ย้อนพวกโลกสวย ‘ชนะโดยไม่ต้องรบ’ ไม่ใช่ถือขวดนมไปนั่งคุยกัน ต้องสร้างแสนยานุภาพกำลังข่มที่ได้เปรียบ
11มิ.ย.2568- นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) โพสต์เฟซบุ๊ก โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า
ชนะโดยไม่ต้องรบ
นักจินตราการหอคอยงาช้างพึง เข้าใจก็ดีครับ แม้แต่ช้างที่มีงา มันยังต้องชนกันเพื่อพิสูจน์ชัยชนะก่อนค่อยมาสู่ ชนะโดยไม่ต้องรบ
ชนะโดยไม่ต้องรบ ไม่ใช่การไม่สู้ หรือ จะมุ่งแค่เจรจาทางการทูต
อีกอย่างการรบ กับการประทะด้วยกำลังอาวุธนี่ มันเป็นคำอธิบายที่ต้องเข้าใจให้ชัด เพราะการรบ ไม่จำเป็นต้องใช้การประทะด้วยอาวุธเสมอไป การใช้อาวุธจะเป็นช่วงปลายเพื่อนำไปสู่การเจรจาหรือสภาพบังคับให้ยอมแพ้
ในภาวะปกติ การเจรจากันทางความมั่นคง หมายถึงชนะโดยไม่ต้องรบ ในภาวะปกติ องค์ประกอบในการเจรจาคือ
1.กำลังรบ แตกต่างกันมากน้อยขนาดไหน
2.เศรษฐกิจ กำลังบำรุง ดีไหม
3.ความแตกแยกของคนในประเทศมีไหม
องค์ประกอบอื่นอีกเยอะ
ฯ
ในภาวะที่ประเทศถูกรุกราน ชนะโดยไม่รบได้ คือ
1.กำลังรบ
2.ยุทธวิธีรบ การวางกำลังรบ
3.การกดดันทางเศรษฐกิจ
4.มาตรการทางการกดดัน ก่อนการประทะด้วยอาวุธ
ฯ
ดังนั้น ชนะโดยไม่ต้องรบ หรือ รบกันทำไม ไม่ใช่แค่ ถือขวดนมไปนั่งคุยกัน แล้วพอคุยกันไม่รู้เรื่อง ต่างคนต่างสำลักนม แล้วค่อยกลับมา รับสมัครทหารอาสา ตามวาจามีทหารไว้ทำไม หรือ ระดมเรืประมงไว้ออกรบกัน
ชนะโดยไม่ต้องรบ จึงกลยุทธ์ทางทหารที่เป็นการสร้างแสนยานุภาพกำลังข่มที่ได้เปรียบ
การที่ประกาศชนะโดยไม่ต้องรบของรัฐบาลปัจจุบัน มันไม่ใช่ชนะโดยไม่ต้องรบ มันเป็นชนะโดยไม่ต้องทำอะไรหรือทำอะไรไม่เป็นเลยมากกว่า ชนะเพราะเคลมผลงานคนอื่นเขา
ส่วนนักวิชาการหรือพวกโลกสวยทั้งหลาย ชนะโดยไม่ต้องรบ ก็ย้อนกลับไปดูก่อนว่า ก่อนชนะมันเริ่มจากอะไรก่อน
คิดง่ายๆ ประเทศหนึ่งถือปืนมาขอคุยกับประเทศเรา เราจะถือขวดนมไปนั่งคุย เขาก็ชนะโดยไม่ต้องรบ
แต่ถ้าเราถือปืน m16 ไปคุยฝ่ายเขาถือปืนแก็ปมาคุย เราก็ชนะโดยไม่ต้องรบ
การชนะโดยไม่ต้องรบ จึงไม่ใช่การสำเร็จความใคร่ทางความคิด โดยที่ไม่จัดการกำลังรบ หรือรอพลอาสาสมัครมาช่วยรบเหมือนนักการเมืองกลุ่มหนึ่งชอบจินตนาการ
พอในสนามต่อสู้ หรือสนามรบ ไม่มีคำว่าเป็นเพื่อนกันดีกว่า เหมือน อ.จุฬาฯบางคนพูดนะครับ เพื่อนกันดีแน่ แต่เพื่อนกันจริงไหม แค่นั้นเอง เพราะกัมพูชา ส่งสัญญานทุกวันไปในทำนอง ใครเพื่อนมึง