โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“Thai ESGX”...เปิดให้ลงทุนรอบหลัง IPO 13 พ.ค. – 30 มิ.ย. 25 นี้ พร้อมรับโอน “เงินลงทุนเดิมจาก LTF” คาดมีผู้ใช้สิทธิประมาณ 50% ของเงิน LTF เดิมที่มีอยู่กว่า 1.6 แสนลบ.

Wealthy Thai

อัพเดต 22 ก.พ. เวลา 17.49 น. • เผยแพร่ 12 พ.ค. 2568 เวลา 12.43 น.

สำหรับผู้สนใจลงทุน“กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ” (Thai ESGX) จะเปิดให้ลงทุนอีกครั้งรอบหลัง IPO วันที่ 13 พ.ค. – 30 มิ.ย. 25 นี้
โดยผู้ลงทุนสามารถแจ้งความประสงค์สับเปลี่ยนหน่วยลงทุน “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” (LTF) ที่มีอยู่ทั้งหมด ทุกกองทุน ได้ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค.นี้เช่นกัน โดยทั้งส่วนเงินลงทุนเพิ่ม หรือส่วนสับเปลี่ยน LTF เดิม สามารถดำเนินการได้ภายใน 30 มิ.ย.นี้เท่านั้น โดยสามารถติดต่อโดยตรงกับ “บริษัทจัดการลงทุน” (บลจ.) หรือ “ตัวแทนขาย” ที่ได้รับการแต่งตั้ง

วงเงินสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้มาตรการ Thai ESGX แบ่งออกเป็น 2 วงเงิน ประกอบด้วย

วงเงินที่ 1 สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่สนใจลงทุนใน Thai ESGX สามารถเริ่มซื้อได้ ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2568 วงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุดไม่เกิน 30%ของเงินได้พึงประเมิน เฉพาะในส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท โดยต้องถือครองหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี (วันชนวัน นับแต่วันที่ลงทุน)
วงเงินที่ 2 สำหรับผู้ที่ถือหน่วยลงทุน LTF ณ วันที่ 11 มี.ค. 25 ที่แจ้งความประสงค์สับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF เดิม ทั้งหมดใน LTF ทุกกองทุนในทุก บลจ. (ไม่รวม class หน่วยภาษีอื่นภายใต้กองทุนเดียวกัน เช่น class SSF) มาเป็นหน่วยลงทุนของ Thai ESGX ในช่วงเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2568 วงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด 500,000 บาท ตั้งแต่ปีภาษี 2025-2029 โดยในปี 2025 วงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด 300,000 บาท และปี 2026-2029 ให้ได้รับลดหย่อนเป็นจำนวนเท่า ๆ กันในแต่ละปีภาษี
ปัจจุบัน มีเงิน LTF ในระบบ (ณ 30 เม.ย. 25) ประมาณ 156,292.88 ล้านบาท ทั้งนี้ทาง “สมาคมบลจ.” (AIMC) คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุน LTFเดิมที่โอนมาใช้สิทธิประมาณ 50% ของเงินที่มีอยู่ และในส่วนของเงินลงทุนใหม่คาดว่าจะได้ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้เชื่อมั่นว่าจะช่วยลดแรงขายและดึงเงินใหม่เข้าในตลาดหุ้นไทยได้
สำหรับ 6 บลจ. ที่มีส่วนแบ่งกองทุน LTF มากสุด มีส่วนแบ่งรวมกันกว่า 86% ได้แก่

  • บลจ.บัวหลวง” 37,917 ล้านบาท ส่วนแบ่ง 24%

  • “บลจ.กสิกรไทย” 32,999 ล้านบาท ส่วนแบ่ง 21%

  • “บลจ.กรุงศรี” 23,904 ล้านบาท ส่วนแบ่ง 15%

  • “บลจ.ไทยพาณิชย์” 20,568 ล้านบาท ส่วนแบ่ง 13%

  • “บลจ.ยูโอบี” 11,523 ล้านบาท ส่วนแบ่ง 7%

  • “บลจ.อีสท์สปริง” 9,422 ล้านบาท ส่วนแบ่ง 5%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...