โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จะ ‘Manchild’ หรือ Emotionally Immature Partner ก็ล้วนหมายถึงคนรักที่ ‘ไม่รู้จักโต’ คิดถึงแต่ตัวเอง และขาดสกิลการดูแลความสัมพันธ์ให้เฮลตี้ ที่ถ้าเลือกไปต่อ บอกไว้ก่อนต้องใจเย็นพอสมควร!

Mirror Thailand

อัพเดต 10 มิ.ย. 2568 เวลา 12.55 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2568 เวลา 12.55 น.
ภาพไฮไลต์

ก็อย่างที่ Sabrina Carpenter กล่าวไว้ในเพลง Manchild นั่นแหละค่ะว่า…“ไอ้ผู้ชายไม่รู้จักโตเอ้ย ทำไมเอาแต่วิ่งเข้ามาหาฉันอยู่ได้เนี่ย? เกิดแต่กับกูจริงๆ จะปล่อยสาวใสๆ คนนี้ไปได้ยัง?!” ทำเอาสาวๆ หลายคนที่เคยเคยคบผู้ชายประเภท ‘Manchild’ ฟังแล้วรู้สึกรีเลตกับชีวิตตัวเองไม่น้อย เพราะแม้คนที่เราเดตจะมีภาพลักษณ์ภายนอกที่ตรงสเปคเหลือเกิน หรือช่วงแรกๆ แววก็ยังไม่ออก แต่พอคบเข้าจริงๆ เอ้า พฤติกรรมของคุณมันโตแต่ตัวนี่คะ และนั่นทำให้บางคนต้องขอยกธงขาว ยอมแพ้ เพราะรับมือกับพฤติกรรมอีกฝ่ายไม่ไหวจริงๆ

คำว่า Manchild นอกจากนิสัยเด็กๆ ส่วนตัวในความสัมพันธ์ที่ Sabrina ด่าไว้อย่างเจ็บแสบในหลายๆ ท่อน จริงๆ แล้ว นิยามของคำนี้มักเอาไว้ใช้พูดถึงผู้ชายที่ขาดการตอบสนองทางอารมณ์แบบผู้ใหญ่ หรือ ‘ขาดสกิลการดูแลความสัมพันธ์ให้เฮลตี้’ แบบที่คนซึ่งเป็นผู้ใหญ่แล้ว ควรจะคิดและตกตะกอนได้ ซึ่งเกิดจากความไม่พร้อมทางอารมณ์ และความไม่เต็มใจที่จะแบกรับความรับผิดชอบในความสัมพันธ์แบบผู้ใหญ่ ยิ่งเป็นการประคองความสัมพันธ์แล้ว การทำความเข้าใจความรู้สึกซึ่งกันและกันยิ่งสำคัญมาก แต่คนที่เป็น Manchild มักจะหลีกเลี่ยงการดูแลทางอารมณ์, หลีกเลี่ยงการพูดถึงความชัดเจนในความสัมพันธ์, หลีกเลี่ยงการเจรจาเพื่อแก้ไขความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น, พยายามปัดตกบทสนทนาซีเรียสๆ ในความสัมพันธ์, ทะเลาะกันแล้วหนีปัญหา หายแวบไปกับตา หรือในวันที่แฟนพบเจอความรู้สึกแย่หรือสถานการณ์ยากลำบาก เขาก็มักปล่อยให้ ‘แฟนจัดการตัวเอง’ ไม่ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลใจ เพราะไม่ได้มองเป็นเรื่องสำคัญ กระทั่งไม่รู้วิธีในการรับมือ ฯลฯ

หากมองดีๆ เหล่านี้ล้วนเป็นพฤติกรรมที่เขาไม่อยากจะเผชิญหน้ากับ ‘วันที่ไม่ดี’ ในความสัมพันธ์ และโฟกัสที่ ‘ตัวเอง’ มากกว่าโฟกัสความรู้สึกคนในความสัมพันธ์ ซึ่งมันเป็นพฤติกรรมตรงกันข้าม กับความสัมพันธ์ที่ดีและยืนยาวที่ต้องอาศัยการสื่อสารและรับฟังกันเป็นเรื่องพื้นฐาน

เราไม่ได้ล็อกมงหรือสเตริโอไทป์ว่านิสัยแบบนี้มันเกิดขึ้นแต่กับผู้ชายอย่างเดียว เพราะผู้หญิง หรือเพศอื่นๆ ก็มีพฤติกรรมเหล่านี้ได้ในความสัมพันธ์ ซึ่งเราสามารถเรียกคู่เดตที่ไม่รู้จักโตทางอารมณ์แบบกว้างๆ ไม่จำกัดแค่เพศใดเพศหนึ่งว่า ‘Emotionally Immature Partner’ และหากใครที่กำลังดีลกับคนรักลักษณะนี้อยู่ พยายามจะสื่อสารกับอีกฝ่ายก็แล้ว แต่อีกฝ่ายกับตั้งกำแพงใส่ทุกเมื่อ หรือรู้สึกว่าตัวเองพยายามอย่างหนักในการทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นอยู่ฝ่ายเดียว หากทำอย่างสุดความสามารถแล้ว ผลออกมาดี เข้าใจกันมากขึ้น นั่นก็นับว่าก้าวข้ามเส้นความท็อกซิกมาได้ เพราะบางคนก็แก้ไขได้จริงๆ แต่สำหรับคนที่เราปรับเท่าไหร่ก็เหนื่อยอยู่คนเดียว ไปค่ะ กระโดดลงรถ แล้วขึ้นรถคันใหม่ไปเรื่อยๆ ตาม Sabrina ในเอ็มวี ไม่มีอะไรให้เสียดาย เราทำเต็มที่แล้ว!

ส่วนใครที่ยังไม่แน่ใจว่าคนรักของตัวเองเข้าข่าย Manchild หรือ Emotionally Immature Partner เราชวนมาสอดส่องพฤติกรรมของเขา ที่คงมีทั้งคนที่อาจมองว่ายังพอรับมือได้ แต่บางคนก็มองว่าแบบนี้ค่อนข้างจะ Red Flags ชั่งใจอยู่ว่าจะเอายังไงต่อดี

ทะเลาะกัน ก็วิ่งหนีปัญหาแทน ‘เผชิญหน้า’ (เพื่อ?!) จนเหมือนเราพยายามอยู่ฝ่ายเดียว หรือเวลาชวนคุยเรื่องจริงจังทีไร ก็ทำเบลอ ปล่อยให้เราจัดการตัวเอง

แทนที่จะเผชิญหน้ากับความขัดแย้งในความสัมพันธ์ Manchild หรือ Emotionally Immature Partner จะเลือก ‘เท’ คุณค่ะ ใช่ค่ะฟังไม่ผิด คำว่าเทในที่นี้ เขาจะปล่อยคุณไว้กลางทาง โดยไม่คิดจะเข้ามาคุย มาสื่อสาร มาปรับความเข้าใจ แต่จะปล่อยเบลอ ทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาว คล้ายๆ กับการ ghosting แต่นี่เป็นการหนีห่างทางอารมณ์แทน ซึ่งแต่ละคนจะมีวิธีการหลีกหนีที่แตกต่างกัน บางคนเวลาทะเลาะกันอาจเลือกที่จะไม่ตอบไลน์ ไม่อ่านแชต ไม่รับโทรศัพท์ หายไปแบบไม่บอกไม่กล่าว หนีไปทำอย่างอื่น หนีไปเล่นเกม แล้วพอตัวเองรู้สึกขึ้น ค่อยกลับมา แล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น?! แต่ลืมไปหรือเปล่า ว่าอีกฝ่ายกำลังเป็นทุกข์อยู่ฝ่ายเดียว หรือบางคนก็อาจเลือกวิธีปล่อยเบลอ เปลี่ยนเรื่องคุย ตอนที่คนรักกำลังจะพูดถึงเรื่องที่จริงจังหรือน่าจะเป็นเรื่องที่มีความขัดแย้ง หรือบางคนก็อาจใช้วิธีการสาดอารมณ์ใส่เราแล้วพลิกสถานการณ์ทำเหมือนเรางี่เง่าที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาแทนที่จะรับฟังก่อน…สรุปปัญหาจึงไม่ถูกแก้ไข

ตามที่นักบำบัด Mary Kay Cocharo กล่าวไว้ว่า “เมื่อเกิดความขัดแย้งในความสัมพันธ์ มันแสดงถึงความพยายามที่จะทำให้ความสัมพันธ์นั้นเติบโตขึ้น เพราะทุกครั้งที่เราเจรจาเรื่องความเห็นที่ไม่ลงรอยกันหรือความรู้สึกแย่ๆ กับคนรักได้สำเร็จ ก็เท่ากับเรากำลังสร้างความสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่ลึกซึ้ง และหล่อเลี้ยงความรู้สึก ‘รัก’ ต่อกันและกันอยู่”

เพราะถ้าไม่สื่อสาร ก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง เราจะอยู่กันโดยไม่คุยกันถึงปัญหาได้จริงหรือ? จะปล่อยปัญหาให้กองถมเป็นภูเขากองโตได้นานแค่ไหนกัน? ความสัมพันธ์ที่มีแค่ฝ่ายเดียวที่อยากจะแก้ไข มันไม่มีทางเวิร์กในระยะยาวได้ และนั่นอาจแปลว่าเขาไม่ได้สนใจที่จะพัฒนาความสัมพันธ์หรือคนใจคนรักของตัวเองขนาดนั้นด้วยซ้ำ พูดง่ายๆ ว่าสนใจแต่ตัวเอง

ข้อสังเกตหนึ่งที่น่าสนใจ และเชื่อว่าเป็นท็อปปิกที่หลายคนอาจเคยรู้สึก ว่าทำไมฉันถึงเป็นฝ่ายขอโทษก่อนที่จะเคลียร์ให้จบเวลาทะเลาะกัน หรือทำไมฉันต้องจัดการกับความรู้สึกตัวเอง ดร. Jill Weber นักจิตวิทยา ได้ชวนคิดตามว่า “สิ่งสุดท้ายที่ Manchild จะทำคือการเผชิญหน้า และเขาจะทำทุกอย่างเพื่อหยุดยั้งไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะตอนที่คุณพยายามหยิบยกเรื่องจริงจังขึ้นมาพูด ตอนที่คุณสังเกตเห็นได้ว่าเรื่องมันจบที่คุณต้องเป็นฝ่ายขอโทษเอง และมาจับสังเกตว่าประเด็นหลักของการโต้แย้งกันมันได้รับการพูดถึงหรือเปล่า” และแน่นอนว่ามันจะไม่ถูกพูดถึง

นอกจากนี้ยังมีความเห็นของ Samantha Burns ผู้เป็น couples counselor ที่น่าสนใจ ซึ่งกล่าวกับ Bustle ว่า “Emotional immaturity สามารถสะท้อนถึงการขาดความลึกซึ้งและความเข้าใจเกี่ยวกับอารมณ์ของตัวเอง ขาดความสามารถในการสื่อสารและประมวลผลสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ รวมถึงขาดความเห็นอกเห็นใจและความสามารถในการเข้าใจประสบการณ์ทางอารมณ์ของคนรัก” เธอย้ำว่าบ่อยครั้งคนรักเหล่านี้มักจะมี factor แบบ ‘ฉัน’ มากกว่า ‘เรา’ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่อยากจะเอาความรู้สึกของคุณเข้ามาในความคิดของเขา ซึ่งมันก็ดูจะเห็นแก่ตัวนะ…

ขอความชัดเจนในความสัมพันธ์ แล้วบ่ายเบี่ยง พูดเรื่อง ‘อนาคต’ แล้ว ‘ไม่ชัดเจน’

ฉากในเอ็มวี Manchild ที่ถ้าสังเกตดีๆ ก็จี๊ดไม่ใช่เล่น คือตอนที่ Sabrina นอนเอนเป็นนางแบบให้แฟนหนุ่มวาดรูปให้กลางแม่น้ำ แต่พอถอยกล้องออกมา กลับพบว่า อ้าว แฟนหนุ่มของเธอวาดแต่วิว แต่ ‘ไม่มีเธอ’ ในรูปวาดของเขาด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นอาจสื่อถึงการที่เขาไม่ได้มองเธอในภาพของเขา ไม่ได้เห็นถึงความสำคัญขนาดนั้น หรือไม่ได้คิดจะวาดเธอลงไปในภาพอนาคต

เวลาเราคบกับใครมาสักระยะหนึ่งแล้ว หลายคนคงมองหาความชัดเจนในความสัมพันธ์ ว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อ หรืออย่างน้อยที่สุด อาจไม่ใช่อนาคตอันไกล แต่เป็นอนาคตอันใกล้ ที่หลายคนอยากได้คำตอบว่า จะมีทิศทางอย่างไร จะพาไปเจอครอบครัวเมื่อไหร่ ความสัมพันธ์ยังเป็นความลับอยู่ไหม พร้อมจะหันหน้าคุยกันเรื่องเซ็กซ์หรือไม่ เพื่อให้เฮลตี้ในระยะยาว (เหมือนที่ในเพลง Manchild จะมีการพูดถึงเรื่องเซ็กซ์ที่ไม่น่าพึงพอใจอยู่) หรือขยับไปไกลขึ้นอีก อยากจะแต่งงาน มีลูก หรือไม่อยากแต่งงาน ไม่อยากมีลูก อยากอยู่คอนโด หรืออยากอยู่บ้าน จะแบ่งงานบ้านกันทำอย่างไรให้สบายใจทั้งสองฝ่าย ฯลฯ

จริงๆ แล้วการใช้ชีวิตที่โฟกัสแค่ ‘ปัจจุบัน’ ก็มีเรื่องดีอยู่ ที่ทำให้เราทำวันนี้ให้ดีที่สุด แต่ถ้าบางเรื่องเป็นสิ่งที่ติดอยู่ในใจเรา และดันเป็นประเด็นที่ทำให้เราไม่สบายใจหรือความสัมพันธ์ติดกัน ท้ายที่สุด การหันหน้าพูดคุยกันถึง ‘ภาพ’ ชีวิตคู่ที่วางไว้ ก็ยังสำคัญ เพื่อให้เราสบายใจในการจับมือกันต่อในวันนี้และในวันข้างหน้า

สำหรับ Manchild หรือ Emotionally Immature Partner ดร. Cooper Lawrence นักจิตวิทยา กล่าวว่า “พวกเขาไม่สามารถคิดล่วงหน้าไปไกลเกิน เพราะพวกเขาไม่สามารถมองเห็นอนาคตของตัวเองอย่างชัดเจนได้เหมือนกัน” ทีนี้อาจจะต้องลองถอยออกมาว่าเป็นเพราะเหตุผลใด เขาอาจจะยังอยากโฟกัสเรื่องอื่นมากกว่าเพราะชีวิตเขาก็ยังไม่ชัดเจน? แต่ก็น่าสนใจเหมือนกันว่า ทำไมเขาไม่สามารถเรียงลำดับความสำคัญให้ยังใส่ใจเราได้อยู่ ซึ่งก็แล้วแต่คุณแล้วล่ะ ว่าจะยอมรับเงื่อนไขของเขาได้หรือไม่ ที่จะต้อง ‘รอ’ เขาพร้อมฝ่ายเดียว ในการเปิดปากพูดถึงความชัดเจนในอนาคต

หรือแม้แต่ว่า คุณถอยหนึ่งก้าวเพื่อเปิดใจที่จะสร้างเงื่อนไขตรงกลางมาคุยกับเขาอย่างประนีประนอมแล้ว เช่น กำหนดเวลาชัดเจนเป็นหลักเดือน หลักปี เพื่อให้เวลาเขาจัดการตัวเอง แล้วกลับมาให้คำตอบเรื่องความชัดเจน แต่พอถึงเวลาที่กำหนด เขาก็ผิดสัญญา เลื่อนคำตอบออกไปอีก…กรณีแบบนี้อาจกลายเป็นความท็อกซิก และก้ำกึ่งว่า เขากำลังปัดความรับผิดชอบบางอย่างในความสัมพันธ์อยู่หรือเปล่า

เมื่อเราเผชิญเรื่องยากๆ ในชีวิต เรามีเขาอยู่ข้างๆ หรือ เขาหายวับไปกับสายลม ไม่คิดจะอยู่ปลอบใจ หรือถามไถ่ความรู้สึก?

ในทุกความสัมพันธ์ คงไม่ใช่ทุกวันที่เรามีความสุข เพราะนอกจากเรื่องรักๆ แล้ว มนุษย์ทุกคนคงต้องเจอเรื่องท้าทายอื่นๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเรื่องงาน เรื่องครอบครัว เรื่องเพื่อน เรื่องสังคม และคงไม่มีใครหรอก ที่ไม่อยากได้คนรักที่พร้อมจะอยู่ข้างๆ ในวันที่เราเผชิญเรื่องยากๆ เพราะอย่างน้อย การมีคนพร้อมเข้าใจ ให้กำลังใจ หรือถามเราว่า เราโอเคไหม จะช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นและอาจมีแรงสู้ต่อไปได้ แม้เขาจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา แต่การมีอยู่ของกำลังใจก็นับว่าสำคัญไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ดูจากเอ็มวี Manchild ที่ Sabrina โดนปืนจ่อหน้า แต่แฟนหนุ่มกลับเลือกที่จะวิ่งหนี ก็เป็นการเสียดสีว่า แม้ปัญหาจะอยู่ตรงหน้าเรา คนรักที่ไม่รู้จักโต อาจไม่ได้คิดจะอยากยืนอยู่ข้างๆ เราเลยด้วยซ้ำ ซึ่งหากมองในชีวิตจริงแล้ว ก็มีหลายคนที่เจอคนรักประเภทที่แทบจะไม่ ‘รับฟัง’ ความรู้สึกกันและกันเลย

Mary Kay Cocharo ผู้เป็นนักบำบัดด้านการแต่งงาน อธิบายปัญหานี้ที่เธอพบในคู่รักว่า “บ่อยครั้งที่มีภรรยามาอธิบายให้ฉันฟังถึงการที่คนรักของเธอไม่สามารถรับฟังและเข้าอกเข้าใจเธอ เมื่อเธอไม่มีความสุขกับบางสิ่งบางอย่าง” เธอยกตัวอย่างประโยคที่หญิงสาวมักมาเล่าให้ฟัง เช่น “ฉันแค่ต้องการให้เขาฟังฉัน รับรู้สิ่งที่ฉันรู้สึก และเข้าอกเข้าใจฉัน ไม่ได้ต้องการให้เขามาแก้ปัญหาอะไรหรอกค่ะ” หรือ “เขาไม่สามารถที่จะสนใจฉันได้จริงๆ เขามักจะฟุ้งซ่าน หรือแสดงออกว่าเบื่อ เขาพูดแต่ว่า ‘ฉันไม่รู้’ เพื่อให้ฉันหยุดพูด” หรือบางคนก็เลือกที่เงียบหรือปฏิเสธการรับฟังไปเลย ซึ่งเขาอาจจะอ้างอะไรมาก็ได้เพื่อที่จะไม่ฟัง และนานวันเข้า หลายคนก็อาจจะยอมแพ้ในความสัมพันธ์และตัดสินใจยุติความสัมพันธ์หรือหย่าร้าง

เพราะคุณสมบัติของคนรักที่พร้อมรับฟังและแชร์ความรู้สึกซึ่งกันและกันได้ คือคุณสมบัติที่จำเป็นและสำคัญอย่างมาก และนั่นอาจหมายถึงเขาขาดสกิลการเห็นอกเห็นใจ และไม่อาจยอมรับความรู้สึกของคุณได้ หรือมองแต่ความรู้สึกตัวเองเป็นหลัก ซึ่งนั่นคือนิสัยแบบที่ดูแล้วไม่ค่อยจะโตเสียเท่าไหร่ เพราะคนที่มีความเป็นผู้ใหญ่ทางอารมณ์จะพยายามหาทางสนับสนุนความรู้สึกของเรา ยิ่งเป็นคนที่เรา ‘รัก’ เราจะไม่อยากดูแลใจเลยหรือ? และเมื่ออีกฝ่ายขาดสกิลการรับฟัง หลายคนอาจเลือกที่จะไม่บอกความรู้สึกของตัวเอง เพราะรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายจะไม่ฟัง ซึ่งนานวันเข้า คงไม่เป็นผลดีต่อความรักแน่ๆ เมื่อคนคนนี้ไม่ใช่ความสบายใจของเราอีกต่อไป

เป็นอะไรไม่เคยพูด รู้สึกอย่างไรไม่เคยบอก ตั้งกำแพงไว้สูง จนเหมือนเราไม่ได้รักกัน หรือเชื่อใจกันเลย

การขึ้นรถคันใหม่ไปเรื่อยๆ ในเอ็มวี Manchild เปรียบเสมือนการเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่ แต่ดูเหมือนทุกความสัมพันธ์ที่เธอเอามาเล่า เธอจะเจอกับสถานการณ์การขึ้นรถที่แปลกประหลาดไม่น้อย ตั้งแต่การที่ต้องเกาะข้างรถไปกลางถนน ไม่ได้ขึ้นไปนั่งดีๆ หรือการที่ต้องอยู่บนหลังคารถ ไม่ได้ขึ้นไปนั่งข้างเขา นี่คือภาพของการที่เขาไม่เปิดให้เราเป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ ของเขา หรือพูดง่ายๆ ว่าเขายังมีกำแพงหนาๆ อยู่ ซึ่งในความสัมพันธ์ก็เหมือนกับคนที่เขาไม่ยอมเปิดใจคุยอะไรกับเรา เลือกที่จะพูดแต่เรื่องผิวเผิน พูดเรื่องจริงจังเมื่อไหร่ ปิดประตูใส่ทันที หรือเรารู้สึกว่าแทบจะไม่ค่อยรู้จักเขาเลย เพราะเขาไม่อยากจะพูดอะไรให้เราฟังเลย จนบางครั้งก็คิดได้ว่า นี่เป็นแฟนกันจริงไหม?

ในมุมมองนักจิตวิทยา Nick Wignall อธิบายถึงความสำคัญของการเปิดใจในความสัมพันธ์ไว้ว่า “ความมั่นคงทางอารมณ์นั้นมาจากความมั่นใจทางอารมณ์” กล่าวคือ ความรู้สึกเต็มใจที่จะเปิดใจกับอีกฝ่าย ยอมรับประสบการณ์และแสดงอารมณ์ของตัวเองแทนที่จะพยายาม ‘กำจัด’ มัน หรือเบี่ยงเบนความสนใจจากมัน เป็นเรื่องที่สำคัญ ขณะที่ Manchild จะสร้างกำแพงขึ้นมา เพราะเขาไม่สามารถรับมือกับการปล่อยให้อีกคนมองเห็น ‘ตัวตน’ ของเขาได้ ในที่นี้ เขาอาจจะมีบาดแผลทางใจอะไรบางอย่างถึงเป็นแบบนั้น เราอาจค่อยๆ สื่อสารกับเขาให้เขาเปิดใจกับเราได้อย่างไม่เร่งรีบมาก แต่ถ้านานวันเข้าเขายังไม่เปิดใจ การที่เราเลือกดูแลใจตัวเองก่อน นั่นก็ไม่ผิดเช่นกันนะ

ตามคำกล่าวของ Council for Relationships นับว่าน่าสนใจมาก เพราะเชื่อว่ายิ่งเรารู้ว่าอะไรที่ทริกเกอร์ใจเราอยู่ได้ และเรียนรู้วิธีการจัดการอารมณ์เหล่านั้นอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้หมายถึงให้ระงับหรือแสร้งว่ามันไม่มีอยู่จริง การยอมรับความรู้สึกตัวเองจะช่วยให้เรากล้าสื่อสารอย่างเปิดเผย และช่วยให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นได้ เมื่อเปิดใจให้กันและกัน เผลอๆ คนรักของเราอาจช่วยเราแก้ปัญหา หรือทำให้เราค้นพบวิธีการบำบัดทางอารมณ์ในรูปแบบต่างๆ ก็ได้ด้วยนะ ขอแค่กล้าจะเปิดใจ เพราะถ้าไม่เกิดการเปิดใจ ความสัมพันธ์คงเดินไปได้ไม่ไกล หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่า “เราไม่สนิทกันเลย”

อ่านมาถึงตรงนี้ เราไม่ได้มองว่า Manchild หรือ Emotionally Immature Partner จะไม่สามารถโตขึ้นทางอารมณ์ได้ หากใครยังรู้สึกว่ายังพร้อมไปต่อในความสัมพันธ์ ก็อย่าลืมที่จะดูแลใจและใส่ใจความรู้สึกของตัวเองด้วย โดย ดร. Beth Pausic นักจิตวิทยา แนะนำว่า ให้เรากำหนดขอบเขตไว้เลยว่า “เอาให้ชัดว่าพฤติกรรมไหนที่เราเต็มใจที่จะยอมรับได้” ลองเฉลี่ยดูก็ได้ค่ะว่า นิสัยไหนที่ยังพอไหว หรือนิสัยไหนที่อยู่แล้วเราเป็นทุกข์ แล้วค่อยมาตัดสินใจต่ออีกที

นอกจากนี้ ถ้าอยากลุยต่อ เราก็พยายามซัพพอร์ตเขาเต็มที่ต่อไปได้เหมือนกัน เพื่อให้เขารู้ว่าเราอยู่ข้างๆ เขาและจริงใจกับเขา ซึ่งในข้อนี้ก็ต้องชัวร์ด้วยนะว่า การพยายามฝ่ายเดียวมันจะไม่ท็อกซิก ถ้าเรายังโอเค และเชื่อว่าเขาจะเปิดใจได้ ก็ลุยได้เลย และข้อสุดท้าย ถ้าเราเองต้องเสียสุขภาพจิตเพราะดีลกับเขา เราเองก็ควรจะไปพบผู้เชี่ยวชาญด้านนี้เอง โดย ดร. Beth Pausic กล่าวว่า “คุณสามารถพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเกี่ยวกับสิ่งที่คุณท้าทายอยู่ในความสัมพันธ์ และขอคำแนะนำที่เฉพาะเจาะจงในสถานการณ์ของคุณ

แต่ถ้าเรา ‘พยายาม’ ทำทุกอย่างสุดความสามารถแบบที่คนรักคนหนึ่งจะทำไหวแล้ว เราก็อยากให้ทุกคนไม่ลืมที่จะกลับมาแคร์ความรู้สึกตัวเองให้มากกว่าความรู้สึกของอีกฝ่าย เพราะคุณสมควรได้รับความรัก จากคนที่ ‘พร้อม’ จะมอบความรักให้คุณเช่นเดียวกับที่คุณพร้อมจะมอบความรักให้อีกเขาเช่นกัน อย่าลืมข้อนี้นะ ขอให้ทุกคนเจอความรักที่ดีค่ะ

อ้างอิง:

https://youtu.be/aSugSGCC12I?si=gaqGok5-GA2_BXoT

https://www.yourtango.com/2017302971/10-harsh-signs-your-boyfriend-immature-and-should-grow-up

https://www.yourtango.com/heartbreak/overt-signs-youre-dealing-with-man-child

https://www.bustle.com/wellness/signs-your-partner-is-emotionally-immature

https://www.fatherly.com/life/5-telltale-signs-of-emotionally-immature-person

https://www.marriage.com/advice/relationship/signs-of-emotional-immaturity/

https://parade.com/living/signs-your-partner-is-emotionally-immature-according-to-psychologist

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...