ธปท. ลุยแก้หนี้ต่อโปรฯ คุณสู้ เราช่วย ”เฟส 2“ เพิ่ม “จ่าย ตัด ต้น”
วันนี้ (1 ก.ค.68) นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 1 แก้ปัญหาให้กับผู้มีหนี้ ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 30 มิ.ย.68 พบผู้สนใจเข้าโครงการจำนวน 1.4 ล้านราย หรือคิดเป็น 1.9 ล้านบัญชี จากการติดตามตัวเลขผ่านธนาคารพาณิชย์ บริษัทลูกของกลุ่มธนาคาร และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs)
พบว่า ณ วันที่ 15 มิ.ย.68 มีลูกหนี้ลงทะเบียน ผ่านคุณสมบัติเข้าร่วมทั้งสิ้น 6.3 แสนราย คิดเป็น 52% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1.9 ล้านราย และคิดเป็นหมูหนี้ 4.6 แสนล้านบาท คิดเป็น 52% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ 8.9 แสนล้านบาท ทั้งนี้ ลูกค้าที่เข้าร่วมส่วนใหญ่ จะเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อไม่มีหลักประกัน
สำหรับผลการแก้หนี้ของผู้เข้าร่วมโครงการพบว่าสามารถชะลอการเพิ่มขึ้นของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) โดยสินเชื่อที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท ลดลงจาก 5.52% มาอยู่ที่ 4.53% ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ หนี้เสียยังทรงตัวไม่ได้ปรับขึ้นหรือลดลง
นอกจากนี้ ในภาวะรถยนต์ไม่ฟื้นตัว โครงการนี้ช่วยชะลอการยึดรถ และพยุงราคารถยนต์มือสองซึ่งจากการสอบถามผู้ประกอบการธุรกิจลานประมูล พบว่า อัตราการยึดรถปรับลดลงจากช่วงไตรมาสที่ 3/2567 ที่เคยสูงสุดอยู่ที่ 38,947 คัน ทยอยปรับลดลงมาเหลือที่ 26,462 คันในไตรมาสที่ 1/2568 และการขาดทุนรถยึด (Loss On Sale) ทยอยปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 42% จากเคยสูงกว่า 50% ส่งผลให้ราคามีเสถียรภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และมีลูกหนี้กลุ่มเปราะบางเป็นจำนวนมาก เจอปัญหาชำระหนี้ จึงมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขมาตรการ เพิ่มมาตรการ และขยายระยะเวลาโครงการคุณสู้ เราช่วย เฟส 2 โดยสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.68
โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ระยะที่ 2 ได้ปรับปรุงเงื่อนไขของมาตรการเดิม และมีมาตรการใหม่เพิ่มเติม เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางได้ครอบคลุมมากขึ้น สำหรับลูกหนี้
ของธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจ Non-bank ที่เป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ ดังนี้
มาตรการที่ 1 “จ่ายตรง คงทรัพย์” ขยายคุณสมบัติลูกหนี้ที่เข้ามาตรการให้ครอบคลุมถึง 1.ลูกหนี้ที่มีวันค้างชำระเกิน 365 วัน และ 2) ลูกหนี้ที่เคยมีประวัติค้างชำระน้อยกว่าที่กำหนดในระยะที่ 1 คือ เคยค้างชำระ 1 – 30 วัน และเคยปรับโครงสร้างหนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค.65 เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่วงเงินไม่สูงมาก ให้สามารถรักษาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันทั้งบ้าน รถ และสถานประกอบการไว้ได้
มาตรการที่ 2 “จ่าย ปิด จบ” ขยายเพดานภาระหนี้ของลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่เป็นหนี้เสีย (สถานะ NPL) เพื่อให้ความช่วยเหลือเพิ่มขึ้น โดย 1) สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน (unsecured loan) เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต ขยายเพดานภาระหนี้คงค้างเป็นไม่เกิน 10,000 บาทต่อบัญชี
2) สินเชื่อที่มีหลักประกัน (secured loan) ซึ่งได้มีการบังคับหลักประกันแล้ว และมีวงเงินสินเชื่อไม่เกินกว่าที่กำหนด (วงเงินสินเชื่อบ้าน หรือ สินเชื่อ SMEs ไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อบัญชี สินเชื่อรถยนต์ไม่เกิน 800,000 บาทต่อบัญชี สินเชื่อรถจักรยานยนต์ไม่เกิน 50,000 บาทต่อบัญชี) ขยายเพดานภาระหนี้คงค้างเป็นไม่เกิน 30,000 บาทต่อบัญชี เพื่อให้ลูกหนี้เหล่านี้สามารถเปลี่ยนสถานะการเป็นหนี้ จาก “หนี้เสีย” เป็น “ปิดจบหนี้” และเริ่มต้นใหม่ได้เร็วขึ้น
มาตรการที่ 3 “จ่าย ตัด ต้น” ซึ่งเป็นมาตรการใหม่สำหรับหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน (unsecured loan) ที่มียอดหนี้คงค้างไม่เกิน 50,000 บาทต่อบัญชี และเป็นหนี้เสีย (สถานะ NPL) โดยการปรับโครงสร้างหนี้ให้มีเงื่อนไขการผ่อนชำระคืนเป็นงวด (term loan) และผ่อนชำระร้อยละ 2 ของเงินต้นคงค้าง เป็นระยะเวลา 3 ปี
ซึ่งค่างวดที่ชำระจะนำไปตัดเงินต้นทั้งจำนวน สำหรับดอกเบี้ยจะพักแขวนไว้ และจะได้รับยกเว้นดอกเบี้ยในระหว่างมาตรการหากลูกหนี้สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดได้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับลูกหนี้ทั้งในปัจจุบันและระยะต่อไปได้
ลูกหนี้ที่สนใจเข้าร่วมมาตรการภายใต้โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 สามารถศึกษารายละเอียดและสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ได้ที่ https://www.bot.or.th/khunsoo ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 ก.ย.68 หรือติดต่อสาขาของสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการฯ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call center ของสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการฯ หรือ BOT contact center ของ ธปท. โทร. 1213