หยางหลานฮวา คุณหนูไร้ค่าท้ายจวนเจ้ากรมคลัง
ข้อมูลเบื้องต้น
เธอเคยเป็นนักฆ่าที่ไร้หัวใจ ก่อนตื่นขึ้นในร่างคุณหนูที่ถูกเหยียบย่ำ…ครั้งนี้ เธอจะใช้เลือดล้างแค้น และเขียนชะตาใหม่ด้วยปลายมีด!
เขียน : 宁成/หนิงเฉิง
ภาพปก : Pinklady
ภาพอาร์ตตัวอักษร : Pinklady
สงวนลิขสิทธิ์หนังสือเล่มนี้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ไม่อนุญาตให้ผู้ใดคัดลอก ทำช้ำ ดัดแปลง ถ่ายภาพ นำไปบันทึกเสียง ถ่ายสำเนา สแกนเนื้อหาหรือเผยแพร่ด้วยรูปแบบและวิธีการอื่นใด นำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้เชิงพาณิชย์เพื่อสร้างฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นลายลักษณ์อักษรแล้วเท่านั้น
คำชี้แจงจากไรท์
NC ไม่หันเข้ากำแพง พล็อตเรื่องไม่ชับซ้อนมีความรุนแรงด้านเนื้อหาบางช่วง การมีเพศสัมพันธ์แบบกึ่งสมยอม ตัวละครอาจมีพฤติกรรมที่ไม่สมควร คำพูดและการกระทำอาจไม่สมเหตุสมผลไม่ควรลอกเลียนแบบ
นิยายเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของไรท์ อาจมีคำพูดหรือเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม หากนิยายเรื่องนี้ไม่ตรงความต้องการของท่าน สามารถเลื่อนผ่านได้เลยนะคะ และขอความกรุณาไม่ทิ้งคอมเม้นท์บั่นทอนจิตใจไรท์น๊า (ไรท์ใจบาง)
E-book : เจอกันเร็วๆ นี้นะคะ ในช่วง 7 วันแรกจะจัดโปรลดจากราคาปกติ 30%และจะไม่พบราคานี้อีก ตอนพิเศษจะปรากฏแค่ในอีบุ๊กเท่านั้น *เดี๋ยวไรท์แจ้งวันอีกทีนะคะ
ปล. เรื่องนี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์อักษรโดยมืออาชีพนะคะ อาจมีคำผิด คำตกหล่น นิ้วเบียดไปบ้าง ขออภัยในความผิดพลาดนี้ด้วยจะทำการแก้ไขโดยเร็วค่ะ
*ไรท์จะติดเหรียญด้วยนะคะ*
ขอขอบคุณนักอ่านที่น่ารัก ที่คอยสนับสนุนผลงานไรท์เสมอมานะคะ (กราบงามๆ เจ้าค่ะ)
บทนำ
บทนำ
ในเมืองหลวงแคว้นหลงเฉิงที่รุ่งเรืองด้วยขุนนางและวีรบุรุษนับร้อยนับพัน ‘หยางหลานฮวา’ …เป็นเพียงชื่อที่แทบไม่มีใครเหลียวแล
นางคือบุตรีคนรองของเจ้ากรมคลัง ‘หยางจื้อหมิง’ เกิดจากภรรยาหลวงผู้ล่วงลับ หญิงสาวที่เคยมีเชื้อสายสูงศักดิ์และพรสวรรค์เหนือธรรมดา แต่ชะตากลับมิได้เมตตา ครั้นหยางหลานฮวาอายุได้เพียงห้าขวบ มารดาก็ล้มป่วยและสิ้นใจ ทิ้งเด็กน้อยผู้หนึ่งให้เผชิญกับความโดดเดี่ยวท่ามกลางจวนที่เคยอบอุ่น
ในยุคที่สายเลือดหมายถึงอำนาจและเกียรติยศ การไร้เสาหลักค้ำจุนเช่นนี้เปรียบเสมือนเรือลำเล็กท่ามกลางมหาสมุทร บิดาของนางแม้จะรักบุตรสาวอยู่บ้าง แต่ภาระการงานและอำนาจก็ทำให้เขาหลงลืมสิ่งสำคัญ หยางหลานฮวาถูกปล่อยให้เติบโตอย่างไร้ผู้คุ้มครอง ท่ามกลางเล่ห์เหลี่ยมของสตรีในจวน
และไม่นาน…ภรรยารองนามว่า ‘ฉินซูเหยียน’ ก็ถูกแต่งตั้งเป็นภรรยาเอกคนใหม่ หยางซูเม่ยบุตรของนางหรือคุณหนูใหญ่ของจวนกลายเป็นบุตรสาวภรรยาเอกทันที นางทั้งเฉลียวฉลาด รูปร่างงดงามเสมือนบุปผาแรกแย้ม ในสายตาผู้คนทั้งหลาย หยางซูเม่ยคือ "คุณหนูแห่งจวนตระกูลหยาง" ตัวจริง
ในขณะที่หยางหลานฮวาคือเงาที่ไม่ใคร่มีใครจดจำ เป็นเพียงเด็กสาวผิวขาวซีด ร่างกายอ่อนแอ และขี้โรค พรสวรรค์ด้านพลังปราณที่เคยเชิดหน้าชูตาก็ถูกสองแม่ลูกจงใจปล่อยปละละเลย อาจารย์ที่เคยมาฝึกสอนก็ถูกพวกนางเลิกจ้างด้วยเหตุผลต่างๆ นานๆ งานพิธีสำคัญ ใครกันเล่าจะเรียกหาคุณหนูรองที่ไม่มีทั้งมารดาและเกียรติยศ?
กระนั้น…หยางหลานฮวาก็มิใช่คนดื้อด้าน นางรู้ดีถึงสถานะของตน และไม่เคยแม้แต่จะดิ้นรน นางเรียนรู้ที่จะนิ่งเงียบ ยอมรับเศษเสี้ยวความรักของบิดาเมื่อมี เก็บคำดูแคลนเย้ยหยันจากสองแม่ลูกและบ่าวไพร่ในจวนไว้เงียบๆ ดุจหยาดน้ำแข็งที่หยดลงสู่เหวลึก
แท้จริงแล้ว หยางหลานฮวาไม่ได้ไร้ปัญญา หากแต่ความขลาดกลัว ที่เกิดจากการถูกทอดทิ้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า กดทับจิตใจนางเสียจน…แม้โอกาสจะผ่านเข้ามา นางก็ไม่กล้าเอื้อมมือคว้า จนกระทั่งหยางหลานฮวาไปร่วมงานเลี้ยงเมื่อไม่นานมานี้ ก่อนหายนะจะมาเยือน…
หยางซูเม่ยมีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองหลวง ทั้งงามเลิศ ทั้งเยือกเย็นเฉลียวฉลาด เป็นที่หมายตาของเหล่าคุณชายตระกูลใหญ่ แต่…โลกนี้ไม่เคยมีที่ให้กับ "ดวงจันทร์สองดวง" ส่องแสงพร้อมกัน
กระทั่งฮูหยินผู้เฒ่าจวนจวิ้นกั๋วกงผู้มีอำนาจในราชสำนักเพียงชำเลืองเห็นหยางหลานฮวาในงานเลี้ยงเล็กๆ งานหนึ่ง ด้วยความเอ็นดู จึงเอ่ยปากชมว่านางมี "รูปโฉมงดงามลึกล้ำ ดูอ่อนช้อย" ยิ่งกว่าคุณหนูใหญ่เสียอีก
นั่น…คือประกายไฟแรกที่จุดชนวนความริษยาในแววตาของหยางซูเม่ย บัดนั้น หยางหลานฮวาไม่ใช่น้องสาวไร้ค่าที่นางจะเหยียบย่ำเล่นอีกต่อไป แต่เป็น ภัยเงียบ ที่ต้องกำจัดเสียให้สิ้น!
ระหว่างทางกลับจากงานเลี้ยงหยางซูเม่ยจึงทำการการวางยาในน้ำชาของหยางหลานฮวา เมื่อนางหมดสติก็ส่งนางขึ้นรถม้าอีกคันไปยังสนามประลองชิงหลงที่อยู่กลางเมืองหลวง
ในยุทธภพไม่มีสถานที่ใดเลื่องชื่อเทียบเท่าสนามประลองชิงหลงแห่งนี้ได้อีกแล้ว สนามประลองชิงหลงเป็นเวทีประลองยุทธ์ที่เก่าแก่และโหดเหี้ยมที่สุดในปฐพี ผู้คนทั่วหล้าต่างขนานนามมันว่าเป็นแดนประลองของเหล่ายอดฝีมือที่เดิมพันด้วยชีวิต เสียงกลองส่งสัญญาณเริ่มต่อสู้ดังกึกก้องสะท้อนทั่วลานประลองกว้างใหญ่ ผู้กล้าจากทุกสารทิศต่างใฝ่ฝันจะขึ้นเหยียบเวทีแห่งเกียรติยศนี้สักครั้ง แม้รู้ดีว่าการก้าวขึ้นไปหมายถึงการเดินเข้าสู่ประตูแห่งความตายแล้วครึ่งหนึ่ง
สนามประลองชิงหลงถูกสถาปนาขึ้นเพื่อเป็นเวทีประลองยุทธ์อันสูงสุด ที่ซึ่งความเป็นความตายวัดกันด้วยหมัดมวยอย่างแท้จริง เมื่อก้าวเข้าสู่สนามแล้วพลังปราณของผู้ที่ประลองจะถูกผลึกไว้ด้วยศิลากลืนกิน จุดประสงค์ของสนามนี้คือให้จอมยุทธ์ทั้งหลายได้ทดสอบฝีมือและสะสางความแค้นโดยไม่มีพันธะภายนอกใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง
กฎเหล็กของสนามประลอง คือก่อนการต่อสู้ทุกครั้ง ผู้เข้าประลองทุกคนต้องทำสัตยาบันโลหิตลงในวงแหวนอาคมกลางลานประลอง เลือดหยดนั้นคือพันธสัญญาว่า ไม่ว่าจะเกิดผลลัพธ์เช่นไร จะไม่มีการติดตามอาฆาตจองเวรหรือเอาผิดใดๆ ในภายหลัง
เมื่อก้าวเข้าสู่สนามแล้ว ชีวิตและความตายของผู้ประลองขึ้นอยู่กับฝีมือและวาสนาของแต่ละคนโดยแท้จริง ไม่มีข้อยกเว้น สำหรับใครทั้งสิ้น เพราะเหตุนี้เอง สนามประลองชิงหลงจึงขึ้นชื่อว่าเป็นลานประลองที่โหดเหี้ยมไร้ปรานีที่สุด ผู้แพ้ย่อมสูญสิ้นทุกสิ่ง แม้แต่ชีวิตของตน ส่วนผู้ชนะก็ได้รับทั้งชื่อเสียงและรางวัล แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการที่มือเปื้อนเลือด…
เสียงกลองศึกดังกระหึ่ม ฟาดฟันสายลมจนทั่วลานประลองสะเทือนเลือนลั่น หยางหลานฮวาลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า แสงอาทิตย์อันเจิดจ้าแทงทะลุเปลือกตาจนต้องหลับตาแน่นอีกครั้ง ลมหายใจขาดห้วง กลิ่นคาวโลหิตเจือฝุ่นดินแห้งแล้งตีขึ้นมาจนแทบสำลัก ร่างกายทั้งร่างหนักอึ้งราวแบกหินนับพันชั่ง มือไม้ชาเย็นไร้เรี่ยวแรง
'…ที่นี่…ที่ไหน?'
สมองที่พร่าเบลอพยายามเรียบเรียงความทรงจำ นางจำได้ว่าเมื่อคืนนางกำลังเดินทางกลับจากงานเลี้ยง เอ๊ะ! น้ำชา กลิ่นหอมแปลกประหลาด… แล้วความมืดก็กลืนกินทุกสิ่ง
"ลุกขึ้น! ลุกขึ้นเสียที!"
"นังหนูนั่นคิดจะนอนตายอยู่ตรงนั้นหรือ!"
ทันใดนั้นเสียงโห่ร้องกึกก้องราวสายฟ้าฟาดดังขึ้นรอบตัว ดึงสติของหยางหลานฮวากลับมา ชายฉกรรจ์ในชุดเกราะหนังสภาพหยาบกระด้าง เดินอาดๆ ตรงมายังร่างที่นอนแน่นิ่งของหลานฮวา เขาเอื้อมมือคว้าคอเสื้อของนาง ดึงร่างเล็กขึ้นจากพื้นด้วยแรงมหาศาลที่แทบทำให้กระดูกแหลกละเอียด
"กฎของสนามชิงหลง เมื่อเข้ามาแล้วไม่มีผู้ใดยกเว้น" เขาขบกรามกล่าวเสียงขุ่น "ไม่ว่าผู้ใดก็ตาม… ต้องลงสัตยาบันโลหิต!"
เสียงกลองยังคงดังกระหน่ำรัวในอากาศ หยางหลานฮวาถูกกึ่งลากกึ่งจูงไปยังลานวงกลมกลางสนาม ที่นั่น วงแหวนอาคมขนาดใหญ่ถูกสลักบนพื้นหินอย่างพิถีพิถัน รอยสลักสว่างเรืองรองด้วยแสงสีแดงสลัว ราวกับโลหิตนับร้อยนับพันหยาดหลั่งหล่อเลี้ยงมันอยู่
มือหยาบกร้านของชายฉกรรจ์บังคับให้หยางหลานฮวายืนหยัดอยู่กลางวง อีกมือหนึ่งยื่นมีดสั้นด้ามเหล็กเย็นเฉียบจ่อเข้าที่ปลายนิ้วของนาง
"หยดเลือดลง…เดี๋ยวนี้!" เสียงคำรามเย็นเยียบเฉียบขาด
หยางหลานฮวาสั่นสะท้าน สมองยังพร่าเบลอ แต่สัญชาตญาณบอกนางว่าหากขัดขืน มีเพียงความตายอย่างสยดสยองรออยู่ ทำก็ตาย ไม่ทำก็ตาย นางมีทางเลือกด้วยหรือ?
นิ้วเรียวถูกปลายมีดกรีดแผลบางๆ เลือดสีแดงสดหยดหนึ่งไหลร่วงตกลงบนวงแหวนอาคมเบื้องล่าง ทันทีที่เลือดสัมผัสพื้นหิน รอยสลักแดงฉานนั้นพลันสว่างวาบขึ้นราวกับเปลวไฟ ร้อนแรงจนความเย็นยะเยือกของใจคนถูกแผดเผาจนเกรียม
พลังบางอย่างราวสายลมเย็นไหลซึมผ่านเท้าขึ้นมาสู่ร่างกายหลานฮวา สลักสัญญาแห่งชีวิตและความตายลงในจิตวิญญาณของนางโดยมิอาจต่อต้าน
เสียงโห่ร้องรอบสนามดังกึกก้องยิ่งกว่าเดิม พวกเขาร้องเรียกการประลอง ร้องเรียกเลือด ร้องเรียก…ความตายนาง…
"ผู้ประลองฝ่ายซ้าย!" เสียงประกาศจากหอคอยสูงตวาดก้อง
หยางหลานฮวาขยับดวงตาสั่นระริกเงยหน้าขึ้นมอง
ตรงข้ามคือชายร่างสูงใหญ่ดั่งหินผา ยืนอยู่ในชุดเกราะหนังสีน้ำตาลดำ ใบหน้าเหี้ยมเกรียมดุจหมาป่าล่าเหยื่อ พลังชีวิตแผ่ซ่านออกมาจากทุกท่วงท่า มือทั้งสองกำแน่นพร้อมจะบดขยี้สิ่งใดก็ตามที่ขวางทาง ทันใดนั้นเสียงฆ้องพลันดังขึ้นเป็นสัญญาณเริ่มต้น
ไร้การเตรียมพร้อม…
ไร้การให้โอกาส…
เพียงชั่วพริบตา ชายร่างยักษ์ก็พุ่งทะยานตรงเข้ามาดั่งอสูรคลั่ง หยางหลานฮวาผู้ซึ่งร่างกายอ่อนระโหย และจิตใจพร่าเบลอ ทำได้เพียงเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง หมัดขนาดเท่าชามก๋วยเตี๋ยวซัดเข้าที่อกซ้ายของนางเต็มแรง
เสียงกระดูกแหลกดังลั่น โลหิตพุ่งกระเซ็นเป็นเส้นโค้งกลางอากาศ ร่างบางของหยางหลานฮวาปลิวกระเด็นราวเศษผ้าขาด ถูกเหวี่ยงไปกระแทกพื้นหินแข็งด้วยเสียงหนักแน่น เลือดสดๆ พลันไหลทะลักออกจากปาก
เสียงผู้ชมโห่ร้องอย่างบ้าคลั่งรอบตัว แต่สำหรับหลานฮวา…ทุกอย่างกลับเงียบงันลงอย่างน่าประหลาด ดวงตากลมโตคู่นั้นพร่ามัว แสงอาทิตย์ในยามสายบิดเบี้ยว…เลือนราง ความเจ็บปวดแล่นแปลบไปทั่วสรรพางค์…แล้วก็ค่อยๆ จางหาย ราวกับร่างกายนี้มิใช่ของนางอีกต่อไป
'ข้า…กำลังจะตาย…หรือ…'
ความคิดสุดท้ายผุดวาบขึ้นในห้วงสติที่ดับวูบลงช้าๆ หยางหลานฮวาไม่แม้แต่จะได้กรีดร้อง ไม่แม้แต่จะได้กล่าวคำลา เด็กสาวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคุณหนูที่คนในตระกูลทะนุถนอม…บัดนี้กลายเป็นเพียงร่างเย็นเฉียบที่ไร้ญาติไร้มิตรนอนนิ่งอยู่กลางลานหินแข็งของสนามประลองชิงหลง ท่ามกลางเสียงเชียร์ที่เหี้ยมโหดไร้หัวใจ
เลือดสีแดงเข้มค่อยๆ ซึมลงในรอยสลักของวงแหวนอาคม เสริมพลังให้พันธะโลหิตที่กลืนกินดวงวิญญาณของผู้แพ้ไปเป็นเชื้อไฟอีกหยดหนึ่งของเวทีอำมหิตนี้
ไร้ผู้ไว้อาลัย…
ร่างที่นอนนิ่งนั้น จมลึกลงสู่ความมืดมิด ทว่าในเสี้ยวจังหวะนั้นเอง ท่ามกลางเสียงโห่ร้องอย่างยินดีของผู้ที่ชนะพนัน เปลวแสงสีทองหม่นบางเบา…เริ่มไหลรินออกจากรอยแตกร้าวของวงแหวนโลหิต และบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ควรเกิดขึ้น…
ก็ได้-ถือ-กำ-เนิด-ขึ้น-แล้ว…
สนามประลองชิงหลง
ร่างบอบบางของหญิงสาวนอนสงบนิ่งอยู่บนพื้นเย็นเยียบของสนามประลองชิงหลง ความรู้สึกแรกที่แทรกผ่านม่านแห่งความมืดคือความเจ็บปวดแล่นแปลบไปทั่วกาย เปลือกตาหนักอึ้งของหยางหลานฮวาค่อยๆ ปรือขึ้นเผยให้เห็นท้องฟ้าสีเทาหม่นด้านบน ความคิดสับสนเล็กน้อยกับภาพพร่าเลือนตรงหน้า
'…ที่นี่…ที่ไหนวะ?'
ทว่าสัญชาตญาณของนักฆ่าที่สั่งสมมาช่วยให้หญิงสาวผู้มาใหม่ระงับความตระหนกไว้ได้ ‘เฟิงอู่เยา’ พยายามรวบรวมสติว่าที่นี่ที่ไหน แล้วเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ทว่าในห้วงคิดนั้นกลับมีภาพชีวิตอันแสนเลวร้ายของหญิงสาวอีกคนหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว
ภาพเด็กสาวผอมโซถูกตะคอกดุด่าและถูกโบยตีจนร่างสั่นเทา ภาพวัยเยาว์ที่ต้องทนทุกข์กับความหิวโหยและเหน็บหนาวอย่างเดียวดาย และภาพดวงตาหม่นมืดที่เฝ้ามองผู้คนหันหลังทอดทิ้งนางไปทีละคน…
ความทรงจำเหล่านั้นทั้งขื่นขมและเจ็บปวดราวบาดแผลสดที่กรีดลึกลงกลางใจ หญิงสาวสะท้านวูบ เฟิงอู่เยารับรู้ทันทีว่าภาพเลวร้ายเหล่านั้นไม่ใช่อดีตของเธอ
นาม ‘หยางหลานฮวา’ ค่อยๆ ลอยเด่นขึ้นในห้วงสติราวกับจะบอกให้รู้ว่าร่างนี้เคยเป็นของผู้ใด
ทว่าเธอไม่ใช่หยางหลานฮวา… เฟิงอู่เยาย้ำกับตนเองในใจ แท้จริงแล้วเธอคือมือสังหารสาวจากอีกโลก เธอถูกยิงเพราะเอาตัวบังกระสุนให้เพื่อนขณะทำภารกิจ โชคชะตาพัดพาให้วิญญาณมาสิงอยู่ในร่างหญิงสาวผู้น่าสงสารนี้ ความจริงอันน่าเหลือเชื่อค่อยๆ กระจ่างชัดขึ้นในความคิดของเธอทีละน้อย รสคาวเลือดแตะปลายลิ้นปลุกให้เธอตื่นเต็มตาในพริบตา
ความทรงจำสุดท้ายของหยางหลานฮวาค่อยๆ แจ่มชัดขึ้น เธอเห็นตนเองถูกผู้ดูแลสนามประลองกระชากลากถูและเหวี่ยงลงสู่สังเวียนประลองอันโหดเหี้ยมโดยปราศจากแม้แต่โอกาสจะต่อสู้ ไม่นานร่างนั้นก็ถูกหมัดของคู่ต่อสู้สังหารอย่างไร้ปรานี เลือดอุ่นๆ สาดกระเซ็นออกจากปาก ร่างที่อ่อนแอนั้นทรุดฮวบลงท่ามกลางเสียงเชียร์โห่ร้องของฝูงชน
บัดนี้ดวงตาที่กลับมีชีวิตอีกครั้งของนางกวาดมองไปรอบกาย รอบด้านของสนามประลองชิงหลงมีแต่คราบเลือดแห้งเกรอะกรังและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งทั่วสังเวียน พื้นทรายที่ชุ่มไปด้วยเลือดใต้ร่างตอกย้ำชะตากรรมอันโหดร้ายที่เพิ่งเกิดขึ้นกับร่างนี้ หัวใจของเฟิงอู่เยาเต้นระรัวด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ที่ก่อตัวขึ้นในอก พยายามหาทางออกจากที่นี่ ประสบการณ์และสัญชาตญาณนักฆ่าจากอีกภพหนึ่ง หลอมรวมในจิตใจเธออย่างแนบแน่น
นับจากนี้ไป จะไม่มีผู้ใดเหยียบย่ำหยางหลานฮวาได้อีก!
ความคิดนี้ดังก้องกังวานในจิตใจประหนึ่งคำปฏิญาณที่ประกาศต่อฟ้าดิน เปลวไฟแห่งชีวิตใหม่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นภายในอก และฉายชัดออกมาทางแววตาที่ลุกโชนด้วยความมุ่งมั่น หยางหลานฮวาที่ฟื้นขึ้นมาใหม่นี้มิใช่หญิงสาวผู้อ่อนแอคนเดิมอีกต่อไป หากแต่คือนักฆ่าสาวผู้เยือกเย็นและแข็งแกร่งซึ่งจะไม่ยอมให้ผู้ใดมากำหนดชะตาชีวิตของตนได้อีก
เฟิงอู่เยากัดฟันกรอด รวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่และฝืนดันร่างอันบอบช้ำขึ้นยืน แม้ขาทั้งสองจะยังสั่นเทาจากความเจ็บปวดแต่ดวงตากลับทอประกายแน่วแน่ ราวกับประกาศให้โลกรู้ว่าหญิงสาวผู้ฟื้นจากความตายคนนี้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปในฐานะผู้กำหนดชะตากรรมของตนเอง
เบื้องหน้าไม่ไกล คู่ต่อสู้ร่างยักษ์ยืนตระหง่านดุจขุนเขา ชายร่างยักษ์ผู้นี้คือผู้ที่เพิ่งปลิดชีพเจ้าของร่างเดิมไปหมาดๆ ร่างสูงใหญ่กำยำของมันเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิตแห้ง ส่วนใบหน้าหยาบกร้านแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม ดวงตาแข็งกร้าวของมันฉายแววเย่อหยิ่งเมื่อเห็นหญิงสาวที่ถูกมันซัดจนหมอบลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
กล้ามเนื้อแขนและอกเป็นมัดๆ เกร็งแน่นขณะมันกระชับหมัดหนาหนักดั่งเหล็กกล้า เพียงดูกิริยาก็รู้ว่ามันพร้อมจะกระหน่ำซ้ำให้เธอจบชีวิตลงอย่างแท้จริง มันคำรามลั่น
“ยังกล้าลุกขึ้นมาอีกหรือ? คราวนี้ข้าจะส่งเจ้าไปตายให้สิ้นซาก!” น้ำเสียงของมันก้องกังวานผสานความโกรธและดูแคลน
เฟิงอู่เยาหรี่ตามองร่างมหึมานั้นโดยไม่ปริปากตอบ เธอตั้งสมาธิจดจ่อ ทุกโสตประสาทล้วนระวังภัย มือข้างหนึ่งกำแน่นจนรู้สึกถึงความชื้นเหนียวของเลือดตนเองที่อาบฝ่ามือไว้
แม้อีกฝ่ายจะตัวใหญ่และทรงพลัง ทว่าความเคลื่อนไหวกลับเชื่องช้าด้วยน้ำหนักตัวและบาดแผลเก่าที่แฝงอยู่ เฟิงอู่เยาสังเกตเห็นว่ามันลงน้ำหนักที่ขาซ้ายมากกว่าปกติ บ่งบอกถึงจุดอ่อนที่เข่าขวา นั่นคือช่องโหว่แรก ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อใดที่มันขยับตัว ลำตัวช่วงบนและลำคอของมันจะเปิดโล่งชั่วขณะ นั่นคือเป้าสังหาร! ดวงตาของเฟิงอู่เยาทอประกายวาวโรจน์วูบหนึ่ง เธอวิเคราะห์เงียบๆ ว่าจะจู่โจมเช่นไรให้ศัตรูสิ้นใจในหนึ่งกระบวนท่า
ทันใดนั้น ชายร่างยักษ์ก็พุ่งเข้าหาเฟิงอู่เยาด้วยความเกรี้ยวกราด หมัดขนาดมหึมาฟาดอากาศด้วยเสียงวืด ก่อนพุ่งตรงมายังศีรษะของเธอด้วยกำลังมหาศาล หญิงสาวกัดฟันแน่น เบี่ยงกายหลบฉากออกด้านข้างในเสี้ยววินาที ปลายหมัดพลาดเป้าหมาย เฉียดแก้มของเธอไปเพียงนิดเดียว แรงลมจากกำปั้นหนักหน่วงเฉือนผ่านใบหน้าจนผิวแก้มแสบร้อน
แม้หลบหมัดนั้นได้ ทว่าเฟิงอู่เยากลับรู้สึกถึงบาดแผลฉกรรจ์ภายในที่อกข้างซ้ายปริแตกกว้างขึ้น เธอสูดหายใจเข้าลึก กลั้นความเจ็บไว้ หมัดหนักของศัตรูฟาดลงกระแทกพื้นทรายจนยุบเป็นหลุมลึก ฝุ่นทรายฟุ้งกระจายตลบอบอวล
เฟิงอู่เยาฉวยโอกาสในเสี้ยววินาทีที่อีกฝ่ายเสียหลัก ร่างบางพุ่งเข้าหาศัตรูอย่างรวดเร็วปานอัสนี ก่อนจะกระชากแผ่นเหล็กบางๆที่มีพู่ห้อย ห้อยอยู่ข้างเอวบุรุษร่างใหญ่คนนั้น วาดมือเป็นวิถีโค้งงามสง่าแต่แฝงด้วยพิษสงร้ายกาจ เป้าหมายคือลำคอที่ไร้การป้องกันของศัตรู
นิ้วเรียวทั้งห้าเหยียดตรงประสานกัน โดยแนบเศษเหล็กบางๆชิ้นนั้นไว้ตรงกลางระหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลาง ก่อนเฉือนพาดผ่านลำคอหนานั้นด้วยความเร็วจนแทบมองไม่ทัน
เพียงชั่วอึดใจเดียว เสียงคำรามของชายร่างยักษ์ก็ขาดหาย ร่างมหึมาผงะหยุดนิ่ง ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึง มือใหญ่ยกขึ้นกุมลำคอตัวเองที่มีเลือดสดทะลักออกมาราวเขื่อนแตก มันเซถลาจะก้าวเข้าหาเฟิงอู่เยาอีกครั้งอย่างสิ้นหวัง
ทว่าขาที่เคยมั่นคงกลับไร้เรี่ยวแรง เอ็นเข่าขวาของชายร่างยักษ์ถูกกระแทกขาดด้วยลูกเตะที่เร็วดุจสายฟ้าของเฟิงอู่เยาโดยที่มันไม่ทันเห็นด้วยซ้ำ ร่างยักษ์ทรุดฮวบลงคุกเข่าก่อนจะล้มฟุบแน่นิ่งไปกับพื้นทรายที่เต้มไปด้วยเลือดสีแดงฉาน ท่ามกลางไอร้อนและกลิ่นโลหิตที่ลอยอวลทั่วอากาศ
ในชั่วจังหวะนั้นที่ร่างมหึมานั้นล้มลงแทบเท้าเฟิงอู่เยา ราวกับเวลาในสนามประลองชิงหลงถูกแช่แข็ง เสียงโห่ร้อง เสียงเชียร์ เสียงร่ำสุราบนอัฒจันทร์…พลันขาดห้วงพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
บรรดาผู้ชมที่เมื่อครู่ยังส่งเสียงกระหึ่มด้วยความคึกคะนอง ต่างพากันยืนนิ่งราวถูกตรึงด้วยมนตร์สะกด ดวงตานับพันคู่จับจ้องมายังเวทีกลางนั้น จับจ้องร่างบอบบางของเด็กสาวผู้หนึ่ง ที่ยืนเด่นเป็นสง่าเหนือซากศพของนักสู้ผู้ขึ้นชื่อว่าป่าเถื่อนที่สุดในรอบการประลองนี้
"นาง…สังหารได้จริง ๆ?"
เสียงกระซิบแผ่วเบาดังสะท้อนในหมู่ชน ตามมาด้วยเสียงอุทานระคนตกใจที่เริ่มแพร่สะพัดดั่งคลื่นในมหาสมุทร
"นางมิใช่เพียงเด็กสาวไร้พิษสงหรอกหรือ!"
"เมื่อครู่ยังนอนแทบขยับไม่ได้…เหตุใดถึงพลิกสถานการณ์เช่นนี้!"
"วิชานั้น…มิใช่กระบวนท่าของนักสู้ทั่วไป!"
“งะ…เงินข้า!”
ผู้ชมบางคนก้มลงมองถ้วยสุราในมือของตนเองราวกับสงสัยว่าถูกวางยาจนเมาสุราแล้วเกิดภาพหลอนหรือไม่ บางคนเบิกตาโพลงอย่างไม่เชื่อสายตา ขณะที่อีกหลายคนก็ตั้งท่าขยับหนีออกห่างจากขอบสนามอย่างระแวดระวัง ราวกับหวั่นเกรงว่าเด็กสาวนางนี้จะกระโจนเข้ามาปลิดชีพพวกตนได้ทุกเมื่อ
บนหอชมศึกชั้นสูงสุด ขุนนางและเศรษฐีผู้มั่งคั่งซึ่งส่วนใหญ่ต่างลงพนันข้างชายร่างยักษ์ ต่างก็สีหน้าเคร่งเครียด บ้างขมวดคิ้วหนัก บ้างแค่นเสียงเยาะเย้ยกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วนในใจ
แม้แต่ผู้คุมเวทีซึ่งคร่ำหวอดในสนามประลองมาเป็นสิบๆ ปี ยังเลื่อนสายตามองร่างเล็กกลางเวทีอย่างไม่ปกปิดความประหลาดใจในแววตา
สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนจากเบื่อหน่ายเป็นเคร่งเครียดทันควัน เพราะเขารู้ดีว่า การสังหารนักสู้ชั้นแนวหน้าเช่นนี้ด้วยร่างกายอ่อนแรงและบาดเจ็บนั้น…ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันต้องอาศัยสายตาที่แหลมคมดุจเหยี่ยว การอ่านคู่ต่อสู้เฉียบคมดั่งมีด และการโจมตีที่ไม่มีความลังเลแม้แต่นิดเดียว
ไม่ใช่ศิษย์สำนักใหญ่ ไม่ใช่ขุนศึกสนามรบ แต่มือสังหารต่างหาก…ที่มีทักษะแบบนี้
ผู้คุมเวทีเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น
ประกาศผลการประลอง!
ด้านหนึ่งของอัฒจันทร์ เสียงหัวเราะต่ำๆ ดังขึ้นจากกลุ่มชายชุดดำที่ปกปิดใบหน้าด้วยหน้ากากครึ่งซีก หนึ่งในนั้นเอียงศีรษะพลางกระซิบ
"น่าสนใจ…น่าสนใจยิ่งนัก"
แม้กระทั่งเจ้าของเวทีตัวจริงซึ่งนั่งหลบอยู่เบื้องหลังม่านไหม ก็ยังเผยรอยยิ้มบางที่หายากขึ้นมาได้ ราวกับนักล่าเจอเหยื่อพิเศษที่ไม่คาดคิด
เสียงลมหายใจหนักอึ้งแผ่ซ่านทั่วลานประลอง ในความเงียบอันอึดอัดนั้น เฟิงอู่เยายืนอยู่เพียงลำพัง เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งเปื้อนเลือด ใบหน้าเนียนซีดเซียวจากการเสียเลือด แต่ดวงตาคู่นั้นกลับส่องประกายเยียบเย็นคมกล้า ท่ามกลางสายตานับพันคู่ เธอเงยหน้าขึ้นอย่างสงบนิ่ง…
เสียงลมหายใจของผู้คนนับพันยังตึงเครียดไม่หาย แต่แล้ว…เสียงฆ้องใบใหญ่ที่ตั้งอยู่บนหอประกาศด้านทิศเหนือก็ดัง "เคร๊ง!" ขึ้นเป็นสัญญาณ
“ประกาศผลการประลอง!”
“ผู้ชนะประจำรอบ… หยาง! หลาน! ฮวา!”
เสียงขานชื่อเรียบขรึมก้องกังวานทั่วสนามประลอง ราวกับเสียงฟ้าผ่าแหวกสติของผู้ชมที่ยังตะลึงอยู่ไม่สร่าง ก่อนศิลาอาคมขนาดใหญ่ข้างสนามประลองจะเรืองแสง ชื่อของหยางหลานฮวาค่อยๆ ปรากฏขึ้น ตัวหนังสือสีทองสว่างวาบ ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไป
"หยางหลานฮวา?"
"นางชื่อว่า…หยางหลานฮวาจริงหรือ?"
"เป็นคนของจวนเจ้ากรมคลังงั้นรึ!"
“ขะ…ข้านึกออกแล้ว! หยางหลานฮวาบุตรสาวไร้ค่าแห่งจวนเจ้ากรมคลัง!”
เสียงกระซิบ กระซาบ กลายเป็นคลื่นกระเพื่อม ผู้ชมจำนวนหนึ่งถึงกับลุกพรวดจากที่นั่ง หลายคนหันมองหน้ากันด้วยดวงตาเบิกกว้าง คุณหนูรองจากจวนตระกูลหยาง…เด็กสาวที่เคยได้ยินเพียงเสียงลือ เสียงเล่า ว่าอ่อนแอ และไร้พรสวรรค์ในการฝึกพลังปราณ แม้จะมีพรสวรรค์ด้านรากฐานพลังมาแต่กำเนิด นี่มิเท่ากับไร้ค่าหรอกหรือ?
นาง…คือคนเดียวกับที่เพิ่งสังหารนักสู้เถื่อนในเวทีชิงหลงได้อย่างหมดจด!?
“หรือว่า…เป็นแผนของตระกูลหยาง?”
“ไม่สิ! ข้าเคยได้ยินว่านางอ่อนปวกเปียกนัก แม้แต่งานพิธีปักปิ่นเมื่อสามปีก่อนยังไม่มีแรงเดินออกมาหน้าห้องโถง!”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ปะทุขึ้นเป็นพายุอย่างควบคุมไม่อยู่ ชื่อ "หยางหลานฮวา" ที่แสนจืดจางในหมู่ชน บัดนี้กลับกลายเป็นดั่งเปลวไฟที่กำลังเผาไหม้ความเชื่อเดิมของผู้คนทั้งสนาม
ขณะเดียวกัน ณ ที่สูงสุดของเวทีแห่งนี้
ในหอชมศึกลอยเด่นใต้เงาเพดานไหมฟ้า ชายหนุ่มผู้หนึ่งขยับนิ้วเรียวยาวของตนเพียงเล็กน้อย เขาเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างแผ่วเบา มือหนึ่งวางบนขอบโต๊ะหยกข้างกาย อีกมือถือถ้วยชาเอาไว้
ภายใต้ชุดคลุมไหมสีดำลายเมฆน้ำเงิน ใบหน้าของเขาคมคายราวหยกสลัก ริมฝีปากบางไม่แสดงอารมณ์…ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับ “หรี่ลง” ช้าๆ
สายตาของเขาเลื่อนลงจากขอบฟ้า ไปหยุดอยู่ตรงกลางลานประลอง ตรงที่เด็กสาวร่างบางคนนั้นยืนแน่นิ่งอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย คราบเลือดเปรอะเปื้อน เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง แต่แววตากลับนิ่งสงบ เยียบเย็น และแน่วแน่จนแม้แต่ความตายยังไม่อาจทำให้นางหวั่นไหว
“หยาง…หลานฮวา” ชายหนุ่มผู้นั้นเอ่ยชื่อเงียบๆ หางตาเขายกขึ้นช้าๆ ขณะมุมปากคล้ายจะแย้มบางเบา…แต่ก็ไม่ใช่รอยยิ้มเสียทีเดียว
“หึ” เขาพึมพำเบาๆ “น่าสนใจจริงๆ”
บรรยากาศในหอชมการประลองยังคงหนักอึ้งหลังชื่อ "หยางหลานฮวา" ถูกประกาศอย่างเป็นทางการ ภายใต้ม่านไหมสีน้ำเงินทอทอง ชายหนุ่มชุดดำลุกขึ้นช้าๆ จากเก้าอี้หยก
เสียงฝีเท้าของเขาเบาไร้เสียง แต่กลับทำให้องครักษ์ในชุดดำในเงามืดที่ยืนอยู่ข้างหลังขยับตัวค้อมหัวพร้อมกันโดยไม่ต้องออกคำสั่ง
“ซูเจี้ยน” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียก
ชายชุดดำด้านข้างก้าวออกมาคุกเข่าทันที ดวงตาคมกริบต่ำลงไม่สบตานายเหนือหัว “ไปสืบเบื้องหลังนามา ข้าไม่ต้องการข่าวที่ผ่านการประพันธ์มาแล้ว”
“พ่ะย่ะค่ะ องค์ชายรอง!” เสียงรับคำของซูเจี้ยนต่ำหนัก ก่อนจะหายวับไปในเงามืดเบื้องหลังอย่างไร้เสียง
บุรุษบนหอคอย ยังคงยืนกอดอก มองร่างบอบบางกลางลานเบื้องล่างด้วยสายตายากจะคาดเดา ภายใต้ท่าทีสุขุมเยือกเย็น แววตาของเขาฉายประกายความสนใจที่ยากจะปิดซ่อน…
เสียงโห่ร้องรอบสนามประลองชิงหลงค่อยๆ แผ่วจางลงหลังจากเฟิงอู่เยาโค่นคู่ต่อสู้ลงได้ ร่างบางของเธอยังคงยืนหอบหายใจเล็กน้อยกลางลานประลอง ท่ามกลางวงล้อมผู้คนในลานประลอง เฟิงอู่เยายังคงยืนนิ่ง ลมหายใจของเธอขาดห้วงเล็กน้อยหลังการต่อสู้อันดุเดือด
เมื่อครู่หญิงสาวเพิ่งเอาชนะคู่ต่อสู้อย่างงดงาม ทว่าแผลบอบช้ำภายในกำลังกำเริบขึ้นอีกครั้ง ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่างจนเฟิงอู่เยาต้องกัดฟันแน่น กลิ่นคาวเลือดแตะปลายลิ้นก่อนที่เธอจะรู้สึกถึงโลหิตอุ่นๆ ซึมขึ้นมาที่ลำคอ เธอพยายามบังคับร่างกายใหม่นี้ไม่ไห้ไหวเอน หยาดเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าผากขณะกวาดตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง
ดวงตาคมสวยของเฟิงอู่เยาพร่ามัวไปครู่หนึ่ง โลกทั้งใบเหมือนโคลงเคลง เธอกะพริบตาถี่ๆ ไล่อาการหน้ามืด พลางรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายหวังจะก้าวออกจากลานประลองอย่างสง่าผ่าเผย
ต้องไม่ล้ม… ไม่ใช่ที่นี่…
เฟิงอู่เยาบอกตัวเอง ทว่าเพียงก้าวแรกที่ย่างออกไป ร่างของเธอก็ทรุดฮวบ ร่างทั้งร่างเริ่มโอนเอนใกล้จะล้มลงกับพื้นเบื้องล่าง ทันใดนั้นเอง ในห้วงสติที่เลือนรางก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นในศีรษะของเธอ
"ติ๊ง! ระบบร้านค้าออนไลน์ยินดีต้อนรับค่ะ~" น้ำเสียงเล็กแหลมนั้นเจือความขี้เล่นมีชีวิตชีวา คล้ายกำลังหยอกเย้าอย่างสุภาพ "หลังจากการต่อสู้อันดุเดือด ระบบร้านค้าออนไลน์พร้อมให้บริการแล้วค่ะ คุณหนูหลานฮวา~ ขอให้สนุกกับการช้อปปิ้งนะคะ!"
เฟิงอู่เยาชะงักนิ่งพยายามตั้งสติ ข่มความเจ็บแล้วเพ่งสมาธิไปยังหน้าจอโปร่งแสงที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า จอเรืองแสงขนาดใหญ่ลอยคว้างกลางอากาศที่มีเพียงเธอคนเดียวที่มองเห็น บนหน้าจอนั้นมีรายการเมนูหลากหลายปรากฏอย่างละเอียดชัดเจน ทั้ง โอสถยุทธภพ (ยาวิเศษและโอสถสำหรับโลกแห่งนี้) ยาแผนปัจจุบัน (ยาสมัยใหม่จากโลกเดิมของเธอ) ของวิเศษ (ไอเทมวิเศษอื่นๆ ที่หาได้ยากยิ่ง)
แต้มสะสม: 0 แต้ม (คะแนนสะสมปัจจุบันของผู้ใช้)
ภารกิจประจำวัน: ยังไม่มีภารกิจ
ภารกิจประจำสัปดาห์: ยังไม่มีภารกิจ
เฟิงอู่เยามองดูเมนูที่ลอยเด่นอยู่ตรงหน้าด้วยหัวใจที่เต้นระรัว เธอรับรู้ทันทีว่าระบบนี้จะเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับตนเองในมิติที่แสนอันตรายนี้ ดวงหน้าซีดขาวของหญิงสาวมีรอยยิ้มบางปรากฏขึ้นที่มุมปาก แม้ร่างกายจะเจ็บปวดใกล้สิ้นแรง แต่เธอก็ยังฝืนยืนหยัดไว้ได้ เฟิงอู่เยาพยายามประครองสติเดินตรงไปยังแท่นของผู้ดูแลสนามประลองอย่างไม่รีรอ
ด้านผู้ดูแลสนามประลองรีบลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นหญิงสาวเดินเข้ามาใกล้ เขาชิงหยิบห่อเงินรางวัลมายื่นให้ทันทีโดยไม่ให้นางต้องเอ่ยทวง เฟิงอู่เยารับถุงเงินนั้นมาถือไว้ ดวงตาเรียวดุจคมมีดกวาดมองเพียงครู่เพื่อเป็นการตรวจสอบ จากนั้นเธอหมุนกายเดินจากไปอย่างเงียบงันโดยไม่ปริปากหรือเหลียวหลัง
เฟิงอู่เยาเดินออกจากประตูสนามประลองเข้าสู่ถนนด้านนอก ที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มาเดินจับจ่ายซื้อของ ทว่าระหว่างที่กำลังเดินนั้น สัญชาตญาณนักฆ่าที่สั่งสมมานานก็พลันเตือนเธอว่ามีใครบางคนกำลังสะกดรอยตามมาอยู่ด้านหลัง ไม่แม้แต่จะชำเลืองกลับไป เธอยังคงรักษาจังหวะการเดินอย่างเป็นธรรมชาติราวกับไม่เอะใจ ก่อนเริ่มเดินเบียดเสียดกับผู้คนภายในตลาด
ทว่าทันทีที่ถึงมุมตึกอับแสง เธอก็ขยับกายเลี้ยวผลุบเข้าไปในตรอกเล็กๆ ข้างทางที่ลับสายตาผู้คนอย่างแนบเนียน ร่างของหญิงสาวหายไปกับความมืดในตรอกนั้นโดยไร้สุ้มเสียง
ภายในตรอกมืดมิด เฟิงอู่เยาแนบตัวชิดกำแพง หยุดนิ่งราวรูปสลัก หัวใจของเธอเต้นหนักหน่วงแต่เป็นจังหวะมั่นคง ความตึงเครียดแล่นพล่านทั่วกาย ทว่าสติยังคงเยือกเย็น นัยน์ตาคมกริบจับจ้องไปยังทางเข้าตรอก เฝ้ารอสังเกตความเคลื่อนไหวของผู้สะกดรอยอย่างใจจดใจจ่อ
ปลายนิ้วของเธอแตะที่ด้ามมีดสั้นภายในแขนเสื้อ ที่พึ่งหยิบติดมือมาจากแผงขายมีดเมื่อครู่ ไม่นานนัก เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นใกล้ปากตรอก เงานั้นหยุดยืนตรงทางเข้า ราวกับกำลังชั่งใจว่าผู้ที่ตนตามหาจะหลบอยู่แถวนี้หรือไม่ เฟิงอู่เหยานิ่งงันไม่ไหวติง แม้แต่ลมหายใจยังถูกผ่อนให้แผ่วเบาที่สุด
ในความเงียบงันนั้นเสียงหัวใจที่เต้นอยู่ในอกดังชัดเจนในโสตประสาทของเธอ ครู่ต่อมา เงานั้นก็กวาดตามองไปอีกทางหนึ่งก่อนจะผละจากไปอย่างรวดเร็ว เฟิงอู่เยารออยู่อีกอึดใจเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีผู้ใดหลงเหลืออยู่บริเวณนั้นจริงๆ
เมื่อเห็นว่าปลอดภัยชั่วคราว หญิงสาวจึงคลายมือจากด้ามมีดและผ่อนลมหายใจออกช้าๆ ความตึงเครียดจากการประลองเมื่อครู่เริ่มจางลง ความเจ็บปวดจากบาดแผลทั่วร่างก็ยิ่งชัดเจนขึ้น แม้จะไม่ใช่บาดแผลสาหัสถึงชีวิต แต่เธอก็ไม่คิดจะประมาท