทยมาแต่ก่อน) แล้ว เขาจะตอบว่าไม่ใช่ สิงขรอยู่ไกลเข้าไปอีก เดินทางเท้าถึงสองวัน ระยะทางกว่า 80 กิโลเมตร

ผมเคยไปถามอย่างนี้มาแล้วและได้รับคำตอบอย่างนี้ แถมชี้ให้คนไทย 2-3 คนที่อยู่แถวด่านสิงขรว่า “คุณลองถามดูซี นั้นเป็นคนสิงขรทั้งนั้น”

คนที่นั่นเรียกคนไทยที่อพยพหนีภัยมาจาก ต.สิงขร เมืองตะนาวศรี ประเทศพม่าว่า คนสิงขร หรือไทยสิงขร คนเหล่านี้เชื้อชาติไทย สัญชาติพม่า เพราะเป็นคนไทยติดแผ่นดินอยู่ในประเทศพม่า ครั้งมีการปักปันเขตแดนกันใหม่เมื่อ พ.ศ. 2411 จึงต้องกลายเป็นพลเมืองของพม่าไป แต่ยังคงไปมาหาสู่เดินทางมาเยี่ยมญาติในเมืองประจวบฯ หรือไปมาค้าขายกับไทยอยู่เสมอ เมื่อมีภัยก็อพยพเข้ามาอยู่เมืองไทย ทางการจัดให้อยู่ที่ด่านสิงขร เป็นศูนย์ไทย (สัญชาติพม่า) อพยพมีประมาณ 200 คนเศษ ได้คุยกันแล้วทุกคนก็ยืนยันว่า ต.สิงขรบ้านของตนอยู่ลึกเข้าไปในพม่าอีก เดินทางเท้าถึง 2 วัน

นี่เป็นหลักฐานพยานบุคคล แต่ในทางเอกสารที่เป็นพยานหลักฐานก็มีอยู่มาก เช่น

1. ประวัติชาติไทยของพระบริหารเทพธานี เล่ม 2 (พระนคร : ประจักษ์วิทยา, 2512 หน้า 318) กล่าวถึงเหตุการณ์ที่พม่ายกทัพมาตีไทยในปี พ.ศ. 2302 (สมัยพระเจ้าเอกทัศน์) ว่า

“…กองทัพของพระราชรองเมืองได้ว่าที่พระยายมราชแม่ทัพ ได้เข้าไปถึงแก่งตูม ยังไม่ถึงด่านสิงขร…”

2. ไทยรบพม่า พระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (พระนคร : รุ่งวัฒนา, 2514 หน้า 320) ว่า

“…กองทัพพระยายมราชยกไป ไม่ทันจะรักษาเมืองตะนาวศรี-เมืองมะริด พอข้ามแนวเขาบรรทัดออกไปถึงด่านสิงขร ก็ได้ความว่าเมืองตะนาวศรี-เมืองมะริดเสียแก่พม่าแล้วจึงตั้งอยู่ที่แก่งตุ่มปลายน้ำตะนาวศรี หวังจะรอกองทัพหนุนหรือจะบอกขอกำลังอย่างใดหาปรากฏไม่ ฝ่ายพม่าเตรียมจะยกกองทัพเข้ามาในหัวเมืองไทยอยู่แล้ว ครั้นรู้ว่ากองทัพไทยไปตั้งอยู่ที่ปลายน้ำ มังระจึงให้มังฆ้องนรธายกมาตีกองทัพพระยายมราช กองทัพพระยายมราชไม่มีที่มั่นก็แตกพ่าย…”

3. พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 2 (พระนคร : คลังวิทยา, 2516 หน้า 255) ว่า

“…ทัพพระยายมราชไปตั้งค่ายรับอยู่ที่ ต.แก่งตุ่ม ทัพพระยารัตนาธิเบศไปตั้งค่ายมั่นอยู่ ณ เมืองกุยบุรี… (ที่เหลือข้อความทํานองเดียวกัน)…”

4. เอกสารอื่นๆ เช่น พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ, ประชุมพงศาวดารฉบับที่ 82, พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฯลฯ กล่าวข้อความทำนองเดียวกันทั้งสิ้น

สรุปสาระได้เป็น 2 กระแส ดังนี้

กระแสที่ 1 ด่านสิงขรไม่ได้อยู่ที่นี่ กระแสความเห็นนี้ เป็นของพระบริหารเทพธานี นักประวัติศาสตร์ ผู้เคยเป็นเจ้าเมืองประจวบฯ สรุปสาระสำคัญตามนัยในข้อ 1 ว่า บริเวณที่เรียกว่า แก่งตูม (ที่ทัพไทยแตก) ยังไม่ถึงด่านสิงขร

กระแสที่ 2 ด่านสิงขรอยู่ที่นี่ ข้อความในเอกสารที่เหลือ (ข้อ 2-4) ระบุว่า ตรงด่านสิงขรปัจจุบันนี้คือด่านสิงขรในประวัติศาสตร์ และระบุชื่อสถานที่ที่ทัพไทยแตกว่าแก่งตุ่ม (ในขณะที่พระบริหารเทพธานีระบุว่าแก่งตูม) และว่าอยู่ปลายน้ำตะนาวศรี

สองกระแสนี้ขัดกันอย่างขาวกับดำ

มีข้อเท็จจริงที่น่าพิจารณาอยู่ 2-3 ข้อ คือ

1. ไทยกับพม่าปักปันเขตแดนกันใหม่ในสมัยปลาย ร. 4 (พ.ศ. 2411) อังกฤษขอใช้เทือกเขาตะนาวศรีเป็นพรมแดน เดิมพรมแดนเมืองประจวบฯ (เมืองคลองวาฬ, เมืองเกาะหลัก) กับเมืองตะนาวศรี ลึกเข้าไปทางทิศตะวันตกอีกร่วม 70 กิโลเมตร (ยังมีช่องเขาแดนเดิมชื่อเขาแดนน้อย และเคยมีหลักเขตประเทศอยู่ด้วย)

2. เมืองสิงขร (ปัจจุบันคือ ต.สิงขร ขึ้นกับเมืองตะนาวศรี) ยังมีอยู่จริง เป็นชุมชนไทยในพม่าที่ใหญ่ที่สุด ในบรรดาชุมชนไทยติดแผ่นดินทั้ง 5 ตำบล

3. แม่น้ำตะนาวศรีไหลจากเหนือมาใต้ (ขนานกับพรมแดนไทย) ถึงเมืองตะนาวศรี (ซึ่งอยู่ตรงสามแยกที่แม่น้ำตะนาวศรีกับแม่น้ำตะนาวศรีน้อยไหลมาบรรจบกัน) แล้วไหลย้อนขึ้นไปทางทิศพายัพไปออกทะเลอันดามันที่เมืองมะริด (ซึ่งเป็นข้อที่น่าสังเกตในเรื่องที่ประวัติศาสตร์ไทยบันทึกข้อมูลไว้ว่าปลายน้ำตะนาวศรี) ส่วนแม่น้ำตะนาวศรีน้อยไหลไปจากเทือกเขาตะนาวศรี (ในเขตแดนไทยสมัยนั้น) จากตะวันออกไปทางตะวันตก ถึงเมืองสิงขรแล้ววกขึ้นเหนือไปบรรจบกับแม่น้ำตะนาวศรี (ใหญ่) ที่เมืองตะนาวศรี (ดูแผนที่ประกอบ)

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตรงบริเวณด่านสิงขร (ปัจจุบัน) ทางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้จัดทำบอกประวัติ (ก่อด้วยอิฐถือปูนอย่างถาวร) เป็นข้อความระบุว่าที่ตรงนี้มิใช่ด่านสิงขรดั้งเดิม และกล่าวถึงข้อผิดพลาดในการปักปันเขตแดนไว้ด้วย

แน่นอนที่ว่าข้อความนี้กระทบกระเทือนถึงคนบางคนผู้สืบตระกูลจากผู้รับผิดชอบในการปักปันเขตแดนครั้งนั้น (ซึ่งมีทั้งบุคคลระดับชาติและระดับจังหวัด) ปัจจุบันป้ายจารึกนี้ถูกทุบทำลาย และผู้ว่าราชการจังหวัดรุ่นหลังๆ เมื่อต้องกล่าวถึงด่านสิงขรก็งดเว้นที่จะกล่าวถึงประเด็นนี้ ป้ายนี้ผมได้เห็นครั้งสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. 2532 ต่อมาผมไปอีกเมื่อ พ.ศ. 2542 ก็เห็นว่าหายไปแล้ว (ทราบว่าถูกเก็บมาหลายปีแล้ว) แต่โชคดีที่ผมได้ถ่าย (ดูภาพและอ่านข้อความจะทราบประวัติด่านสิงขรอย่างดี)

สรุปความเห็นเป็นการบ้านสำหรับนักประวัติศาสตร์ 3 ประเด็น ดังนี้

ประเด็นที่ 1 ด่านสิงขรปัจจุบันนี้เป็นการอุปโลกน์ขึ้นมามอมเมาหรือไม่ บางท่านแก้ว่าด่านสิงขรหรือช่องสิงขรคือช่องทางไปสู่เมืองสิงขร ข้อนี้ผมไม่เห็นด้วย เพราะดูชื่อด่านต่างๆ เช่น ด่านเจดีย์สามองค์ ด่านบ้องตี้ ด่านทับตะโก ด่านท่ากระดาน ด่านแม่ละเมา ฯลฯ ก็ระบุชัดว่าที่ตรงนั้นนั่นเองเป็นด่านหรือเมืองด่าน ไม่มีธรรมเนียมที่เรียกชื่อสถานที่ให้ชี้เส้นทางไปสู่เมืองด่านซึ่งอยู่ที่อื่น อย่างที่อ้างว่าด่านสิงขรคือช่องทางไปสู่เมืองสิงขร (ซึ่งไม่เข้าพวกอยู่แห่งเดียว)

ประเด็นที่ 2 แก่งตูม แก่งตูมของพระบริหารเทพธานี และแก่งตุ่มของเอกสารอื่น ข้อนี้น่าจะชำระประวัติศาสตร์กัน (อย่างน้อยก็ทำเชิงอรรถหรือหมายเหตุ) เพราะในแถบกุยบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ไม่มีสถานที่ชื่อแก่งตูม หรือแก่งตุ่ม มีแต่แก่งตูมซึ่งอยู่ห่างจากด่านสิงขรปัจจุบันเข้าไปในเขตพม่า (เขตไทยสมัยก่อน) ประมาณ 20 กิโลเมตร เป็นส่วนของแม่น้ำตะนาวศรีน้อย (ตั้งชื่อตามเสียงน้ำกระทบหินในแก่ง) ดังนั้นพระบริหารเทพธานีจึงเขียนว่า ถึงแก่งตูมแต่ยังไม่ถึงด่านสิงขร แต่ถ้าเป็นฉบับอื่น (ถือด่านสิงขรปัจจุบันเป็นหลัก) จะต้องเขียนว่า ถึงด่านสิงขร แล้วแต่ยังไม่ถึงแก่งตุ่ม (อ่านในไทยรบพม่า)

ประเด็นที่ 3 ปลายน้ำตะนาวศรี คำว่าปลายน้ำตะนาวศรีน่าจะพลาดไป เพราะถ้าเป็นปลายน้ำตะนาวศรี (ใหญ่) พม่ายึดเมืองตะนาวศรี-มะริดอยู่ไทยจะเข้าไปได้อย่างไร แต่ถ้าเป็นแม่น้ำตะนาวศรีน้อย (ดูแผนที่ประกอบ) ก็ต้องเป็นต้นน้ำตะนาวศรีไม่ใช่ปลายน้ำ ข้อนี้ประวัติศาสตร์ขัดแย้งกับภูมิศาสตร์ (กลับต้นน้ำเป็นปลายน้ำ) น่าจะพิจารณาชำระ

สรุปว่า ผมเห็นด้วยกับพระบริหารเทพธานีและชาวเมืองประจวบฯ ทั่วไปว่า ด่านสิงขรคือเมืองสิงขร (ในพม่า) หรือ ต.สิงขร (ในพม่า) ไม่ใช่ด่านสิงขรในปัจจุบันที่โมเมร่นเข้ามา เมื่อปักปันเขตแดนใหม่แล้ว

ที่เห็นอย่างนี้มิได้เห็นด้วยอย่างไร้ข้อมูล เพราะผมรับคำเชิญจากคนไทยใน ต.สิงขร (ในพม่าปัจจุบัน) เข้าไปเยี่ยมชมมาแล้ว ได้เห็นสถานที่ในประวัติศาสตร์ เช่น แก่งตูม ทัพพระยา เมืองสิงขรเก่า (ยังมีกำแพงเมืองเหลืออยู่) ฯลฯ และได้สัมผัสคนไทย 5 ตำบล ในเมืองตะนาวศรี ซึ่งยังเกาะกลุ่มกันอยู่อย่างเหนียวแน่นจำนวนหลายหมื่นคน เป็นคนไทยที่ยังใช้ภาษาไทยสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน และยังยึดวัฒนธรรมไทยไว้อย่างมั่นคง ซ้ำยังมีเยื่อใยผูกพันกับคนไทยในแผ่นดินแม่ไม่ขาดสาย

ประวัติศาสตร์ไทยยังมีข้อมูลที่รอการชำระสะสางอีกมาก สัจจะไม่ควรถูกปิดบังด้วยความเกรงใจ อิทธิพล และความไม่ใส่ใจของผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ผมเสนอหลักฐานเป็นการจุดชนวนเพื่อรื้อฟื้นขึ้นแล้ว เชิญผู้รู้ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นและสานต่อเพื่อความสมบูรณ์ของประวัติศาสตร์ไทยต่อไป

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!!สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 31 สิงหาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...