“Thai ESGX”...เปิดให้ลงทุนรอบหลัง IPO 13 พ.ค. – 30 มิ.ย. 25 นี้ พร้อมรับโอน “เงินลงทุนเดิมจาก LTF” คาดมีผู้ใช้สิทธิประมาณ 50% ของเงิน LTF เดิมที่มีอยู่กว่า 1.6 แสนลบ.
สำหรับผู้สนใจลงทุน“กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ” (Thai ESGX) จะเปิดให้ลงทุนอีกครั้งรอบหลัง IPO วันที่ 13 พ.ค. – 30 มิ.ย. 25 นี้
โดยผู้ลงทุนสามารถแจ้งความประสงค์สับเปลี่ยนหน่วยลงทุน “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” (LTF) ที่มีอยู่ทั้งหมด ทุกกองทุน ได้ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค.นี้เช่นกัน โดยทั้งส่วนเงินลงทุนเพิ่ม หรือส่วนสับเปลี่ยน LTF เดิม สามารถดำเนินการได้ภายใน 30 มิ.ย.นี้เท่านั้น โดยสามารถติดต่อโดยตรงกับ “บริษัทจัดการลงทุน” (บลจ.) หรือ “ตัวแทนขาย” ที่ได้รับการแต่งตั้ง
วงเงินสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้มาตรการ Thai ESGX แบ่งออกเป็น 2 วงเงิน ประกอบด้วย
วงเงินที่ 1 สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่สนใจลงทุนใน Thai ESGX สามารถเริ่มซื้อได้ ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2568 วงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุดไม่เกิน 30%ของเงินได้พึงประเมิน เฉพาะในส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท โดยต้องถือครองหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี (วันชนวัน นับแต่วันที่ลงทุน)
วงเงินที่ 2 สำหรับผู้ที่ถือหน่วยลงทุน LTF ณ วันที่ 11 มี.ค. 25 ที่แจ้งความประสงค์สับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF เดิม ทั้งหมดใน LTF ทุกกองทุนในทุก บลจ. (ไม่รวม class หน่วยภาษีอื่นภายใต้กองทุนเดียวกัน เช่น class SSF) มาเป็นหน่วยลงทุนของ Thai ESGX ในช่วงเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2568 วงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด 500,000 บาท ตั้งแต่ปีภาษี 2025-2029 โดยในปี 2025 วงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด 300,000 บาท และปี 2026-2029 ให้ได้รับลดหย่อนเป็นจำนวนเท่า ๆ กันในแต่ละปีภาษี
ปัจจุบัน มีเงิน LTF ในระบบ (ณ 30 เม.ย. 25) ประมาณ 156,292.88 ล้านบาท ทั้งนี้ทาง “สมาคมบลจ.” (AIMC) คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุน LTFเดิมที่โอนมาใช้สิทธิประมาณ 50% ของเงินที่มีอยู่ และในส่วนของเงินลงทุนใหม่คาดว่าจะได้ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้เชื่อมั่นว่าจะช่วยลดแรงขายและดึงเงินใหม่เข้าในตลาดหุ้นไทยได้
สำหรับ 6 บลจ. ที่มีส่วนแบ่งกองทุน LTF มากสุด มีส่วนแบ่งรวมกันกว่า 86% ได้แก่
“บลจ.บัวหลวง” 37,917 ล้านบาท ส่วนแบ่ง 24%
“บลจ.กสิกรไทย” 32,999 ล้านบาท ส่วนแบ่ง 21%
“บลจ.กรุงศรี” 23,904 ล้านบาท ส่วนแบ่ง 15%
“บลจ.ไทยพาณิชย์” 20,568 ล้านบาท ส่วนแบ่ง 13%
“บลจ.ยูโอบี” 11,523 ล้านบาท ส่วนแบ่ง 7%
“บลจ.อีสท์สปริง” 9,422 ล้านบาท ส่วนแบ่ง 5%