ศาลทหารแจง “คดีน้องเมย” ทำหน้าที่เป็นกลาง
จากกรณี ศาลทหารสูงสุดชั้นฎีกา พิพากษาตัดสินคดี “น้องเมย” อดีตนักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 เสียชีวิตหลังถูกธำรงวินัย ในโรงเรียนเตรียมทหาร สั่งจำคุกจำเลย 4 เดือน 16 วัน ชดใช้ 15,000 บาท รอลงอาญา 2 ปี พร้อมให้โอกาสจำเลยปรับปรุงตัว รับราชการ รับใช้ชาติต่อไป ตามที่เสนอข่าวไปก่อนหน้านี้
ศาลทหารชั้นฎีกา พิพากษา คดีน้องเมย จำคุกจำเลย 4 เดือน 16 ชดใช้ 15,000 บ.
2 วันก่อนหน้า22 ก.ค. 2025
ล่าสุด (23 ก.ค. 68) ศาลทหาร ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจง ถึงคำพิพากษาคดี “น้องเมย” นักเรียนเตรียมทหาร ตามคําพิพากษาของศาลทหารสูงสุด โดยยืนยันว่า สั่งฟ้องความผิดฐานทําร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ไม่ใช่คดีทําร้ายร่างกายผู้เสียหายจนถึงแก่ความตาย ย้ำชัด ทําหน้าที่อย่างเป็นกลาง ปราศจากอคติ ยึดมั่นตามรัฐธรรมนูญ
แถลงการณ์ระบุว่า
เรื่อง คดีนักเรียนเตรียมทหารตามคําพิพากษาของศาลทหารสูงสุด ที่ 18/2568
ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ศาลมณฑลทหารบกที่ 12 ได้อ่านคําพิพากษาของศาลทหารสูงสุด ที่ 18/2568 ระหว่าง อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 12 โจทก์ กับ นักเรียนเตรียมทหาร ธ. จําเลย โดยมีการพิพากษาลงโทษในสถานเบา และรอการลงโทษให้กับจําเลย กรณีจําเลยทําร้ายร่างกายด้วยการสั่งธํารงวินัยแก่นักเรียนเตรียมทหาร ภ. ผู้เสียหาย จนเสียชีวิต
2. คดีตามคําพิพากษาของศาลทหารสูงสุดที่ 18/2568 มีข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2560 จําเลยสั่งธํารงวินัยโดยให้ผู้เสียหายทําท่าแคงการ ระหว่างนั้นผู้เสียหายเป็นลมหมดสติ จําเลยได้ไปตามเพื่อนนักเรียนเตรียมทหารและ ได้ช่วยกันปฐมพยาบาลและนําผู้เสียหายส่งโรงพยาบาล มีบาดแผลถลอกบริเวณศีรษะด้านบนประมาณ 4 เซนติเมตร แพทย์ให้ ความเห็นว่า ผู้เสียหายมีอาการวูบ ไม่รู้สึกตัว ความดันต่ํา เห็นควรทุเลาฝึก งดออกกําลังกายหนัก มีกําหนด 7 วัน กับงดออกกําลังกายในท่าศีรษะก้มลงต่ํากว่าตัว เพราะมีโอกาสทําให้เกิดความดันตกได้ จากนั้น มารดาของผู้เสียหาย ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดําเนินคดีกับจําเลย ข้อหาทําร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295
พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องในความผิดฐานทําร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และอัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 12 ได้ฟ้องจําเลยตามความเห็นของพนักงานสอบสวน
ศาลมณฑลทหารบกที่ 12 พิพากษาว่า จําเลยมีความผิดฐานกระทําโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย หรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ให้รอการกําหนดโทษจําเลยไว้ 1 ปี
ศาลทหารกลางพิพากษาว่า จําเลยมีความผิดฐานทําร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่จิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาว่าผู้เสียหายถูกธํารงวินัยจนเป็นลมหมดสติ ให้จําคุกจําเลย 4 เดือน 15 วัน ปรับ 15,000 บาท โทษจําคุกให้รอการลงโทษไว้ มีกําหนด 2 ปี
จําเลยฎีกาว่า ไม่มีเจตนาทําร้ายร่างกาย ไม่ได้กระทําผิดตามฟ้อง และโจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษ
ศาลทหารสูงสุดพิพากษาว่า การที่จําเลยสั่งธํารงวินัยผู้เสียหายโดยฝ่าฝืนระเบียบของโรงเรียนเตรียมทหาร และมารดา ผู้เสียหายไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน ให้ดําเนินคดีกับจําเลยในความผิดฐานทําร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับ อันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 เห็นว่า จําเลยมีความผิดฐานทําร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับ อันตรายแก่จิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และภายหลังเกิดเหตุจําเลยได้ไปตามเพื่อนนักเรียนเตรียมทหาร และได้ช่วยกันปฐมพยาบาลและนําผู้เสียหายส่งโรงพยาบาลเฝ้าดูอาการจนปลอดภัย กับทั้งถูกโรงเรียนเตรียมทหารตัดคะแนนความประพฤติและปลดจากการเป็นนักเรียนบังคับบัญชา ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจําเลยเคยได้รับโทษจําคุกมาก่อน เมื่อคํานึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ การศึกษาของจําเลย จึงให้รอการลงโทษไว้
3. ด้วยเหตุนี้ คดีที่ศาลทหารสูงสุดมีคําพิพากษาตามข้อ 2 ซึ่งเหตุเกิดเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2560 จึงไม่ใช่คดี ที่มีการกล่าวหาว่าทําร้ายร่างกายผู้เสียหายจนถึงแก่ความตาย อันจะเป็นความผิดฐานทําร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ที่มีการกระทําเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2560 เป็นเหตุให้นักเรียนเตรียมทหาร ภ. ถึงแก่ความตาย พฤติการณ์ในคดีดังกล่าวจึงเป็นคนละกรณีกัน
นอกจากนี้ คดีดังกล่าวเป็นคดีที่เกิดขึ้นก่อนที่พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 จะใช้บังคับ จําเลยจึงไม่มีความผิด ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 สําหรับคดีความผิดฐานทําร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ที่เหตุเกิดในเดือนตุลาคม 2560 นั้น
ปัจจุบันยังไม่มีการฟ้องคดีต่อศาลทหาร ส่วนคดีชันสูตรพลิกศพไม่อยู่ในอํานาจการพิจารณาของศาลทหาร ในการพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง ศาลทหารทําหน้าที่อย่างเป็นกลาง ปราศจากอคติ ยึดมั่นตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและความเป็นธรรม