“ธุรกิจกาแฟ” เร่งนำเข้ากาแฟบราซิล ก่อนสหรัฐเก็บภาษีนำเข้า 50% เริ่ม 1 ส.ค.68
"ธุรกิจกาแฟ" เร่งนำเข้ากาแฟบราซิล ก่อนมาตรการภาษีใหม่ของทรัมป์มีผลบังคับใช้ 1 สิงหาคม หลังรัฐบาลประกาศเก็บภาษีนำเข้า 50% กระทบต้นทุนผู้นำเข้าโดยตรง ด้านสมาคมกาแฟสหรัฐฯ เรียกร้องให้ยกเว้น
วันที่ 16 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.53 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า แหล่งข่าวระบุว่า ผู้ค้าสินค้าโภคภัณฑ์กำลังเร่งแข่งกับเวลาเพื่อนำเข้ากาแฟจากบราซิลเข้าสหรัฐให้ได้มากที่สุดก่อนที่ภาษีนำเข้า 50% จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคม 2568
โดยข้อมูลที่เผยแพร่ล่าสุดชี้ว่าราคาผู้บริโภคในสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นในเดือนมิถุนายน โดยหนึ่งในสาเหตุคือภาษีนำเข้าที่เริ่มส่งผลต่อต้นทุนสินค้าต่าง ๆ รวมถึงราคากาแฟที่ผู้บริโภคต้องจ่าย ผู้ค้าบางรายถึงกับเบนเส้นทางเรือขนส่งในระหว่างเดินทาง ยกเลิกจุดแวะในประเทศอื่น ๆ เพื่อให้ตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุกาแฟบราซิลสามารถเข้าเทียบท่าสหรัฐได้ทันก่อนวันที่ 1 สิงหาคม โดยไม่ต้องเสียภาษี 50%
ขณะเดียวกันผู้ค้าบางรายได้นำเข้ากาแฟจากบราซิลที่เคยจัดเก็บไว้ในประเทศใกล้เคียงอย่างแคนาดาหรือเม็กซิโก ซึ่งเดิมตั้งใจจะใช้จำหน่ายในประเทศเหล่านั้น มาเปลี่ยนเป้าหมายเพื่อจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯ แทน
ด้านผู้นำเข้าในสหรัฐฯ เริ่มตั้งราคาขายส่งล่วงหน้าแล้ว โดยรวมภาษี 50% สำหรับสินค้าที่จะเข้าประเทศหลังจากวันที่ 1 สิงหาคมไว้เรียบร้อย
Jeff Bernstein กรรมการผู้จัดการบริษัทค้ากาแฟ RGC Coffee กล่าวว่า “เราปรับเปลี่ยนเส้นทางเรือบางลำให้มาถึงสหรัฐฯ ให้เร็วขึ้น ซึ่งเดิมทีมีกำหนดเดินทางยาวกว่านี้ …แต่สำหรับสินค้าล็อตอื่น เราก็ไม่สามารถเร่งให้มาถึงได้ทัน”
ทั้งนี้บราซิลผลิตกาแฟประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณกาแฟที่ใช้ในสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบ single origin (แหล่งเดียว) หรือเป็นส่วนผสมหลักในเบลนด์ที่ขายในประเทศที่บริโภคกาแฟมากที่สุดในโลก ขณะที่สหรัฐเองผลิตกาแฟได้เพียง 1% ของที่ใช้บริโภคทั้งหมด
ราคากาแฟในสหรัฐปรับตัวขึ้นอย่างมากในช่วงหลัง โดยเฉพาะหลังจากราคาตลาดพุ่งขึ้น 70% เมื่อปีที่แล้วจากปัญหาผลผลิตตกต่ำ ผู้เชี่ยวชาญในตลาดกล่าวว่าหากภาษีใหม่นี้มีผลบังคับใช้จริงจะสร้างแรงกดดันต่อราคาในวงกว้าง
Steve Walter Thomas ซีอีโอของบริษัทนำเข้า Lucatelli Coffee ที่ตั้งอยู่ในสหรัฐ กล่าว “นี่คือรูปแบบหนึ่งของการเก็บภาษีที่ทำร้ายธุรกิจอเมริกัน ไม่มีใครเดือดร้อนเท่าเรา ไม่ใช่บราซิล ไม่ใช่ประธานาธิบดีลูลา มันคือภัยคุกคามโดยตรงต่อธุรกิจของผู้นำเข้าอย่างผม”
ขณะที่สหกรณ์กาแฟบราซิล Expocacer ซึ่งมียอดขายเพิ่มขึ้น 15% ในตลาดสหรัฐเมื่อปีที่แล้ว กล่าวว่า ไม่สามารถเจรจาทบทวนเงื่อนไขการขายสำหรับสินค้าที่จะส่งมอบหลังวันที่ 1 สิงหาคมได้
“นี่คือภาษีที่กำหนดโดยประเทศผู้นำเข้า ดังนั้นผู้ที่ต้องรับผิดชอบคือผู้นำเข้า และสุดท้ายก็จะผลักภาระไปยังผู้บริโภค” Simao Pedro de Lima ประธาน Expocacer กล่าว พร้อมระบุว่านับตั้งแต่ทรัมป์ประกาศภาษี ก็ไม่มีการทำสัญญาซื้อขายใหม่กับผู้ซื้อในสหรัฐฯ อีกเลย
ทั้งนี้เมล็ดกาแฟจากบราซิลจะไหลไปยังยุโรปและเอเชียแทน ขณะที่สหรัฐฯ จะต้องนำเข้าจากแหล่งอื่น เช่น แอฟริกา อเมริกาใต้ และอเมริกากลาง ซึ่งเป็นทางเลือกที่ไม่ง่าย และจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น
ผู้ค้ารายหนึ่งซึ่งไม่เปิดเผยชื่อระบุว่า กาแฟบราซิลเป็นส่วนประกอบประมาณ 1 ใน 3 ของเบลนด์ที่ขายในร้านกาแฟเชนดังอย่าง Dunkin Donuts และ Tim Hortons และยังถูกใช้ใน Starbucks อย่างแพร่หลาย
สมาคมกาแฟแห่งชาติของสหรัฐปฏิเสธให้ความเห็นเรื่องภาษีดังกล่าว แต่ระบุว่า “กาแฟเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของชาวอเมริกันและเศรษฐกิจสหรัฐ” พร้อมเสริมว่า ผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน 2 ใน 3 ดื่มกาแฟทุกวัน
ทั้งนี้สมาคมฯ ได้ยื่นคำร้องต่อรัฐบาลทรัมป์เพื่อขอยกเว้นกาแฟจากการเก็บภาษีนำเข้าจากบราซิล
อ้างอิง : www.reuters.com