โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“วัส ติงสมิตร” ชี้ แพทองธารต้องห้ามเป็นรัฐมนตรีทั้งนายกฯ–รมว.วัฒนธรรม

The Publisher

เผยแพร่ 02 ก.ค. 2568 เวลา 05.04 น.

ถามแรง “ลูกน้องจะนำลูกพี่เข้าถวายสัตย์ได้อย่างไร”

วัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้ความเห็นกรณีการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวเพิ่มเติมจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยกล่าวว่า

“ลูกน้องจะนำลูกพี่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณได้อย่างไร”

วัส กล่าวถึงสถานการณ์ที่แพทองธารจะต้องถวายสัตย์ปฏิญาณในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้เธอหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี โดยตั้งคำถามว่า

“หากแพทองธารถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี เช่น สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งเป็นลูกน้องของนายกรัฐมนตรี จะนำแพทองธาร รัฐมนตรีวัฒนธรรมคนใหม่ ซึ่งเป็นลูกพี่ เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณได้อย่างไร”

—————

เหตุแห่งการต้องห้าม เป็นทั้งนายกฯ และรัฐมนตรี

อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแสดงความเห็นโดยเรียงลำดับไว้ 4 ข้อ โดยข้อแรก ระบุว่า

“แพทองธารถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีสาเหตุจากการขาดความซื่อสัตย์สุจริตและมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นสาเหตุเดียวกับการต้องห้ามเป็นรัฐมนตรีไม่ว่ากระทรวงใดๆ

ดังนั้น หากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแพทองธารเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมแล้ว สมาชิกวุฒิสภาไม่น้อย 10 % ของวุฒิสภา สามารถเข้าชื่อร้องต่อประธานวุฒิสภาให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยได้

คณะกรรมการการเลือกตั้งก็มีอำนาจส่งเรื่องนี้ไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยได้ด้วยเช่นกัน (มาตรา 170 วรรคสาม)”

———————

รัฐธรรมนูญห้ามอยู่ต่อ หากผิดจริยธรรมร้ายแรง

ในข้อที่สอง วัสกล่าวว่า

“ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง รัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามไปด้วย

โดยปกติคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ รัฐธรรมนูญบังคับให้คณะรัฐมนตรีต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ เว้นแต่กรณีขาดความซื่อสัตย์สุจริตและมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงดังคดีนี้

รัฐธรรมนูญห้ามนายกรัฐมนตรีอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป (มาตรา 168 (1) ตอนท้าย)”

—————

ชี้ต่างจากกรณี “ลุงตู่” อย่างสิ้นเชิง

ข้อที่สาม เขาเปรียบเทียบกรณีของแพทองธารกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยระบุว่า

“กรณีแพทองธารแตกต่างจากกรณีลุงตู่ (พลเอกประยุทธ์) ซึ่งถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีปัญหาว่าลุงตู่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเกิน 8 ปีแล้วหรือไม่

ในกรณีลุงตู่ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าลุงตู่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเกิน 8 ปีแล้ว คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะเหมือนกัน

แต่คณะรัฐมนตรีรวมทั้งลุงตู่นายกรัฐมนตรีต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ เพราะไม่เกี่ยวกับปัญหาขาดความซื่อสัตย์สุจริตหรือจริยธรรม

ซึ่งรัฐธรรมนูญห้ามมิให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ต้องไปแล้ว ไปเลย และไปลับ ดังกรณีของแพทองธาร”

—————

สรุป: ต้องห้ามทุกเก้าอี้ ไม่ใช่แค่ตำแหน่งนายกฯ

ท้ายที่สุด เขาสรุปความเห็นไว้ว่า

“แพทองธารต้องห้ามดำรงตำแหน่งทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม หรือกระทรวงอื่นใด ครับ”

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...