Business Today Thai Politics 10 มิถุนายน 2568
Businesstoday
อัพเดต 10 มิ.ย. 2568 เวลา 20.20 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2568 เวลา 13.19 น. • Businesstoday“แพทองธาร” ลงพื้นที่สุรินทร์ 11 มิ.ย. ประชุมมั่นคง 7 จังหวัดชายแดน
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พรุ่งนี้ (11 มิถุนายน 2568) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะจะเดินทาง ไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติงานที่อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์
โดยในช่วงเช้าจะเดินทางไปที่สนามบินบุรีรัมย์ อำเภอสตึก จากนั้น เดินทางต่อโดยรถยนต์ไปยังห้องประชุม ที่ว่าการอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ โดยนายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานการประชุมในประเด็นเรื่องความมั่นคง รวมถึงมาตรการในการสนับสนุนและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน ไทย-กัมพูชา
โดยนายกรัฐมนตรีจะตรวจเยี่ยมและมอบสิ่งของบำรุงขวัญและกำลังใจให้แก่กำลังพล กองกำลังสุรนารี อำเภอกาบเชิง และร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับกำลังพล จากนั้น นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะ จะออกเดินทางต่อไปยัง จุดผ่านแดนถาวร ช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อพบปะประชาชนในพื้นที่ และพูดคุยถึงสถานการณ์ปัจจุบันหลังจากสถาณการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลายดีขึ้น
“การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีและคณะครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน รวมทั้งรับฟังข้อมูลสถานการณ์โดยตรง เพื่อให้ได้ทราบข้อมูลข้อเท็จจริงนำไปแก้ไขปัญหาและพร้อมให้การช่วยเหลือต่อไป ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำมาโดยตลอดเรื่องสันติวิธี ไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสียชีวิต และไม่ต้องการให้ประชาชนได้รับผลกระทบแต่จะไม่ยอมให้ใครรุกล้ำอธิปไตย” นายจิรายุ กล่าว
นายกฯอิ๊งวาง 5 มาตรการปราบบริษัทนอมินี สั่งตรวจเข้มมาตรฐานสินค้า
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามมาตรการป้องกันปราบปรามธุรกิจผิดกฏหมาย ว่า ต้องเรียนตามตรงว่าปัญหาธุรกิจต่างชาติฝ่าฝืนกฎหมายไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่สะสมมายาวนาน และส่งผลกระทบโดยตรงกับคนไทย
ทั้งในฐานะผู้บริโภค ผู้ประกอบการที่ทำถูกต้อง เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ “จับผิด” หรือ “ปราบ” อย่างเดียว แต่คือการ สร้างกติกาที่เป็นธรรม ให้กับทุกคน “วันนี้ดิฉันได้เรียกประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าในการจัดการธุรกิจเหล่านี้ โดยเฉพาะกรณี การสวมสิทธิ์สินค้าไทย และ การลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย ที่ต้องเร่งจัดการอย่างจริงจัง”
โดยมี 5 ประเด็นที่เรากำลังเร่งดำเนินการ มีดังนี้ 1. จัดการบริษัทนอมินี ที่ใช้คนไทยบังหน้า แต่ต่างชาติเป็นผู้ควบคุมจริง 2. ตรวจเข้มมาตรฐานสินค้า เพราะประชาชนไม่ควรต้องเสี่ยงกับสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ 3. แก้ปัญหา การสวมสิทธิ์สินค้าไทย เพราะแบรนด์ไทยต้องไม่ถูกฉวยโอกาส 4. ตรวจสอบ โรงงานต่างชาติที่ฝ่าฝืนกฎหมายในนิคมอุตสาหกรรม 5. ปราบปรามการ ถ่ายลำสินค้า ช่องโหว่สำคัญของการลักลอบนำเข้าหนีภาษี
สำหรับผลการดำเนินงานล่าสุด การแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์ และ กระทรวงมหาดไทย มีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม( VAT) จากสินค้านำเข้าราคาต่ำกว่า 1,500 บาท ได้แล้ว 1.87 ล้านบาท (ก.ค. 67 – พ.ค. 68) มีการดำเนินคดีสินค้าไม่ได้มาตรฐานไปแล้วกว่า 57,739 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 2,287 ล้านบาท (ข้อมูล ก.ย. 67-พ.ค. 68) มีการตรวจสอบสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ในมาตรการ Notice & Takedown กว่า 38,473 รายการ แจ้งเตือน 15,256 รายการ/เว็บไซต์ โดยได้ดำเนินการถอดสินค้าที่ผิดกฎหมายออกไปแล้วกว่า 14,967 รายการ/เว็บไซต์ นอกจากนี้ ยังมีความคืบหน้าในการทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์ในการ ปิดช่องโหว่ทางการค้า อย่างเป็นระบบ
“ดิฉันขอย้ำว่า เราไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้เพราะอยากปราบใครเป็นรายๆ แต่เพราะเราเชื่อว่า ประเทศไทยควรมีระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส แข่งขันได้ และให้ความเป็นธรรมกับคนไทยทุกคน ขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมมือกัน และดิฉันจะติดตามความคืบหน้านี้อย่างใกล้ชิดต่อไป”
“ประเสริฐ” แจงหลัง ป.ป.ช. รับไต่สวนทุจริตแผนการใช้งบฯ 5 หมื่นล้าน
ทำเนียบ วันนี้ (10 มิ.ย.) จากรณีที่ ป.ป.ช. รับไต่สวนการทุจริตแผนการใช้งบประมาณเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงในปี 2568 โดยปีดังกล่าว มีการอนุมัติโครงการทั้งสิ้น 28,990 โครงการ ที่มีนายประเสริฐเป็นผู้อนุมัติ เสนอที่ประชุม ครม. รวมงบประมาณ 51,000 ล้านบาท
ในเรื่องนี้นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ชี้แจงเรื่องนี้ว่า ทุกอย่างมีกระบวนการและข้อมูลที่ชัดเจน ซึ่งโครงการนี้ เริ่มจากหน่วยงานต่างๆ ได้คีย์เข้าระบบไทย วอร์เตอร์ แพลน ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องน้ำ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมาไทยกรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำ
เมื่อมีโครงการรวมกันแล้ว ก็จะมีการนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการจังหวัด ซึ่งมีคณะกรรมการเป็น 100 คน ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและมาจากภาคประชาชน และข้าราชการในการพิจารณา หลังจากนั้นก็จะเข้าสู่คณะกรรมการลุ่มน้ำ เมื่อผ่านการกรองแล้วก็เข้าสู่ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ กนช. และในฐานะที่ตนเองเป็นประธานก็จะมีการลงนามเพื่อเข้าสู่ที่ประชุม ครม.
ซึ่งตอนนั้นงบประมาณอยู่ที่ 53,000 ล้านบาท และถูกตัดเหลือประมาณ 7,000 ล้านบาท จากนั้นสำนักงบประมาณก็นำไปกลั่นกรองอีก ว่าโครงการไหนจำเป็นเร่งด่วน ก็ถูกพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง โดยสำนักงบประมาณ ซึ่งเรื่องนี้ยืนยันว่าไม่มี สส.ของพรรคเพื่อไทยเข้าไปเกี่ยวข้องแต่อย่างไร
ทั้งนี้ตนเองไม่ทราบผู้ร้องด้วย และยังไม่มีหนังสือมาถึงตนเองเพื่อที่จะสอบในเรื่องดังกล่าว ซึ่งตนก็ทราบจากการรายงานข่าว ส่วนกรณีที่ ป.ป.ช. รับไต่สวนกรณีนี้ในช่วงที่มีกระแสข่าวการปรับ ครม. โดยคาดว่านายประเสริฐจะได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายประเสริฐกล่าวว่า ไม่อยากให้มองเช่นนี้
ยืนยันว่าการพิจารณาแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ถือเป็นการแก้ปัญหาให้กับประชาชน จึงอยากดำเนินการด้วยความรวดเร็ว เพราะขณะนี้อยู่ใกล้สิ้นปีงบประมาณแล้ว หากไม่ดำเนินการประชาชนก็จะไม่ได้รับประโยชน์ และย้ำว่ายินดีให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ และไม่ทราบรายละเอียดในการร้องเรียน จึงไม่ทราบว่าเป็นการดิสเครดิต หรือทำให้เกิดผลทางการเมืองหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ตนไม่ทราบจริงๆ และไม่อยากให้มองว่าเป็นการดิสเครดิตสกัดไม่ให้นั่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพราะเรื่องนี้เป็นการแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้กับพี่น้องประชาชน เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญ
ทั้งนี้กระบวนการตรวจสอบโครงการมีการแปรญัตติว่าให้เท่านั้นลงในพื้นที่ สส.พรรคเพื่อไทยเท่านั้น นายประเสริฐชี้แจงว่า เรื่องนี้ไม่มีแปรญัตติ หรือให้งบฯ กับ สส. ทั้งสิ้น เนื่องจากผ่านคณะกรรมการจังหวัด ซึ่งไม่มีองค์ประกอบที่เป็น สส. โครงการทั้งหมดถูกเสนอโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบ
ส่วนมีการตั้งข้อสังเกตว่าทำไมงบประมาณแก้ปัญหาภัยแล้ง เชียงลงแต่พื้นที่สส. พรรคเพื่อไทย นายประเสริฐย้ำว่า เรื่องนี้ไม่จริง ซึ่งหากการงบประมาณดูแล้วได้มีการจัดสรรลงหลายพื้นที่ไม่ใช่เฉพาะ สส.ในพรรคเพื่อไทย เนื่องจากปัญหาภัยแล้ง ต้องยอมรับว่าถูกปรากฏในภาคอีสาน เป็นหลักและภาคเหนือบางส่วน ซึ่งความจริงแล้วมีการกระจายตัวของโครงการ ไม่ใช่ในพื้นที่ของพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใด หากดูข้อมูลแล้วจะเห็นได้ชัด ทั้งนี้หาก ป.ป.ช.เรียกมาก็พร้อมชี้แจง และยินดีให้ตรวจสอบเพราะเรื่องนี้ไม่เป็นประเด็นแต่อย่างใด และไม่ทำให้หนักใจใดๆ ทั้งสิ้น ยืนยันไม่มีการฮั๊วกันระหว่างตนกับ สส.เพราะเรื่องนี้ สส.ไม่เกี่ยวข้อง
ส่วนที่ ป.ป.ช. มีมติรับเรื่องกรณีกล่าวหา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และพวกเป็นร้อยคน จัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง นั้น นายประเสริฐ บอกว่า ยังไม่เห็น ยังไม่ทราบเรื่อง น่าจะเป็นทางกระทรวงการคลังหรือไม่ ต้องไปสอบถามดู
‘นภินทร’ เผย ปราบนอมินีได้ผล งัดกฎหมายยึดทรัพย์
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึง ความคืบหน้าในการปราบปรามคนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติ หรือ นอมินี ว่า ปลัดกระทรวงพาณิชย์ได้ทำหนังสือไปยังปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยเอาข้อมูลทั้งหมดของบริษัทที่ต่างชาติถือหุ้น ตั้งแต่ 0.01% ถึง 49.99% จำนวนกว่า 46,000 บริษัท
โดยแบ่งว่าจังหวัดไหนมีกี่บริษัทและให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมา โดยจังหวัดที่มีบริษัทคนจีนถือหุ้นไม่เกิน 50% ก็ให้ลงไปตรวจสอบภายใน 1 เดือน และจังหวัดที่มีตั้งแต่ 100-200 บริษัทขึ้นไปให้จบภายใน 2 เดือน จังหวัดที่มี 300-400 บริษัทให้จบภายใน 3 เดือน
และสำหรับจังหวัดใหญ่ๆที่มีตั้งแต่ 6,000-10,000 บริษัท ให้ส่วนกลางลงไปช่วยเสริม เพราะฉะนั้นบริษัทที่มีต่างด้าวถือหุ้น 49.99% ลงมาสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ต่องล้างทั้งหมดให้จบภายใน 1 ปี ถือเป็นเป้าหมายในการตรวจสอบบริษัทที่คนต่างด้าวถือหุ้นอยู่
โดยในส่วนของบริษัทจัดตั้งใหม่อยู่ระหว่างการเสนอร่างกฎหมายอยู่ที่กฤษฎีกาพิจารณา ซึ่งเป็นกฎหมาย ปปง. สามารถดึงเรื่องของนอมินีเป็น1 ในความผิดมูลฐานในกฎหมายฟอกเงิน หากมีความผิดแล้วสามารถยึดทรัพย์ได้ จากเดิมเพียงแค่ขายหุ้นให้นอมินีกลับให้คนไทย อาจเป็นกฎหมายที่อ่อนไปทำให้นอมินีต่างประเทศไม่กลัว
หากมีการออกกฎหมายฉบับดังกล่าวที่มีการยึดทรัพย์ได้ เชื่อว่าต่างชาติที่เป็นนอมินีจะปฏิบัติตามกฎหมายไทย เชื่อมั่นว่าของเก่าใช้เวลา 1 ปีในการล้างให้หมดและของใหม่เมื่อมีการออกกฎหมายแล้วเชื่อว่าไม่มีต่างด้าวประเทศไหนกล้าที่จะใช้นอมินีเพราะปฏิบัติตามกฎหมายไทยดีกว่าเพราะจะมีโทษสูงสุดถึงขั้นยึดทรัพย์
ตอนนี้มีการตื่นตัวมากขึ้นบางรายมีการปิดกิจการของตนเองไปเพราะบางพื้นที่ให้มีชุดเฉพาะกิจลงไปตรวจสอบ บางร้านมีการปิดกิจการเมื่อเปิดแล้วจะให้คณะทำงานจะลงพื้นที่ทันที มีบางร้านปิดกิจการไปเลย
โดยคณะทำงานระดับจังหวัดวันนี้จะมีการพูดคุยกับปลัดกระทรวงมหาดไทยว่ามีการส่งเรื่องไปยังจังหวัดแล้วหรือไม่เพราะผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นประธาน ต้องมีการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง สำหรับพื้นที่ EEC มีกฎหมายเฉพาะดูแล
อย่างไรก็ตาม นอมินีอยู่ระหว่างการดำเนินคดี 800 กว่าคดีมูลค่าความเสียหายกว่า 15,000 ล้านบาท ถือเป็นการทำงานของคณะกรรมการชุดใหญ่และเมื่อมีคณะกรรมการชุดเล็กปูพรหมตรวจในทุกจังหวัดเชื่อว่าจะมีคดีเกิดขึ้นอีกมาก
“สนธิ-จตุพร” ประกาศไม่อ่อนข้อกัมพูชา พร้อมลงถนนครั้งสุดท้ายของชีวิต
วันที่ 10 มิ.ย. ที่ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ 2 อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขา นายวีระ สมความคิด นักสิทธิมนุษยชน นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำ คปท. และเครือข่ายภาคประชาชน
ยื่นหนังสือถึง นส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรื่องความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีนายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับหนังสือ
นายสนธิ เผยว่า 1. นี่เป็นเรื่องใหญ่เทียมฟ้า เพราะนายวีระ เป็นเหยื่อของคนที่ต้องการยกพื้นที่ในประเทศไทยให้กับกัมพูชาข้อเท็จจริงพิสูจน์และปฏิเสธไม่ได้ว่า นายวีระ ตอนถูกจับอยู่ในพื้นที่ประเทศไทย 2. ตนไม่สนใจว่าทักษิณ ชั้น 14 จะตายโหงตายห่าอย่างไร เพราะรู้ว่าเมื่อเข้าสู่กระบวนการก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการ แต่ตนสนใจคนที่ทรยศต่อชาติบ้านเมืองที่อยู่ในประเทศไทย ที่แอบส่งเสริมให้กัมพูชายึดพื้นที่ของไทย
“ตนยืนยันถึงเวลาที่ต้องปกป้องอธิปไตยไทย และทำให้รัฐบาลชั่วช้า จะลงถนนตนไม่ขัดข้องถึงอายุ 78 ปี จะเป็นการลงครั้งสุดท้ายก่อนตายตนก็ยินดี และเชื่อว่าประชาชน หรือว่าทุกคนบนโต๊ะนี้ร่วมกับผมแน่ และขอฝากถึง นายกฯแพทองธาร นายภูมิธรรม นายทักษิณ ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอย“
นายสนธิ ย้ำอีกว่า เรามาเตือนรัฐบาล ใครก็ตามที่มีเจตนาใช้แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ในการเจรจาทวิภาคี คือการสละอธิปไตย เป็นกบฏ 20 ปีที่ทำเรื่องนี้มา เรามีหลักฐานว่าความผิดสำเร็จแล้ว เราไม่อยากสิ้นชาติ สิ้นรัฐบาลไม่เป็นไร
ด้านนายปานเทพ กล่าวว่า แม้มีสัญญาณว่ากัมพูชาจะถอยแต่เราไม่เชื่อ เราเชื่อว่าเป็นการถอยทางยุทธวิธี เพราะปัจจุบันเรายังไม่สามารถไว้วางใจได้ เรายังเห็นท่าทีของกัมพูชาเป็นปัญหาภัยคุกคามต่อความมั่นคงเศรษฐกิจของไทย อีกทั้ง กัมพูชายังประกาศว่าพื้นที่ ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตาควาย และพื้นที่มอมเบย (สามเหลี่ยมมรกต) เป็นของกัมพูชาและจะนำเรื่องเข้าสู่การตัดสินที่ศาลโลก และกัมพูชายังยึดมั่นในพื้นที่มาตรา 1:200,000 ที่จัดทำโดยฝรั่งเศส
ซึ่งเป็นการรุกล้ำฝ่ายไทยตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปี 2547 มีการละเมิดข้อตกลงไปแล้ว 470 ครั้ง อีกทั้ง MOU 2543 สร้างความขัดแย้งให้กับไทย-กัมพูชา มา 25 ปี รวมทั้งกัมพูชายึดเส้นเขตไหล่ทวีปทางทะเลและสร้างสิ่งปลูกเพิ่มยื่นเข้ามาในอ่าวไทย ที่สำคัญกัมพูชาเป็นพื้นที่อาชญากรรมทำลายเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศไทยตลอดแนวชายแดน ไม่ว่าจะกาสิโน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ พนันออนไลน์ และการทำลายสัตว์ป่า ป่าไม้ตลอดแนวชายแดนของประเทศไทย ทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม