โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดประวัติ ไทยน้ำทิพย์ 66 ปี ผลิตโค้กขาย 63 จังหวัด ก่อนเข้า IPO

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 ก.ค. 2568 เวลา 06.26 น. • เผยแพร่ 14 พ.ค. 2568 เวลา 10.47 น.

เปิดประวัติ “ไทยน้ำทิพย์” บริษัทผู้ผลิตโค้ก-แฟนต้า-สไปรท์ ในประเทศไทย จำหน่าย 63 จังหวัด กับเรื่องราวน่าสนใจตลอด 66 ปี ก่อน IPO เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

หากพูดถึง “ไทยน้ำทิพย์” หลายคนจะคุ้นเคยในฐานะบริษัทผู้ผลิตน้ำอัดลมแบรนด์ดัง โค้ก-แฟนต้า-สไปรท์ ในประเทศไทย ที่อยู่มายาวนานถึง 66 ปี โดยได้รับสิทธิ์ในการทำธุรกิจจัดเตรียม บรรจุ จัดจำหน่าย และจำหน่ายเครื่องดื่มตามสัญญากับ The Coca-Cola Company และ Schweppes Holdings Limited ในพื้นที่ 63 จังหวัดของประเทศไทย

และในประเทศลาวผ่านการถือหุ้นทางตรงและทางอ้อมใน Lao Coca-Cola Bottling Co., Ltd. (LCCB) ในสัดส่วน 100% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด

รวมทั้งการ Coca-Cola ลงทุนในบริษัทซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มและประกอบธุรกิจตามสัญญากับ Company และ Schweppes Holdings Limited ในประเทศกัมพูชาในสัดส่วน 30% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด

เรื่องราวตลอด 66 ปีที่ผ่านมาของ “ไทยน้ำทิพย์” ผ่านร้อนผ่านหนาว มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย และกำลังจะเริ่มต้นก้าวใหม่โดยการเตรียม IPO เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนย้อนเรื่องราวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเครื่องดื่มแห่งนี้

จุดกำเนิด “ไทยน้ำทิพย์”

สำหรับโค้กในประเทศไทย เริ่มต้นขายมาตั้งแต่ปี 2492 โดยโคคา-โคล่า เริ่มต้นธุรกิจในประเทศไทยครั้งแรกด้วยโรงงานบรรจุขวดเล็ก ๆ บนถนนหลานหลวง ดำเนินธุรกิจด้วยรถขนส่งเพียง 7 คัน ใช้เครื่องจักรบรรจุขวดขนาดเล็กเพียง 2 เครื่องที่ชื่อว่า “ดิกซี่” ผลิตโคคา-โคล่า ขนาด 6.5 ออนซ์ มีกำลังการผลิต 160 ขวดต่อนาที จำหน่ายในราคา 1 บาท ก่อนจะย้ายโรงงานบรรจุขวดมาที่ถนนสีลม เมื่อปี 2497

กระทั่งปี 2502 หรืออีก 5 ปีต่อมา กลุ่มนักธุรกิจไทยตระกูลสารสิน เคียงศิริ และบุญสูง ได้รับสิทธิ์เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่ม โคคา-โคล่า รายแรกของประเทศไทย โดยร่วมกับ บริษัท โคคา-โคล่า เอ็กซ์ปอร์ต คอร์ปอเรชั่น เปิดบริษัทผู้บรรจุขวดรายแรกของประเทศไทย ในนาม บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 7 ล้านบาท โดยมี ฯพณฯ พจน์ สารสิน ดำรงตำแหน่งประธานบริษัทในเวลานั้น

หลัวจากนั้น “ไทยน้ำทิพย์” ได้ขยายการเติบโตต่อเนื่อง ทั้งการขยายโรงงานบรรจุขวด เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้สอดรับความต้องการ และการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ตอบสนองตลาดที่เปลี่ยนไปต่อเนื่อง เริ่มจากการเปิดตัว “สไปรท์” น้ำอัดลมสีใส ตั้งแต่ปี 2507 เริ่มผลิตน้ำอัดลมแบบกระป๋อง ตั้งแต่ปี 2529

และเมื่อปี 2567 เดอะ โคคา-โคล่า คัมปะนี หนึ่งในผู้ถือหุ้น “ไทยน้ำทิพย์” ขายหุ้นบางส่วนให้กับ “สไวร์ โคคา-โคล่า” ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้าโคคา-โคล่า ที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 5 ของโลก พร้อมทั้งได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกัน ทั้ง 3 บริษัท เพื่อผนึกกำลังในการขยายตลาดภูมิภาคอาเซียนตอนเหนือ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย ลาว เวียดนาม และกัมพูชา

ปัจจุบัน ไทยน้ำทิพย์ ดำเนินการในชื่อ บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 มีโรงงานอยู่ทั้งสิ้น 5 แห่ง คือ ปทุมธานี, รังสิต, นครราชสีมา, ขอนแก่น, ลำปาง และทำหน้าที่ผลิต-จัดจำหน่ายเครื่องดื่มทั้งสิ้น 7 แบรนด์ คือ โคคา-โคลา (โค้ก), น้ำทิพย์, แฟนต้า, สไปรท์, มินิทเมด, ชเวปส์ และเอ แอนด์ ดับบลิว

ผู้บริหารในปัจจุบัน คือ นายพรวุฒิ สารสิน ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ และนายอินเยส คอร์ทเฮ้าส์ ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ

ส่องศักยภาพ “ไทยน้ำทิพย์”

ข้อมูล ณ สิ้นปี 2567 ไทยน้ำทิพย์ ได้จำหน่ายเครื่องดื่มที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายจำนวนรวม 404 ล้านยูนิตเคส ในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่ม โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทมีศูนย์กระจายสินค้ามากกว่า 50 แห่ง และโรงงานผลิตเครื่องดื่มจำนวน 5 แห่ง ในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มในประเทศไทศไทย

มีจำนวนพนักงาน (รวมการจ้างแรงงานภายนอก (Outsource) ตามความต้องการในฤดูกาลผลิต) มากกว่า 8,000 คน และบริษัทยังมีเครือข่ายที่ใช้ในการกระจายเครื่องดื่มที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มที่ให้บริการร้านค้าประมาณ 495,000 แห่งในประเทศไทย

นอกจากนี้ บริษัทมีฐานลูกค้าที่หลากหลาย ซึ่งบริษัทใช้กลยุทธ์การขายและการตลาดแบบเฉพาะเจาะจงสำหรับฐานลูกค้าแต่ละกลุ่ม โดยกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทในประเทศไทย มี 2 กลุ่ม

1. ร้านค้าแบบดั้งเดิม เช่น ร้านค้าส่งแบบดั้งเดิม (ร้านยี่ปั๊ว) ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม (ร้านโชห่วย) เป็นต้น

2. ร้านค้าแบบสมัยใหม่ เช่น ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น

เช่นเดียวกับในประเทศลาว กลุ่มลูกค้าของ LCCB ประกอบด้วย เครือข่ายร้านค้าและผู้จัดจำหน่ายในลักษณะใกล้เคียงกันกับกลุ่มลูกค้าในประเทศไทยของบริษัท

สำหรับโรงงานผลิตเครื่องดื่มจำนวน 5 แห่งในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มในประเทศไทย มีสายการผลิต 22 สาย กำลังการผลิตรวมสูงสุดประมาณ 564 ล้านยูนิตเคสต่อปี และมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มมากกว่า 50 แห่ง ซึ่งประกอบด้วย คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้าหลายประเภท และรถขนส่งสินค้าที่มีเทคโนโลยีเทเลเมติกส์ (Telematics) และกล้องปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทันสมัยและยานพาหนะจำนวนรวมกันมากกว่า 1,500 คัน สำหรับการประกอบธุรกิจในประเทศไทย

สำหรับในประเทศลาว มีโรงงานผลิตเครื่องดื่มจำนวน 1 แห่ง พร้อมทั้งมีคลังสินค้าและรถขนส่งสินค้าในจำนวนที่เพียงพอสำหรับการประกอบธุรกิจในประเทศลาว

นอกจากนี้ บริษัทได้เข้าทำสัญญาหลายฉบับ (เช่น สัญญาซื้อขายหุ้น สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น และสัญญาจองซื้อหุ้น) กับ CC Cambodia Holdings Pte. Ltd. (CCCH) Coca-Cola Indochina Pte. Ltd. (CCIC) และ Swire Beverages (Southeast Asia) Pte. Ltd. (SWB) ซึ่งล้วนเป็นบริษัทย่อยที่ถือหุ้นทั้งหมดโดย Swire Coca-Cola Limited (Swire Coca-Cola) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่ม (Bottler) ของ The Coca-Cola Company รายใหญ่ที่สุดในโลก

ซึ่งส่งผลให้ Swire Coca-Cola กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทางอ้อมของบริษัท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระหว่างผู้ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่ม (Strategic Bottling Alliance) ในประเทศไทย ลาว กัมพูชา และประเทศเวียดนาม (หลังจากที่บริษัทเข้าลงทุนในฐานะผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยในบริษัทย่อยของ Swire Coca-Cola ที่เป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่ม (Bottler) ในประเทศเวียดนามเสร็จสิ้น)

นอกจากนี้ บริษัทยังได้เข้าซื้อหุ้น 30% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมดในบริษัทย่อยของ Swire Coca-Cola ที่เป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่ม (Bottler) ในประเทศกัมพูชา และบริษัทอยู่ในระหว่างการเข้าลงทุน 30% ของทุนก่อตั้ง (Charter Capital) ทั้งหมดในบริษัทย่อยของ Swire Coca-Cola ที่เป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่ม (Bottler) ในประเทศเวียดนาม

ครองแชร์เบอร์ 1 ซอฟต์ดริงก์

ข้อมูลของบริษัท ฟรอส์ท แอนด์ ซัลลิวัน (ไทยแลนด์) จำกัด ระบุว่า เมื่อพิจารณาจากยอดขายในประเทศไทยสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทฯ ครองอันดับที่ 1 ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (NARTD) โดยมีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็นร้อยละ 15.6 ในหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทฯ โดยบริษัทฯ ครองอันดับที่ 1 ในผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่มอัดลม โดยมีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็นร้อยละ 51.4

สำหรับหมวดย่อยต่าง ๆ ของผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่มอัดลม

  • โคคา-โคล่า ส่วนแบ่งตลาดประเภทโคล่า ร้อยละ 47.9
  • แฟนต้า-สไปร์ท ส่วนแบ่งตลาดประเภทเครื่องดื่มที่มีรสชาติอื่น ๆ รวมกันร้อยละ 66.0
  • ชเวปส์ ส่วนแบ่งตลาดประเภทเครื่องดื่มสำหรับผู้ใหญ่ ร้อยละ 27.5

และบริษัทฯ มีส่วนแบ่งตลาดในอันดับที่ 5 สำหรับหมวดย่อยผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่มน้ำผลไม้พร้อมดื่ม โดยมีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็นร้อยละ 6.7 รวมถึงมีส่วนแบ่งตลาดอันดับที่ 3 ในหมวดย่อยผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำดื่ม โดยมีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็นร้อยละ 9.4

ทั้งนี้ จากข้อมูลของฟรอส์ท แอนด์ ซัลลิวัน คาดว่า ตลาด NARTD ในประเทศไทยจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยแบบทบต้น (“CAGR”) คิดเป็นร้อยละ 7.4 ระหว่างปี 2567 ถึงปี 2572 และคาดว่าจะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 337.6 พันล้านบาทภายในปี 2572

“โค้ก” รายได้เบอร์ 1 ของบริษัท

ข้อมูลรายได้แบ่งตามกลุ่มผลิตภัณฑ์การจำหน่ายเครื่องดื่มที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายของบริษัทฯ ช่วง 3 ปีล่าสุด คือ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 31 ธันวาคม 2566 และ 31 ธันวาคม 2567 ระบุไว้ว่ามีรายได้ดังนี้

  • ปี 2565 มีรายได้ 35,989.15 ล้านบาท
  • ปี 2566 มีรายได้ 39,294.98 ล้านบาท
  • ปี 2567 มีรายได้ 41,314.24 ล้านบาท

โดยรายได้อันดับ 1 มาจากเครื่องดื่มอัดลม โคคา-โคล่า มากถึงเกือบ 60% ส่วนอันดับ 2 คือ เครื่องดื่มอัดลมประเภทอื่นๆ และอันดับ 3 คือ น้ำดื่ม

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในช่วงปี 2565-2567 เป็นดังนี้

ปี 2565

  • รายได้รวม 35,989.15 ล้านบาท
  • ต้นทุนขาย 22,014.78 ล้านบาท
  • กำไรขั้นต้น 13,617.82 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 3,083.24 ล้านบาท

ปี 2566

  • รายได้รวม 39,294.98 ล้านบาท
  • ต้นทุนขาย 23,871.82 ล้านบาท
  • กำไรขั้นต้น 15,004.43 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 3,374.41 ล้านบาท

ปี 2567

  • รายได้รวม 41,314.24 ล้านบาท
  • ต้นทุนขาย 24,496.45 ล้านบาท
  • กำไรขั้นต้น 15,332.02 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 4,379.08 ล้านบาท

ส่องแผนใช้เงิน “ไทยน้ำทิพย์” หลัง IPO

ข้อมูลระบุว่า ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จะเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) รวมจำนวน 612,451,687 หุ้น คิดเป็น 10% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทในครั้งนี้ ซึ่งตามแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ SET กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม

มีวัตถุประสงค์การใช้เงินคือ

  • บริษัทจะใช้ในการลงทุนเพื่อพัฒนาและขยายธุรกิจของบริษัท
  • ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนทั่วไปสำหรับการดำเนินงานของบริษัท

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดประวัติ ไทยน้ำทิพย์ 66 ปี ผลิตโค้กขาย 63 จังหวัด ก่อนเข้า IPO

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...