โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

หยางหลานฮวา คุณหนูไร้ค่าท้ายจวนเจ้ากรมคลัง

นิยาย Dek-D

อัพเดต 08 ก.ค. 2568 เวลา 16.05 น. • เผยแพร่ 06 มิ.ย. 2568 เวลา 13.17 น. • 宁成/หนิงเฉิง
เธอเคยเป็นนักฆ่าที่ไร้หัวใจ ก่อนตื่นขึ้นในร่างคุณหนูที่ถูกเหยียบย่ำ… ครั้งนี้ เธอจะใช้เลือดล้างแค้น และเขียนชะตาใหม่ด้วยปลายมีด!

ข้อมูลเบื้องต้น

เธอเคยเป็นนักฆ่าที่ไร้หัวใจ ก่อนตื่นขึ้นในร่างคุณหนูที่ถูกเหยียบย่ำ…ครั้งนี้ เธอจะใช้เลือดล้างแค้น และเขียนชะตาใหม่ด้วยปลายมีด!

เขียน : 宁成/หนิงเฉิง

ภาพปก : Pinklady

ภาพอาร์ตตัวอักษร : Pinklady

สงวนลิขสิทธิ์หนังสือเล่มนี้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ไม่อนุญาตให้ผู้ใดคัดลอก ทำช้ำ ดัดแปลง ถ่ายภาพ นำไปบันทึกเสียง ถ่ายสำเนา สแกนเนื้อหาหรือเผยแพร่ด้วยรูปแบบและวิธีการอื่นใด นำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้เชิงพาณิชย์เพื่อสร้างฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นลายลักษณ์อักษรแล้วเท่านั้น

คำชี้แจงจากไรท์

NC ไม่หันเข้ากำแพง พล็อตเรื่องไม่ชับซ้อนมีความรุนแรงด้านเนื้อหาบางช่วง การมีเพศสัมพันธ์แบบกึ่งสมยอม ตัวละครอาจมีพฤติกรรมที่ไม่สมควร คำพูดและการกระทำอาจไม่สมเหตุสมผลไม่ควรลอกเลียนแบบ

นิยายเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของไรท์ อาจมีคำพูดหรือเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม หากนิยายเรื่องนี้ไม่ตรงความต้องการของท่าน สามารถเลื่อนผ่านได้เลยนะคะ และขอความกรุณาไม่ทิ้งคอมเม้นท์บั่นทอนจิตใจไรท์น๊า (ไรท์ใจบาง)

E-book : เจอกันเร็วๆ นี้นะคะ ในช่วง 7 วันแรกจะจัดโปรลดจากราคาปกติ 30%และจะไม่พบราคานี้อีก ตอนพิเศษจะปรากฏแค่ในอีบุ๊กเท่านั้น *เดี๋ยวไรท์แจ้งวันอีกทีนะคะ

ปล. เรื่องนี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์อักษรโดยมืออาชีพนะคะ อาจมีคำผิด คำตกหล่น นิ้วเบียดไปบ้าง ขออภัยในความผิดพลาดนี้ด้วยจะทำการแก้ไขโดยเร็วค่ะ

*ไรท์จะติดเหรียญด้วยนะคะ*

ขอขอบคุณนักอ่านที่น่ารัก ที่คอยสนับสนุนผลงานไรท์เสมอมานะคะ (กราบงามๆ เจ้าค่ะ)

บทนำ

บทนำ

ในเมืองหลวงแคว้นหลงเฉิงที่รุ่งเรืองด้วยขุนนางและวีรบุรุษนับร้อยนับพัน ‘หยางหลานฮวา’ …เป็นเพียงชื่อที่แทบไม่มีใครเหลียวแล

นางคือบุตรีคนรองของเจ้ากรมคลัง ‘หยางจื้อหมิง’ เกิดจากภรรยาหลวงผู้ล่วงลับ หญิงสาวที่เคยมีเชื้อสายสูงศักดิ์และพรสวรรค์เหนือธรรมดา แต่ชะตากลับมิได้เมตตา ครั้นหยางหลานฮวาอายุได้เพียงห้าขวบ มารดาก็ล้มป่วยและสิ้นใจ ทิ้งเด็กน้อยผู้หนึ่งให้เผชิญกับความโดดเดี่ยวท่ามกลางจวนที่เคยอบอุ่น

ในยุคที่สายเลือดหมายถึงอำนาจและเกียรติยศ การไร้เสาหลักค้ำจุนเช่นนี้เปรียบเสมือนเรือลำเล็กท่ามกลางมหาสมุทร บิดาของนางแม้จะรักบุตรสาวอยู่บ้าง แต่ภาระการงานและอำนาจก็ทำให้เขาหลงลืมสิ่งสำคัญ หยางหลานฮวาถูกปล่อยให้เติบโตอย่างไร้ผู้คุ้มครอง ท่ามกลางเล่ห์เหลี่ยมของสตรีในจวน

และไม่นาน…ภรรยารองนามว่า ‘ฉินซูเหยียน’ ก็ถูกแต่งตั้งเป็นภรรยาเอกคนใหม่ หยางซูเม่ยบุตรของนางหรือคุณหนูใหญ่ของจวนกลายเป็นบุตรสาวภรรยาเอกทันที นางทั้งเฉลียวฉลาด รูปร่างงดงามเสมือนบุปผาแรกแย้ม ในสายตาผู้คนทั้งหลาย หยางซูเม่ยคือ "คุณหนูแห่งจวนตระกูลหยาง" ตัวจริง

ในขณะที่หยางหลานฮวาคือเงาที่ไม่ใคร่มีใครจดจำ เป็นเพียงเด็กสาวผิวขาวซีด ร่างกายอ่อนแอ และขี้โรค พรสวรรค์ด้านพลังปราณที่เคยเชิดหน้าชูตาก็ถูกสองแม่ลูกจงใจปล่อยปละละเลย อาจารย์ที่เคยมาฝึกสอนก็ถูกพวกนางเลิกจ้างด้วยเหตุผลต่างๆ นานๆ งานพิธีสำคัญ ใครกันเล่าจะเรียกหาคุณหนูรองที่ไม่มีทั้งมารดาและเกียรติยศ?

กระนั้น…หยางหลานฮวาก็มิใช่คนดื้อด้าน นางรู้ดีถึงสถานะของตน และไม่เคยแม้แต่จะดิ้นรน นางเรียนรู้ที่จะนิ่งเงียบ ยอมรับเศษเสี้ยวความรักของบิดาเมื่อมี เก็บคำดูแคลนเย้ยหยันจากสองแม่ลูกและบ่าวไพร่ในจวนไว้เงียบๆ ดุจหยาดน้ำแข็งที่หยดลงสู่เหวลึก

แท้จริงแล้ว หยางหลานฮวาไม่ได้ไร้ปัญญา หากแต่ความขลาดกลัว ที่เกิดจากการถูกทอดทิ้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า กดทับจิตใจนางเสียจน…แม้โอกาสจะผ่านเข้ามา นางก็ไม่กล้าเอื้อมมือคว้า จนกระทั่งหยางหลานฮวาไปร่วมงานเลี้ยงเมื่อไม่นานมานี้ ก่อนหายนะจะมาเยือน…

หยางซูเม่ยมีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองหลวง ทั้งงามเลิศ ทั้งเยือกเย็นเฉลียวฉลาด เป็นที่หมายตาของเหล่าคุณชายตระกูลใหญ่ แต่…โลกนี้ไม่เคยมีที่ให้กับ "ดวงจันทร์สองดวง" ส่องแสงพร้อมกัน

กระทั่งฮูหยินผู้เฒ่าจวนจวิ้นกั๋วกงผู้มีอำนาจในราชสำนักเพียงชำเลืองเห็นหยางหลานฮวาในงานเลี้ยงเล็กๆ งานหนึ่ง ด้วยความเอ็นดู จึงเอ่ยปากชมว่านางมี "รูปโฉมงดงามลึกล้ำ ดูอ่อนช้อย" ยิ่งกว่าคุณหนูใหญ่เสียอีก

นั่น…คือประกายไฟแรกที่จุดชนวนความริษยาในแววตาของหยางซูเม่ย บัดนั้น หยางหลานฮวาไม่ใช่น้องสาวไร้ค่าที่นางจะเหยียบย่ำเล่นอีกต่อไป แต่เป็น ภัยเงียบ ที่ต้องกำจัดเสียให้สิ้น!

ระหว่างทางกลับจากงานเลี้ยงหยางซูเม่ยจึงทำการการวางยาในน้ำชาของหยางหลานฮวา เมื่อนางหมดสติก็ส่งนางขึ้นรถม้าอีกคันไปยังสนามประลองชิงหลงที่อยู่กลางเมืองหลวง

ในยุทธภพไม่มีสถานที่ใดเลื่องชื่อเทียบเท่าสนามประลองชิงหลงแห่งนี้ได้อีกแล้ว สนามประลองชิงหลงเป็นเวทีประลองยุทธ์ที่เก่าแก่และโหดเหี้ยมที่สุดในปฐพี ผู้คนทั่วหล้าต่างขนานนามมันว่าเป็นแดนประลองของเหล่ายอดฝีมือที่เดิมพันด้วยชีวิต เสียงกลองส่งสัญญาณเริ่มต่อสู้ดังกึกก้องสะท้อนทั่วลานประลองกว้างใหญ่ ผู้กล้าจากทุกสารทิศต่างใฝ่ฝันจะขึ้นเหยียบเวทีแห่งเกียรติยศนี้สักครั้ง แม้รู้ดีว่าการก้าวขึ้นไปหมายถึงการเดินเข้าสู่ประตูแห่งความตายแล้วครึ่งหนึ่ง

สนามประลองชิงหลงถูกสถาปนาขึ้นเพื่อเป็นเวทีประลองยุทธ์อันสูงสุด ที่ซึ่งความเป็นความตายวัดกันด้วยหมัดมวยอย่างแท้จริง เมื่อก้าวเข้าสู่สนามแล้วพลังปราณของผู้ที่ประลองจะถูกผลึกไว้ด้วยศิลากลืนกิน จุดประสงค์ของสนามนี้คือให้จอมยุทธ์ทั้งหลายได้ทดสอบฝีมือและสะสางความแค้นโดยไม่มีพันธะภายนอกใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง

กฎเหล็กของสนามประลอง คือก่อนการต่อสู้ทุกครั้ง ผู้เข้าประลองทุกคนต้องทำสัตยาบันโลหิตลงในวงแหวนอาคมกลางลานประลอง เลือดหยดนั้นคือพันธสัญญาว่า ไม่ว่าจะเกิดผลลัพธ์เช่นไร จะไม่มีการติดตามอาฆาตจองเวรหรือเอาผิดใดๆ ในภายหลัง

เมื่อก้าวเข้าสู่สนามแล้ว ชีวิตและความตายของผู้ประลองขึ้นอยู่กับฝีมือและวาสนาของแต่ละคนโดยแท้จริง ไม่มีข้อยกเว้น สำหรับใครทั้งสิ้น เพราะเหตุนี้เอง สนามประลองชิงหลงจึงขึ้นชื่อว่าเป็นลานประลองที่โหดเหี้ยมไร้ปรานีที่สุด ผู้แพ้ย่อมสูญสิ้นทุกสิ่ง แม้แต่ชีวิตของตน ส่วนผู้ชนะก็ได้รับทั้งชื่อเสียงและรางวัล แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการที่มือเปื้อนเลือด…

เสียงกลองศึกดังกระหึ่ม ฟาดฟันสายลมจนทั่วลานประลองสะเทือนเลือนลั่น หยางหลานฮวาลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า แสงอาทิตย์อันเจิดจ้าแทงทะลุเปลือกตาจนต้องหลับตาแน่นอีกครั้ง ลมหายใจขาดห้วง กลิ่นคาวโลหิตเจือฝุ่นดินแห้งแล้งตีขึ้นมาจนแทบสำลัก ร่างกายทั้งร่างหนักอึ้งราวแบกหินนับพันชั่ง มือไม้ชาเย็นไร้เรี่ยวแรง

'…ที่นี่…ที่ไหน?'

สมองที่พร่าเบลอพยายามเรียบเรียงความทรงจำ นางจำได้ว่าเมื่อคืนนางกำลังเดินทางกลับจากงานเลี้ยง เอ๊ะ! น้ำชา กลิ่นหอมแปลกประหลาด… แล้วความมืดก็กลืนกินทุกสิ่ง

"ลุกขึ้น! ลุกขึ้นเสียที!"

"นังหนูนั่นคิดจะนอนตายอยู่ตรงนั้นหรือ!"

ทันใดนั้นเสียงโห่ร้องกึกก้องราวสายฟ้าฟาดดังขึ้นรอบตัว ดึงสติของหยางหลานฮวากลับมา ชายฉกรรจ์ในชุดเกราะหนังสภาพหยาบกระด้าง เดินอาดๆ ตรงมายังร่างที่นอนแน่นิ่งของหลานฮวา เขาเอื้อมมือคว้าคอเสื้อของนาง ดึงร่างเล็กขึ้นจากพื้นด้วยแรงมหาศาลที่แทบทำให้กระดูกแหลกละเอียด

"กฎของสนามชิงหลง เมื่อเข้ามาแล้วไม่มีผู้ใดยกเว้น" เขาขบกรามกล่าวเสียงขุ่น "ไม่ว่าผู้ใดก็ตาม… ต้องลงสัตยาบันโลหิต!"

เสียงกลองยังคงดังกระหน่ำรัวในอากาศ หยางหลานฮวาถูกกึ่งลากกึ่งจูงไปยังลานวงกลมกลางสนาม ที่นั่น วงแหวนอาคมขนาดใหญ่ถูกสลักบนพื้นหินอย่างพิถีพิถัน รอยสลักสว่างเรืองรองด้วยแสงสีแดงสลัว ราวกับโลหิตนับร้อยนับพันหยาดหลั่งหล่อเลี้ยงมันอยู่

มือหยาบกร้านของชายฉกรรจ์บังคับให้หยางหลานฮวายืนหยัดอยู่กลางวง อีกมือหนึ่งยื่นมีดสั้นด้ามเหล็กเย็นเฉียบจ่อเข้าที่ปลายนิ้วของนาง

"หยดเลือดลง…เดี๋ยวนี้!" เสียงคำรามเย็นเยียบเฉียบขาด

หยางหลานฮวาสั่นสะท้าน สมองยังพร่าเบลอ แต่สัญชาตญาณบอกนางว่าหากขัดขืน มีเพียงความตายอย่างสยดสยองรออยู่ ทำก็ตาย ไม่ทำก็ตาย นางมีทางเลือกด้วยหรือ?

นิ้วเรียวถูกปลายมีดกรีดแผลบางๆ เลือดสีแดงสดหยดหนึ่งไหลร่วงตกลงบนวงแหวนอาคมเบื้องล่าง ทันทีที่เลือดสัมผัสพื้นหิน รอยสลักแดงฉานนั้นพลันสว่างวาบขึ้นราวกับเปลวไฟ ร้อนแรงจนความเย็นยะเยือกของใจคนถูกแผดเผาจนเกรียม

พลังบางอย่างราวสายลมเย็นไหลซึมผ่านเท้าขึ้นมาสู่ร่างกายหลานฮวา สลักสัญญาแห่งชีวิตและความตายลงในจิตวิญญาณของนางโดยมิอาจต่อต้าน

เสียงโห่ร้องรอบสนามดังกึกก้องยิ่งกว่าเดิม พวกเขาร้องเรียกการประลอง ร้องเรียกเลือด ร้องเรียก…ความตายนาง…

"ผู้ประลองฝ่ายซ้าย!" เสียงประกาศจากหอคอยสูงตวาดก้อง

หยางหลานฮวาขยับดวงตาสั่นระริกเงยหน้าขึ้นมอง

ตรงข้ามคือชายร่างสูงใหญ่ดั่งหินผา ยืนอยู่ในชุดเกราะหนังสีน้ำตาลดำ ใบหน้าเหี้ยมเกรียมดุจหมาป่าล่าเหยื่อ พลังชีวิตแผ่ซ่านออกมาจากทุกท่วงท่า มือทั้งสองกำแน่นพร้อมจะบดขยี้สิ่งใดก็ตามที่ขวางทาง ทันใดนั้นเสียงฆ้องพลันดังขึ้นเป็นสัญญาณเริ่มต้น

ไร้การเตรียมพร้อม…

ไร้การให้โอกาส…

เพียงชั่วพริบตา ชายร่างยักษ์ก็พุ่งทะยานตรงเข้ามาดั่งอสูรคลั่ง หยางหลานฮวาผู้ซึ่งร่างกายอ่อนระโหย และจิตใจพร่าเบลอ ทำได้เพียงเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง หมัดขนาดเท่าชามก๋วยเตี๋ยวซัดเข้าที่อกซ้ายของนางเต็มแรง

เสียงกระดูกแหลกดังลั่น โลหิตพุ่งกระเซ็นเป็นเส้นโค้งกลางอากาศ ร่างบางของหยางหลานฮวาปลิวกระเด็นราวเศษผ้าขาด ถูกเหวี่ยงไปกระแทกพื้นหินแข็งด้วยเสียงหนักแน่น เลือดสดๆ พลันไหลทะลักออกจากปาก

เสียงผู้ชมโห่ร้องอย่างบ้าคลั่งรอบตัว แต่สำหรับหลานฮวา…ทุกอย่างกลับเงียบงันลงอย่างน่าประหลาด ดวงตากลมโตคู่นั้นพร่ามัว แสงอาทิตย์ในยามสายบิดเบี้ยว…เลือนราง ความเจ็บปวดแล่นแปลบไปทั่วสรรพางค์…แล้วก็ค่อยๆ จางหาย ราวกับร่างกายนี้มิใช่ของนางอีกต่อไป

'ข้า…กำลังจะตาย…หรือ…'

ความคิดสุดท้ายผุดวาบขึ้นในห้วงสติที่ดับวูบลงช้าๆ หยางหลานฮวาไม่แม้แต่จะได้กรีดร้อง ไม่แม้แต่จะได้กล่าวคำลา เด็กสาวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคุณหนูที่คนในตระกูลทะนุถนอม…บัดนี้กลายเป็นเพียงร่างเย็นเฉียบที่ไร้ญาติไร้มิตรนอนนิ่งอยู่กลางลานหินแข็งของสนามประลองชิงหลง ท่ามกลางเสียงเชียร์ที่เหี้ยมโหดไร้หัวใจ

เลือดสีแดงเข้มค่อยๆ ซึมลงในรอยสลักของวงแหวนอาคม เสริมพลังให้พันธะโลหิตที่กลืนกินดวงวิญญาณของผู้แพ้ไปเป็นเชื้อไฟอีกหยดหนึ่งของเวทีอำมหิตนี้

ไร้ผู้ไว้อาลัย…

ร่างที่นอนนิ่งนั้น จมลึกลงสู่ความมืดมิด ทว่าในเสี้ยวจังหวะนั้นเอง ท่ามกลางเสียงโห่ร้องอย่างยินดีของผู้ที่ชนะพนัน เปลวแสงสีทองหม่นบางเบา…เริ่มไหลรินออกจากรอยแตกร้าวของวงแหวนโลหิต และบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ควรเกิดขึ้น…

ก็ได้-ถือ-กำ-เนิด-ขึ้น-แล้ว…

สนามประลองชิงหลง

ร่างบอบบางของหญิงสาวนอนสงบนิ่งอยู่บนพื้นเย็นเยียบของสนามประลองชิงหลง ความรู้สึกแรกที่แทรกผ่านม่านแห่งความมืดคือความเจ็บปวดแล่นแปลบไปทั่วกาย เปลือกตาหนักอึ้งของหยางหลานฮวาค่อยๆ ปรือขึ้นเผยให้เห็นท้องฟ้าสีเทาหม่นด้านบน ความคิดสับสนเล็กน้อยกับภาพพร่าเลือนตรงหน้า

'…ที่นี่…ที่ไหนวะ?'

ทว่าสัญชาตญาณของนักฆ่าที่สั่งสมมาช่วยให้หญิงสาวผู้มาใหม่ระงับความตระหนกไว้ได้ ‘เฟิงอู่เยา’ พยายามรวบรวมสติว่าที่นี่ที่ไหน แล้วเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ทว่าในห้วงคิดนั้นกลับมีภาพชีวิตอันแสนเลวร้ายของหญิงสาวอีกคนหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว

ภาพเด็กสาวผอมโซถูกตะคอกดุด่าและถูกโบยตีจนร่างสั่นเทา ภาพวัยเยาว์ที่ต้องทนทุกข์กับความหิวโหยและเหน็บหนาวอย่างเดียวดาย และภาพดวงตาหม่นมืดที่เฝ้ามองผู้คนหันหลังทอดทิ้งนางไปทีละคน…

ความทรงจำเหล่านั้นทั้งขื่นขมและเจ็บปวดราวบาดแผลสดที่กรีดลึกลงกลางใจ หญิงสาวสะท้านวูบ เฟิงอู่เยารับรู้ทันทีว่าภาพเลวร้ายเหล่านั้นไม่ใช่อดีตของเธอ

นาม ‘หยางหลานฮวา’ ค่อยๆ ลอยเด่นขึ้นในห้วงสติราวกับจะบอกให้รู้ว่าร่างนี้เคยเป็นของผู้ใด

ทว่าเธอไม่ใช่หยางหลานฮวา… เฟิงอู่เยาย้ำกับตนเองในใจ แท้จริงแล้วเธอคือมือสังหารสาวจากอีกโลก เธอถูกยิงเพราะเอาตัวบังกระสุนให้เพื่อนขณะทำภารกิจ โชคชะตาพัดพาให้วิญญาณมาสิงอยู่ในร่างหญิงสาวผู้น่าสงสารนี้ ความจริงอันน่าเหลือเชื่อค่อยๆ กระจ่างชัดขึ้นในความคิดของเธอทีละน้อย รสคาวเลือดแตะปลายลิ้นปลุกให้เธอตื่นเต็มตาในพริบตา

ความทรงจำสุดท้ายของหยางหลานฮวาค่อยๆ แจ่มชัดขึ้น เธอเห็นตนเองถูกผู้ดูแลสนามประลองกระชากลากถูและเหวี่ยงลงสู่สังเวียนประลองอันโหดเหี้ยมโดยปราศจากแม้แต่โอกาสจะต่อสู้ ไม่นานร่างนั้นก็ถูกหมัดของคู่ต่อสู้สังหารอย่างไร้ปรานี เลือดอุ่นๆ สาดกระเซ็นออกจากปาก ร่างที่อ่อนแอนั้นทรุดฮวบลงท่ามกลางเสียงเชียร์โห่ร้องของฝูงชน

บัดนี้ดวงตาที่กลับมีชีวิตอีกครั้งของนางกวาดมองไปรอบกาย รอบด้านของสนามประลองชิงหลงมีแต่คราบเลือดแห้งเกรอะกรังและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งทั่วสังเวียน พื้นทรายที่ชุ่มไปด้วยเลือดใต้ร่างตอกย้ำชะตากรรมอันโหดร้ายที่เพิ่งเกิดขึ้นกับร่างนี้ หัวใจของเฟิงอู่เยาเต้นระรัวด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ที่ก่อตัวขึ้นในอก พยายามหาทางออกจากที่นี่ ประสบการณ์และสัญชาตญาณนักฆ่าจากอีกภพหนึ่ง หลอมรวมในจิตใจเธออย่างแนบแน่น

นับจากนี้ไป จะไม่มีผู้ใดเหยียบย่ำหยางหลานฮวาได้อีก!

ความคิดนี้ดังก้องกังวานในจิตใจประหนึ่งคำปฏิญาณที่ประกาศต่อฟ้าดิน เปลวไฟแห่งชีวิตใหม่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นภายในอก และฉายชัดออกมาทางแววตาที่ลุกโชนด้วยความมุ่งมั่น หยางหลานฮวาที่ฟื้นขึ้นมาใหม่นี้มิใช่หญิงสาวผู้อ่อนแอคนเดิมอีกต่อไป หากแต่คือนักฆ่าสาวผู้เยือกเย็นและแข็งแกร่งซึ่งจะไม่ยอมให้ผู้ใดมากำหนดชะตาชีวิตของตนได้อีก

เฟิงอู่เยากัดฟันกรอด รวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่และฝืนดันร่างอันบอบช้ำขึ้นยืน แม้ขาทั้งสองจะยังสั่นเทาจากความเจ็บปวดแต่ดวงตากลับทอประกายแน่วแน่ ราวกับประกาศให้โลกรู้ว่าหญิงสาวผู้ฟื้นจากความตายคนนี้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปในฐานะผู้กำหนดชะตากรรมของตนเอง

เบื้องหน้าไม่ไกล คู่ต่อสู้ร่างยักษ์ยืนตระหง่านดุจขุนเขา ชายร่างยักษ์ผู้นี้คือผู้ที่เพิ่งปลิดชีพเจ้าของร่างเดิมไปหมาดๆ ร่างสูงใหญ่กำยำของมันเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิตแห้ง ส่วนใบหน้าหยาบกร้านแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม ดวงตาแข็งกร้าวของมันฉายแววเย่อหยิ่งเมื่อเห็นหญิงสาวที่ถูกมันซัดจนหมอบลุกขึ้นยืนอีกครั้ง

กล้ามเนื้อแขนและอกเป็นมัดๆ เกร็งแน่นขณะมันกระชับหมัดหนาหนักดั่งเหล็กกล้า เพียงดูกิริยาก็รู้ว่ามันพร้อมจะกระหน่ำซ้ำให้เธอจบชีวิตลงอย่างแท้จริง มันคำรามลั่น

“ยังกล้าลุกขึ้นมาอีกหรือ? คราวนี้ข้าจะส่งเจ้าไปตายให้สิ้นซาก!” น้ำเสียงของมันก้องกังวานผสานความโกรธและดูแคลน

เฟิงอู่เยาหรี่ตามองร่างมหึมานั้นโดยไม่ปริปากตอบ เธอตั้งสมาธิจดจ่อ ทุกโสตประสาทล้วนระวังภัย มือข้างหนึ่งกำแน่นจนรู้สึกถึงความชื้นเหนียวของเลือดตนเองที่อาบฝ่ามือไว้

แม้อีกฝ่ายจะตัวใหญ่และทรงพลัง ทว่าความเคลื่อนไหวกลับเชื่องช้าด้วยน้ำหนักตัวและบาดแผลเก่าที่แฝงอยู่ เฟิงอู่เยาสังเกตเห็นว่ามันลงน้ำหนักที่ขาซ้ายมากกว่าปกติ บ่งบอกถึงจุดอ่อนที่เข่าขวา นั่นคือช่องโหว่แรก ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อใดที่มันขยับตัว ลำตัวช่วงบนและลำคอของมันจะเปิดโล่งชั่วขณะ นั่นคือเป้าสังหาร! ดวงตาของเฟิงอู่เยาทอประกายวาวโรจน์วูบหนึ่ง เธอวิเคราะห์เงียบๆ ว่าจะจู่โจมเช่นไรให้ศัตรูสิ้นใจในหนึ่งกระบวนท่า

ทันใดนั้น ชายร่างยักษ์ก็พุ่งเข้าหาเฟิงอู่เยาด้วยความเกรี้ยวกราด หมัดขนาดมหึมาฟาดอากาศด้วยเสียงวืด ก่อนพุ่งตรงมายังศีรษะของเธอด้วยกำลังมหาศาล หญิงสาวกัดฟันแน่น เบี่ยงกายหลบฉากออกด้านข้างในเสี้ยววินาที ปลายหมัดพลาดเป้าหมาย เฉียดแก้มของเธอไปเพียงนิดเดียว แรงลมจากกำปั้นหนักหน่วงเฉือนผ่านใบหน้าจนผิวแก้มแสบร้อน

แม้หลบหมัดนั้นได้ ทว่าเฟิงอู่เยากลับรู้สึกถึงบาดแผลฉกรรจ์ภายในที่อกข้างซ้ายปริแตกกว้างขึ้น เธอสูดหายใจเข้าลึก กลั้นความเจ็บไว้ หมัดหนักของศัตรูฟาดลงกระแทกพื้นทรายจนยุบเป็นหลุมลึก ฝุ่นทรายฟุ้งกระจายตลบอบอวล

เฟิงอู่เยาฉวยโอกาสในเสี้ยววินาทีที่อีกฝ่ายเสียหลัก ร่างบางพุ่งเข้าหาศัตรูอย่างรวดเร็วปานอัสนี ก่อนจะกระชากแผ่นเหล็กบางๆที่มีพู่ห้อย ห้อยอยู่ข้างเอวบุรุษร่างใหญ่คนนั้น วาดมือเป็นวิถีโค้งงามสง่าแต่แฝงด้วยพิษสงร้ายกาจ เป้าหมายคือลำคอที่ไร้การป้องกันของศัตรู

นิ้วเรียวทั้งห้าเหยียดตรงประสานกัน โดยแนบเศษเหล็กบางๆชิ้นนั้นไว้ตรงกลางระหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลาง ก่อนเฉือนพาดผ่านลำคอหนานั้นด้วยความเร็วจนแทบมองไม่ทัน

เพียงชั่วอึดใจเดียว เสียงคำรามของชายร่างยักษ์ก็ขาดหาย ร่างมหึมาผงะหยุดนิ่ง ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึง มือใหญ่ยกขึ้นกุมลำคอตัวเองที่มีเลือดสดทะลักออกมาราวเขื่อนแตก มันเซถลาจะก้าวเข้าหาเฟิงอู่เยาอีกครั้งอย่างสิ้นหวัง

ทว่าขาที่เคยมั่นคงกลับไร้เรี่ยวแรง เอ็นเข่าขวาของชายร่างยักษ์ถูกกระแทกขาดด้วยลูกเตะที่เร็วดุจสายฟ้าของเฟิงอู่เยาโดยที่มันไม่ทันเห็นด้วยซ้ำ ร่างยักษ์ทรุดฮวบลงคุกเข่าก่อนจะล้มฟุบแน่นิ่งไปกับพื้นทรายที่เต้มไปด้วยเลือดสีแดงฉาน ท่ามกลางไอร้อนและกลิ่นโลหิตที่ลอยอวลทั่วอากาศ

ในชั่วจังหวะนั้นที่ร่างมหึมานั้นล้มลงแทบเท้าเฟิงอู่เยา ราวกับเวลาในสนามประลองชิงหลงถูกแช่แข็ง เสียงโห่ร้อง เสียงเชียร์ เสียงร่ำสุราบนอัฒจันทร์…พลันขาดห้วงพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

บรรดาผู้ชมที่เมื่อครู่ยังส่งเสียงกระหึ่มด้วยความคึกคะนอง ต่างพากันยืนนิ่งราวถูกตรึงด้วยมนตร์สะกด ดวงตานับพันคู่จับจ้องมายังเวทีกลางนั้น จับจ้องร่างบอบบางของเด็กสาวผู้หนึ่ง ที่ยืนเด่นเป็นสง่าเหนือซากศพของนักสู้ผู้ขึ้นชื่อว่าป่าเถื่อนที่สุดในรอบการประลองนี้

"นาง…สังหารได้จริง ๆ?"

เสียงกระซิบแผ่วเบาดังสะท้อนในหมู่ชน ตามมาด้วยเสียงอุทานระคนตกใจที่เริ่มแพร่สะพัดดั่งคลื่นในมหาสมุทร

"นางมิใช่เพียงเด็กสาวไร้พิษสงหรอกหรือ!"

"เมื่อครู่ยังนอนแทบขยับไม่ได้…เหตุใดถึงพลิกสถานการณ์เช่นนี้!"

"วิชานั้น…มิใช่กระบวนท่าของนักสู้ทั่วไป!"

“งะ…เงินข้า!”

ผู้ชมบางคนก้มลงมองถ้วยสุราในมือของตนเองราวกับสงสัยว่าถูกวางยาจนเมาสุราแล้วเกิดภาพหลอนหรือไม่ บางคนเบิกตาโพลงอย่างไม่เชื่อสายตา ขณะที่อีกหลายคนก็ตั้งท่าขยับหนีออกห่างจากขอบสนามอย่างระแวดระวัง ราวกับหวั่นเกรงว่าเด็กสาวนางนี้จะกระโจนเข้ามาปลิดชีพพวกตนได้ทุกเมื่อ

บนหอชมศึกชั้นสูงสุด ขุนนางและเศรษฐีผู้มั่งคั่งซึ่งส่วนใหญ่ต่างลงพนันข้างชายร่างยักษ์ ต่างก็สีหน้าเคร่งเครียด บ้างขมวดคิ้วหนัก บ้างแค่นเสียงเยาะเย้ยกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วนในใจ

แม้แต่ผู้คุมเวทีซึ่งคร่ำหวอดในสนามประลองมาเป็นสิบๆ ปี ยังเลื่อนสายตามองร่างเล็กกลางเวทีอย่างไม่ปกปิดความประหลาดใจในแววตา

สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนจากเบื่อหน่ายเป็นเคร่งเครียดทันควัน เพราะเขารู้ดีว่า การสังหารนักสู้ชั้นแนวหน้าเช่นนี้ด้วยร่างกายอ่อนแรงและบาดเจ็บนั้น…ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันต้องอาศัยสายตาที่แหลมคมดุจเหยี่ยว การอ่านคู่ต่อสู้เฉียบคมดั่งมีด และการโจมตีที่ไม่มีความลังเลแม้แต่นิดเดียว

ไม่ใช่ศิษย์สำนักใหญ่ ไม่ใช่ขุนศึกสนามรบ แต่มือสังหารต่างหาก…ที่มีทักษะแบบนี้

ผู้คุมเวทีเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น

ประกาศผลการประลอง!

ด้านหนึ่งของอัฒจันทร์ เสียงหัวเราะต่ำๆ ดังขึ้นจากกลุ่มชายชุดดำที่ปกปิดใบหน้าด้วยหน้ากากครึ่งซีก หนึ่งในนั้นเอียงศีรษะพลางกระซิบ

"น่าสนใจ…น่าสนใจยิ่งนัก"

แม้กระทั่งเจ้าของเวทีตัวจริงซึ่งนั่งหลบอยู่เบื้องหลังม่านไหม ก็ยังเผยรอยยิ้มบางที่หายากขึ้นมาได้ ราวกับนักล่าเจอเหยื่อพิเศษที่ไม่คาดคิด

เสียงลมหายใจหนักอึ้งแผ่ซ่านทั่วลานประลอง ในความเงียบอันอึดอัดนั้น เฟิงอู่เยายืนอยู่เพียงลำพัง เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งเปื้อนเลือด ใบหน้าเนียนซีดเซียวจากการเสียเลือด แต่ดวงตาคู่นั้นกลับส่องประกายเยียบเย็นคมกล้า ท่ามกลางสายตานับพันคู่ เธอเงยหน้าขึ้นอย่างสงบนิ่ง…

เสียงลมหายใจของผู้คนนับพันยังตึงเครียดไม่หาย แต่แล้ว…เสียงฆ้องใบใหญ่ที่ตั้งอยู่บนหอประกาศด้านทิศเหนือก็ดัง "เคร๊ง!" ขึ้นเป็นสัญญาณ

“ประกาศผลการประลอง!”

“ผู้ชนะประจำรอบ… หยาง! หลาน! ฮวา!”

เสียงขานชื่อเรียบขรึมก้องกังวานทั่วสนามประลอง ราวกับเสียงฟ้าผ่าแหวกสติของผู้ชมที่ยังตะลึงอยู่ไม่สร่าง ก่อนศิลาอาคมขนาดใหญ่ข้างสนามประลองจะเรืองแสง ชื่อของหยางหลานฮวาค่อยๆ ปรากฏขึ้น ตัวหนังสือสีทองสว่างวาบ ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไป

"หยางหลานฮวา?"

"นางชื่อว่า…หยางหลานฮวาจริงหรือ?"

"เป็นคนของจวนเจ้ากรมคลังงั้นรึ!"

“ขะ…ข้านึกออกแล้ว! หยางหลานฮวาบุตรสาวไร้ค่าแห่งจวนเจ้ากรมคลัง!”

เสียงกระซิบ กระซาบ กลายเป็นคลื่นกระเพื่อม ผู้ชมจำนวนหนึ่งถึงกับลุกพรวดจากที่นั่ง หลายคนหันมองหน้ากันด้วยดวงตาเบิกกว้าง คุณหนูรองจากจวนตระกูลหยาง…เด็กสาวที่เคยได้ยินเพียงเสียงลือ เสียงเล่า ว่าอ่อนแอ และไร้พรสวรรค์ในการฝึกพลังปราณ แม้จะมีพรสวรรค์ด้านรากฐานพลังมาแต่กำเนิด นี่มิเท่ากับไร้ค่าหรอกหรือ?

นาง…คือคนเดียวกับที่เพิ่งสังหารนักสู้เถื่อนในเวทีชิงหลงได้อย่างหมดจด!?

“หรือว่า…เป็นแผนของตระกูลหยาง?”

“ไม่สิ! ข้าเคยได้ยินว่านางอ่อนปวกเปียกนัก แม้แต่งานพิธีปักปิ่นเมื่อสามปีก่อนยังไม่มีแรงเดินออกมาหน้าห้องโถง!”

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ปะทุขึ้นเป็นพายุอย่างควบคุมไม่อยู่ ชื่อ "หยางหลานฮวา" ที่แสนจืดจางในหมู่ชน บัดนี้กลับกลายเป็นดั่งเปลวไฟที่กำลังเผาไหม้ความเชื่อเดิมของผู้คนทั้งสนาม

ขณะเดียวกัน ณ ที่สูงสุดของเวทีแห่งนี้

ในหอชมศึกลอยเด่นใต้เงาเพดานไหมฟ้า ชายหนุ่มผู้หนึ่งขยับนิ้วเรียวยาวของตนเพียงเล็กน้อย เขาเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างแผ่วเบา มือหนึ่งวางบนขอบโต๊ะหยกข้างกาย อีกมือถือถ้วยชาเอาไว้

ภายใต้ชุดคลุมไหมสีดำลายเมฆน้ำเงิน ใบหน้าของเขาคมคายราวหยกสลัก ริมฝีปากบางไม่แสดงอารมณ์…ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับ “หรี่ลง” ช้าๆ

สายตาของเขาเลื่อนลงจากขอบฟ้า ไปหยุดอยู่ตรงกลางลานประลอง ตรงที่เด็กสาวร่างบางคนนั้นยืนแน่นิ่งอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย คราบเลือดเปรอะเปื้อน เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง แต่แววตากลับนิ่งสงบ เยียบเย็น และแน่วแน่จนแม้แต่ความตายยังไม่อาจทำให้นางหวั่นไหว

“หยาง…หลานฮวา” ชายหนุ่มผู้นั้นเอ่ยชื่อเงียบๆ หางตาเขายกขึ้นช้าๆ ขณะมุมปากคล้ายจะแย้มบางเบา…แต่ก็ไม่ใช่รอยยิ้มเสียทีเดียว

“หึ” เขาพึมพำเบาๆ “น่าสนใจจริงๆ”

บรรยากาศในหอชมการประลองยังคงหนักอึ้งหลังชื่อ "หยางหลานฮวา" ถูกประกาศอย่างเป็นทางการ ภายใต้ม่านไหมสีน้ำเงินทอทอง ชายหนุ่มชุดดำลุกขึ้นช้าๆ จากเก้าอี้หยก

เสียงฝีเท้าของเขาเบาไร้เสียง แต่กลับทำให้องครักษ์ในชุดดำในเงามืดที่ยืนอยู่ข้างหลังขยับตัวค้อมหัวพร้อมกันโดยไม่ต้องออกคำสั่ง

“ซูเจี้ยน” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียก

ชายชุดดำด้านข้างก้าวออกมาคุกเข่าทันที ดวงตาคมกริบต่ำลงไม่สบตานายเหนือหัว “ไปสืบเบื้องหลังนามา ข้าไม่ต้องการข่าวที่ผ่านการประพันธ์มาแล้ว”

“พ่ะย่ะค่ะ องค์ชายรอง!” เสียงรับคำของซูเจี้ยนต่ำหนัก ก่อนจะหายวับไปในเงามืดเบื้องหลังอย่างไร้เสียง

บุรุษบนหอคอย ยังคงยืนกอดอก มองร่างบอบบางกลางลานเบื้องล่างด้วยสายตายากจะคาดเดา ภายใต้ท่าทีสุขุมเยือกเย็น แววตาของเขาฉายประกายความสนใจที่ยากจะปิดซ่อน…

เสียงโห่ร้องรอบสนามประลองชิงหลงค่อยๆ แผ่วจางลงหลังจากเฟิงอู่เยาโค่นคู่ต่อสู้ลงได้ ร่างบางของเธอยังคงยืนหอบหายใจเล็กน้อยกลางลานประลอง ท่ามกลางวงล้อมผู้คนในลานประลอง เฟิงอู่เยายังคงยืนนิ่ง ลมหายใจของเธอขาดห้วงเล็กน้อยหลังการต่อสู้อันดุเดือด

เมื่อครู่หญิงสาวเพิ่งเอาชนะคู่ต่อสู้อย่างงดงาม ทว่าแผลบอบช้ำภายในกำลังกำเริบขึ้นอีกครั้ง ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่างจนเฟิงอู่เยาต้องกัดฟันแน่น กลิ่นคาวเลือดแตะปลายลิ้นก่อนที่เธอจะรู้สึกถึงโลหิตอุ่นๆ ซึมขึ้นมาที่ลำคอ เธอพยายามบังคับร่างกายใหม่นี้ไม่ไห้ไหวเอน หยาดเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าผากขณะกวาดตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง

ดวงตาคมสวยของเฟิงอู่เยาพร่ามัวไปครู่หนึ่ง โลกทั้งใบเหมือนโคลงเคลง เธอกะพริบตาถี่ๆ ไล่อาการหน้ามืด พลางรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายหวังจะก้าวออกจากลานประลองอย่างสง่าผ่าเผย

ต้องไม่ล้ม… ไม่ใช่ที่นี่…

เฟิงอู่เยาบอกตัวเอง ทว่าเพียงก้าวแรกที่ย่างออกไป ร่างของเธอก็ทรุดฮวบ ร่างทั้งร่างเริ่มโอนเอนใกล้จะล้มลงกับพื้นเบื้องล่าง ทันใดนั้นเอง ในห้วงสติที่เลือนรางก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นในศีรษะของเธอ

"ติ๊ง! ระบบร้านค้าออนไลน์ยินดีต้อนรับค่ะ~" น้ำเสียงเล็กแหลมนั้นเจือความขี้เล่นมีชีวิตชีวา คล้ายกำลังหยอกเย้าอย่างสุภาพ "หลังจากการต่อสู้อันดุเดือด ระบบร้านค้าออนไลน์พร้อมให้บริการแล้วค่ะ คุณหนูหลานฮวา~ ขอให้สนุกกับการช้อปปิ้งนะคะ!"

เฟิงอู่เยาชะงักนิ่งพยายามตั้งสติ ข่มความเจ็บแล้วเพ่งสมาธิไปยังหน้าจอโปร่งแสงที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า จอเรืองแสงขนาดใหญ่ลอยคว้างกลางอากาศที่มีเพียงเธอคนเดียวที่มองเห็น บนหน้าจอนั้นมีรายการเมนูหลากหลายปรากฏอย่างละเอียดชัดเจน ทั้ง โอสถยุทธภพ (ยาวิเศษและโอสถสำหรับโลกแห่งนี้) ยาแผนปัจจุบัน (ยาสมัยใหม่จากโลกเดิมของเธอ) ของวิเศษ (ไอเทมวิเศษอื่นๆ ที่หาได้ยากยิ่ง)

แต้มสะสม: 0 แต้ม (คะแนนสะสมปัจจุบันของผู้ใช้)

ภารกิจประจำวัน: ยังไม่มีภารกิจ

ภารกิจประจำสัปดาห์: ยังไม่มีภารกิจ

เฟิงอู่เยามองดูเมนูที่ลอยเด่นอยู่ตรงหน้าด้วยหัวใจที่เต้นระรัว เธอรับรู้ทันทีว่าระบบนี้จะเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับตนเองในมิติที่แสนอันตรายนี้ ดวงหน้าซีดขาวของหญิงสาวมีรอยยิ้มบางปรากฏขึ้นที่มุมปาก แม้ร่างกายจะเจ็บปวดใกล้สิ้นแรง แต่เธอก็ยังฝืนยืนหยัดไว้ได้ เฟิงอู่เยาพยายามประครองสติเดินตรงไปยังแท่นของผู้ดูแลสนามประลองอย่างไม่รีรอ

ด้านผู้ดูแลสนามประลองรีบลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นหญิงสาวเดินเข้ามาใกล้ เขาชิงหยิบห่อเงินรางวัลมายื่นให้ทันทีโดยไม่ให้นางต้องเอ่ยทวง เฟิงอู่เยารับถุงเงินนั้นมาถือไว้ ดวงตาเรียวดุจคมมีดกวาดมองเพียงครู่เพื่อเป็นการตรวจสอบ จากนั้นเธอหมุนกายเดินจากไปอย่างเงียบงันโดยไม่ปริปากหรือเหลียวหลัง

เฟิงอู่เยาเดินออกจากประตูสนามประลองเข้าสู่ถนนด้านนอก ที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มาเดินจับจ่ายซื้อของ ทว่าระหว่างที่กำลังเดินนั้น สัญชาตญาณนักฆ่าที่สั่งสมมานานก็พลันเตือนเธอว่ามีใครบางคนกำลังสะกดรอยตามมาอยู่ด้านหลัง ไม่แม้แต่จะชำเลืองกลับไป เธอยังคงรักษาจังหวะการเดินอย่างเป็นธรรมชาติราวกับไม่เอะใจ ก่อนเริ่มเดินเบียดเสียดกับผู้คนภายในตลาด

ทว่าทันทีที่ถึงมุมตึกอับแสง เธอก็ขยับกายเลี้ยวผลุบเข้าไปในตรอกเล็กๆ ข้างทางที่ลับสายตาผู้คนอย่างแนบเนียน ร่างของหญิงสาวหายไปกับความมืดในตรอกนั้นโดยไร้สุ้มเสียง

ภายในตรอกมืดมิด เฟิงอู่เยาแนบตัวชิดกำแพง หยุดนิ่งราวรูปสลัก หัวใจของเธอเต้นหนักหน่วงแต่เป็นจังหวะมั่นคง ความตึงเครียดแล่นพล่านทั่วกาย ทว่าสติยังคงเยือกเย็น นัยน์ตาคมกริบจับจ้องไปยังทางเข้าตรอก เฝ้ารอสังเกตความเคลื่อนไหวของผู้สะกดรอยอย่างใจจดใจจ่อ

ปลายนิ้วของเธอแตะที่ด้ามมีดสั้นภายในแขนเสื้อ ที่พึ่งหยิบติดมือมาจากแผงขายมีดเมื่อครู่ ไม่นานนัก เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นใกล้ปากตรอก เงานั้นหยุดยืนตรงทางเข้า ราวกับกำลังชั่งใจว่าผู้ที่ตนตามหาจะหลบอยู่แถวนี้หรือไม่ เฟิงอู่เหยานิ่งงันไม่ไหวติง แม้แต่ลมหายใจยังถูกผ่อนให้แผ่วเบาที่สุด

ในความเงียบงันนั้นเสียงหัวใจที่เต้นอยู่ในอกดังชัดเจนในโสตประสาทของเธอ ครู่ต่อมา เงานั้นก็กวาดตามองไปอีกทางหนึ่งก่อนจะผละจากไปอย่างรวดเร็ว เฟิงอู่เยารออยู่อีกอึดใจเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีผู้ใดหลงเหลืออยู่บริเวณนั้นจริงๆ

เมื่อเห็นว่าปลอดภัยชั่วคราว หญิงสาวจึงคลายมือจากด้ามมีดและผ่อนลมหายใจออกช้าๆ ความตึงเครียดจากการประลองเมื่อครู่เริ่มจางลง ความเจ็บปวดจากบาดแผลทั่วร่างก็ยิ่งชัดเจนขึ้น แม้จะไม่ใช่บาดแผลสาหัสถึงชีวิต แต่เธอก็ไม่คิดจะประมาท

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...