สาว 25 ชาวเวียดนาม คิดว่าตัวเองสายตาสั้น สุดท้ายเป็นอัมพาตครึ่งซีก
สาวเวียดนาม วัย 25 ปี มีอาการตาพร่ามัวทุกเช้า นาน 2 ปี คิดว่าตัวเองสายตาสั้น สุดท้ายขยับไม่ได้ ครอบครัวนำส่งโรงพยาบาล เป็นอัมพาตครึ่งซีก
หญิงสาวชาวเวียดนามรายหนึ่งมีอาการตาพร่ามัวเมื่อตื่นนอนประมาณ 30 วินาทีแล้วจึงกลับมาเป็นปกติ แต่เธอคิดว่าตัวเองคงสายตาสั้น อีกทั้งผิวหนังของเธอก็มักมีรอยฟกช้ำ แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ซึ่งเธอเป็นแบบนี้นาน 2 ปี
จนกระทั่งวันหนึ่งครอบครัวนำตัวเธอส่งห้องฉุกเฉินที่โรงพยาบาลในสภาพที่เคลื่อนไหวไม่ได้ ไม่ตอบสนองต่อการเรียก และกล้ามเนื้ออ่อนแรง หลังจากการตรวจร่างกาย แพทย์สรุปว่ามีอาการตีบอย่างรุนแรงของหลอดเลือดแดงคอโรติดด้านซ้าย และหลอดเลือดสมองส่วนกลางด้านซ้ายอุดตันอย่างสมบูรณ์ “เกิดโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน”
หลังจากรักษาตัวได้ 5 วัน เธอจึงออกจากโรงพยาบาลได้ แต่มีอาการอัมพาตข้างหนึ่ง จึงต้องใส่ขดลวดในหลอดเลือด เธอต้องเข้ารับการกายภาพบำบัดเป็นเวลา 1 ปี ปัจจุบันเธอสามารถเคลื่อนไหวได้เบา ๆ แต่แขนข้างหนึ่งยังหดตัวอยู่ และเธอไม่สามารถดูแลสุขอนามัยส่วนตัวได้
9 วิธีลดความเสี่ยง “อัมพฤกษ์-อัมพาต” ที่ทุกคนควรรู้
1. ควบคุมความดันโลหิต
ความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุหลักของความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองในทั้งผู้ชายและผู้หญิง การควบคุมระดับความดันโลหิต ถือเป็นกลยุทธ์เพื่อสุขภาพหัวใจที่ดี เป้าหมายในอุดมคติคือการรักษาระดับความดันโลหิตให้อยู่ต่ำกว่า 120/80 mmHg หรือสำหรับบางคน ไม่เกิน 140/90 mmHg
วิธีควบคุมความดันโลหิต
- ลดปริมาณเกลือในอาหารเหลือไม่เกิน 1,500 มก. ต่อวัน (ประมาณครึ่งช้อนชา)
- หลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น เบอร์เกอร์ ชีส
- รับประทานผลไม้และผักทุกวัน
- รับประทานปลา 2 - 3 ครั้งต่อสัปดาห์
- รับประทานธัญพืชไม่ขัดสีและผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำทุกวัน
- ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีทุกวัน
- เลิกสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสอง
- ใช้ยาลดความดันโลหิต หากแพทย์แนะนำ
2. รักษาน้ำหนักและลดไขมัน
การมีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน รวมทั้งภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ความดันโลหิตสูงและเบาหวาน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
เป้าหมายคือรักษาดัชนีมวลกาย (BMI) ให้ต่ำกว่า 23 แต่สูงกว่า 18.5 (สำหรับชาวเอเชีย) หากดัชนีมวลกายสูงกว่า 25 แสดงว่าคุณอ้วนและจำเป็นต้องลดน้ำหนักโดยด่วน
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ควรตั้งเป้าหมายที่จะรับประทานไม่เกิน 1,500 ถึง 2,000 แคลอรี่ต่อวัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับกิจกรรมและดัชนีมวลกายปัจจุบัน เพิ่มปริมาณการออกกำลังกายด้วยกิจกรรมต่างๆ เช่น การเดิน กอล์ฟ หรือเทนนิส แต่ต้องทำเป็นประจำทุกวัน
3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายช่วยลดน้ำหนัก ลดความดันโลหิต และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ควรออกกำลังกายอย่างพอประมาณอย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ หากไม่มีเวลาออกกำลังกายต่อเนื่อง 30 นาที ให้แบ่งเป็นช่วงละ 10-15 นาที หลายๆ ครั้งต่อวัน
4. จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์
หากดื่มมากกว่า 2 แก้วต่อวัน ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมองจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
5. รักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (atrial fibrillation) คือภาวะที่หัวใจเต้นผิดจังหวะ ทำให้เกิดลิ่มเลือดในหัวใจ ซึ่งอาจไปอุดตันสมองและทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะมีโอกาสทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าปกติถึง 5 เท่า
หากมีอาการเช่น หัวใจเต้นเร็วหรือหายใจถี่ ควรไปพบแพทย์ คุณอาจจำเป็นต้องรับประทานยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน เพื่อลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
6. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงจะทำลายหลอดเลือดในระยะยาว ทำให้มีโอกาสเกิดลิ่มเลือดภายในหลอดเลือดมากขึ้น เป้าหมายคือรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติและควบคุมได้
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ควรตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดตามที่แพทย์กำหนด รับประทานอาหาร ออกกำลังกาย และรับประทานยา เพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในช่วงที่เหมาะสม
7. เลิกสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสอง
การสูบบุหรี่ทำให้เกิดหลอดเลือดแข็ง ส่งผลให้มีคราบจุลินทรีย์สะสมในหลอดเลือดแดงมากขึ้น การเลิกบุหรี่ร่วมกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและออกกำลังกายสม่ำเสมอ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่มีประสิทธิภาพที่สุดอย่างหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างมาก
8. จัดการความเครียดและลดความวิตกกังวล
ความเครียดหรือความวิตกกังวลที่เกิดจากชีวิตประจำวันจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง เป้าหมายคือการจัดการความเครียดให้ดี นอนหลับให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-7 ชั่วโมงต่อคืน ฝึกสมาธิ โยคะ และฝึกการหายใจ
9. ตรวจสุขภาพเป็นประจำ
วิถีชีวิตสมัยใหม่ทำให้เด็กๆ หลายคนเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง เช่น นอนดึก กินอาหารฟาสต์ฟู้ด ขาดการออกกำลังกาย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อตรวจพบสัญญาณผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว เพื่อจะได้ดูแลรักษาได้ทันท่วงที
ที่มา: soha
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สาว 25 ชาวเวียดนาม คิดว่าตัวเองสายตาสั้น สุดท้ายเป็นอัมพาตครึ่งซีก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th