ตะวันออกกลางเดือด หนุนราคาน้ำมันโลกพุ่ง จากความเสี่ยงซัพพลายขาดแคลน ชูพลังงานต้นน้ำ-โรงกลั่นเด่น รับอานิสงส์บวก
สงครามระหว่างอิสราเอล-อิหร่านยังทวีความรุนแรงต่อเนื่อง โดยทั้งสองฝ่ายผลัดกันโจมตีเป้าหมายสำคัญ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งสร้างความเสียหายต่อสิ่งก่อสร้างสำคัญ เช่น โรงงานนิวเคลียร์ กระทรวงกลาโหม โรงกลั่นน้ำมันชาร์เรย์ และแหล่งก๊าซเซาท์พาร์สซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก
โดยการสู้รบครั้งนี้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อตลาดพลังงานโลก เนื่องจากการผลิตน้ำมันและส่งออกน้ำมันของอิหร่านซึ่งมีปริมาณ ราว 3.0-3.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน (mbd) และ 1.6-1.8 mbd ตามลำดับ อาจถูกกระทบ ขณะที่ OPEC+ อาจไม่สามารถชดเชยการผลิตที่ลดลงได้ อีกทั้งความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเมื่ออิหร่านขู่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซหลังพบเรือพิฆาตอังกฤษในอ่าวโอมาน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่คิดเป็น 20% ของอุปทานน้ำมันโลก
บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้มราคาพลังงานในระยะสั้น โดยเชื่อว่ามีโอกาสที่สงครามจะยืดเยื้อ แม้อิหร่านประกาศจะหยุดตอบโต้หากอิสราเอลหยุดโจมตี แต่อิสราเอลไม่ได้รับความกดดันที่ทั้งในและต่างประเทศให้หยุดการโจมตี
อีกทั้งมีการคาดกันว่าการโจมตีของอิสราเอลอาจจะเป็นเพื่อเป็นการกำจัดโรงงานนิวเคลียร์หรือเพื่อเปลี่ยนระบอบการปกครองของอิหร่าน ทั้งนี้ เราเชื่อว่ามีโอกาสที่ราคาน้ำมันดิบ Brent จะขึ้นไปใกล้ระดับ USD80/bbl หรือ สูงกว่าได้ อย่างไรก็ดี ในเบื้องต้นเรายังประมาณการสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยไว้ที่ USD70/bbl
สำหรับกลุ่มคาดว่าจะได้รับประโยชน์ คือ กลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น เราเชื่อว่า PTTEP จะได้ประโยชน์จากราคาขายน้ำมันเฉลี่ย (liquid ASP) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่โรงกลั่นน่าจะได้แรงหนุนจากกำไรจากสต๊อก (stock gain) ที่สูงขึ้นและอาจรวมถึงส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์และราคาน้ำมันดิบ (crack spread) ที่ดีขึ้น
ทั้งนี้ แนะนำ PTTEP ซื้อ ราคาเป้าหมาย 130 บา, TOP ซื้อ ราคาเป้าหมาย 36 บาท, SPRC ซื้อ ราคาเป้าหมาย 6.50 บาท, และ BCP ถือ ราคาเป้าหมาย 34 บาท
ขณะเดียวกันคาดว่าจะเป็นลบต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า, ปิโตรเคมี, ค้าปลีกน้ำมัน, ท่องเที่ยวและสายการบิน, กลุ่มส่งออก, และกลุ่มค้าปลีก ซึ่งอาจจะเห็นต้นทุนที่สูงขึ้น