คดีฮั้ว สว. หรือนี่จะเป็นทางตันในคดี
คดีฮั้ว สว. หรือนี่จะเป็นทางตันในคดี
จากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งและกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีการแปะหมายเรียกสมาชิกวุฒิสภาทั้งสิ้น 54 รายเข้าชี้แจงต่อกรณีคดีฮั้วส.ว. ซึ่งหลายฝ่ายก็จับตามองเรื่องนี้ว่าเริ่มมีความเข้มข้นมากขึ้นเพราะส.ว. ส่วนใหญ่ที่มีรายชื่อออกมานั้นก็คือตัวบิ๊กอย่าง เช่น ประธานวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภาทั้งสองรวมถึงสว. ตัวจี๊ดอย่างนายอลงกต วรกี ก็โดนหมายเรียกด้วยเป็นชุดแรก
แต่ก็เหมือนฟ้าจะผ่าเพราะหลังจากนั้นไม่กี่วันศาลรัฐธรรมนูญก็มีการวินิจฉัยให้การปฎิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง หยุดลงในฐานะผู้กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษและรองประธานกรรมการคดีพิเศษ
ซึ่ง หลายหลายฝ่ายก็ตั้งข้อสงสัยว่าสรุปดีเอสไอมีหน้าที่ทำในส่วนของคดีสว.หรือไม่หรือว่ามีหน้าที่ทำในส่วนไหนกันแน่ ซึ่งเรื่องนี้ อ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ได้กล่าวไว้ว่า พรบ.การเลือกสว. มาตรา 77 (1) การให้เงินจูงใจเลือกหรือจ้างวานผลประโยชน์เป็นตัวเงินนั้นผิด เรื่องเกี่ยวถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ตรงที่วรรค 2 ของมาตรา77 การได้มาซึ่งสว.นั้น กำหนดว่าให้เป็นความผิดตามกฏหมายฟอกเงินตาม พรบ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งคดีที่ดีดีเอสไอสามารถทำได้นั้นมีทั้งหมด 22 ประเภทและคดีฟอกเงินนั้นอยู่ในข้อที่ 16 จึงเข้าข่ายอำนาจหน้าที่ที่กระทำได้ ซึ่งในบอร์ดดีเอสไอก็มีมติว่าให้รับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษ ตามพรบ.อำนาจหน้าที่ ส่วนถ้าเป็นเรื่องมีโพยหรือมีการฮั้วกันนั้น ดีเอสไอไม่สามารถทำได้ต้องเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)
โดยสามารถสรุปสั้นๆได้ว่าเรื่องนี้ดีเอสไอมีหน้าที่ทำในส่วนคดี ฟอกเงินส่วนเรื่องฮั้วสว. นั้นเป็นหน้าที่กกต. ซึ่งก็สอดคล้องกับที่ โฆษกดีเอสไอ พันตำรวจตรีวรณัน ศรี้ล้ำ ให้สัมภาษณ์ว่า ดีเอสไอรับผิดชอบอยู่สองเรื่องใหญ่คือความผิดฐานอั่งยี่-ฟอกเงิน ซึ่งเป็นความผิดที่เกี่ยวพันกับคดีฟอกเงิน โดยคดีของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีสองฝั่งคือความผิดในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นไปตามพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง รวมทั้งความผิดในเรื่องของการได้มาซึ่งสว. ที่ไม่เป็นไปตามความสุจริตและเที่ยงธรรม ส่วนมิติทางอาญาอื่น เช่น ความผิดฐานอั่งยี่ของคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีการดำเนินการโดยมิชอบด้วยกฏหมายซึ่งเป็นอำนาจทั่วไปของคณะพนักงานสอบสวน ซึ่งคดีอั่งยี่เป็นมูลฐาน ของความผิดกฏหมายฟอกเงินอยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่ของดีเอสไอ เพราะอยู่ในคดีที่เกี่ยวกับจำนวนเงิน 300 ล้านขึ้นไป
ส่วนกรณีที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมถูกให้หยุดปฎิบัติหน้าที่ในส่วนของคดีพิเศษนั้นตามข้อกฎหมายแล้วคดีก็ยังดำเนินต่อไปถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนตัวรองประธานคดีพิเศษ เพราะดีเอสไอก็มีพยานหลักฐานเพียงพอในการ ทำคดีอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งก็ต้องจับตาดูกันในวัน 19 พฤษภาคม ว่าที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจะมีใครเดินทางไปบ้าง แต่ที่แน่ในวันพรุ่งนี้จะมีหนึ่งส.ว. ส่งทนายเพื่อไปยื่นเลื่อนการให้ ข้อมูลกับทางกกต. เนื่องจากติดภารกิจต้องเดินทางไปต่างประเทศแต่เมื่อเช็คซาวด์เสียงส.ว. ส่วนใหญ่ก็พร้อมที่จะเข้าให้ข้อมูลชี้แจงความบริสุทธิ์ใจเพราะพยานหลักฐานที่มีนั้นก็มีเพียงแค่ฝั่งกกต. ฝั่งเดียว โดยที่ฝั่ง สว.ไม่ได้ชี้แจงเลย