17 ปีของ Lady Gaga กับการยืนหยัดเคียงข้างชาวเกย์และชุมชนคนหลากหลายทางเพศอย่างเข้มข้น
จะมีศิลปินป๊อปสักกี่คน ที่กล่าวสปีชหลังได้รับรางวัลใหญ่ว่า ขอมอบรางวัลนี้ให้แก่ “พระเจ้าและชาวเกย์” ("To God and the Gays”) จนกลายเป็นที่พูดถึงถล่มทลาย และหลังจากนั้นก็ยังคงยืนหยัดเพื่อกลุ่มคนหลากหลายทางเพศเสมอมา
เลดี้ กาก้า (Lady Gaga) หรือชื่อจริงคือ สเตฟานี โจแอนน์ แองเจลินา เจอร์มาน็อตตา (Stefani Joanne Angelina Germanotta) คือศิลปินประเภทนั้น ยังไม่ต้องพูดถึงว่า ในโมงยามที่เธอประกาศวลี “พระเจ้าและชาวเกย์” บนเวทีเมื่อปี 2009 สังคมอเมริกันในเวลานั้นยังไม่พร้อมรับมือกับความหลากหลายนัก ไม่ต้องพูดถึงว่า การพูดถึงพระเจ้ากับเกย์ร่วมกันนั้นเป็นสิ่งที่ชาววอนุรักษนิยมรับไม่ได้ (จนถึงตอนนี้ก็ยังรับไม่ได้) ส่งผลให้เธอถูกวิพากษ์วิจารณ์หนาหู ไม่เพียงแต่ในฐานะศิลปินหน้าใหม่จอมเรียกกระแส แต่ยังในฐานะคนที่กล้าจะประกาศตัวอยู่ฝั่งตรงข้ามฝั่งอนุรักษนิยมด้วย
แต่แน่นอนว่ากาก้าไม่ได้แยแส ตรงกันข้าม เธออุทิศพลังและพื้นที่ของตัวเอง เป็นปากเสียงเพื่อกลุ่มคนหลากหลายทางเพศเสมอมาจนถึงวันนี้ ที่เธอหวนกลับมาอีกครั้งกับ Mayhem (2025) อัลบั้มแนวซินธ์-ป๊อปที่กระโจนขึ้นชาร์ตเพลงหลายๆ ประเทศถล่มทลาย ทั้งยังได้รับเสียงวิจารณ์แง่บวกว่าเป็นการหวนกลับไปหาความเป็นป๊อปแบบอัลบั้มแรกของเธออย่าง The Fame (2008) ทั้งยังได้คะแนนจาก pitchfork เว็บไซต์วิจารณ์ดนตรีชื่อดังที่ 8.0
ย้อนกลับไปที่การปรากฏตัวแรกๆ ของเธอซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แฟนเพลงทั้งโลกสุดๆ ศิลปินสาวที่เลือกประกาศชื่อว่าเธอคือ ‘เลดี้ กาก้า’ ซึ่งแผลงมาจากเพลงดังของวง Queen อย่าง Radio Ga Ga กับเพลงแนวอิเล็กโทรป๊อป และชุดแนบเนื้อหรือชุดชั้นในชวนหวิวสุดๆ ขณะที่ The Fame อันเป็นอัลบั้มแรกก็โด่งดังเป็นพลุแตก เนื้อเพลงที่ว่าด้วยความรัก,ช เซ็กซ์และชื่อเสียง ประสบความสำเร็จทั้งด้านรายได้และคำวิจารณ์ จนถูกนับเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ขายดีที่สุดของศตวรรษที่ 21 เข้าชิงรางวัลแกรมมีถึงห้าสาขา รวมทั้งสาขาอัลบั้มแห่งปี และคว้ารางวัลสาขาอัลบั้มอิเล็กทรอนิกซ์/แดนซ์ยอดเยี่ยมกับสาขาบันทึกเสียงเพลงแดนซ์ยอดเยี่ยม
เลดี้ กาก้า มักขึ้นแสดงด้วยชุดอลังการสุดขีดทั้งเสื้อผ้าหน้าผม เธอออกโทรทัศน์ด้วยการขึ้นแสดงเพลง Just Dance ในรายการ So You Think You Can Dance ด้วยผมบลอนด์แพลิตตินั่ม บอดี้สูทเว้าขาสูง กับท่าเต้นสุดเลิศที่ตราตรึงคนทั้งงาน ตามมาด้วยคอนเสิร์ต The Fame Ball Tour (2009) ที่ประสบความสำเร็จแบบเกินต้าน กับสารพัดภาพจำในแง่ดนตรี การแสดงสด ไปจนถึงชุดที่เหมือนหลุดออกมาจากอวกาศ
ใดๆ ก็ตาม ด้วยการปราฏตัวอันแสนโดดเด่นและมั่นใจเช่นนี้ ทำให้เวลานั้นมีข่าวลือประหลาดๆ ว่าแท้จริงแล้ว เลดี้ กาก้าไม่ใช่ผู้หญิง… ซึ่งเธอก็ปล่อยให้คนลือเรื่องนี้หลายต่อหลายปีจนคนเลิกพูดถึงไปเอง กระทั่งในปี 2011 เมื่อสำนักข่าว CNN ถามเธอว่า “มีข่าวลือว่าคุณมีอวัยวะเพศของผู้ชายด้วยนะ” และกาก้าก็ตอบอย่างสบายอารมณ์ว่า “ก็อาจจะจริงก็ได้ แล้วมันจะเป็นปัญหาอะไรเหรอ?”
และเมื่ออีกฝ่ายถามเธอกลับ “น่าสนใจทีเดียว ศิลปินหลายคนคงออกแถลงการณ์ไปแล้วว่า ‘ข่าวลือนี้ไม่เป็นความจริงเลย’ แต่ดูเหมือนคุณจะสนุกกับข่าวลือนี้แทนนะ” และอีกเช่นเคย ที่กาก้าตอบอย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจว่า “แล้วฉันจะไปเสียเวลาออกแถลงการณ์ทำไมล่ะว่าฉันมีหรือไม่มีจู๋ ในเมื่อแฟนเพลงของฉันไม่สนใจ ฉันก็ไม่เห็นต้องสนใจเลยนี่คะ”
หลายปีให้หลัง กาก้าไปออกรายการ What’s Next? The Future with Bill Gates (2024) และมองย้อนกลับไปยังเรื่องราวของตัวเองว่า “เหตุผลที่ฉันไม่ได้ตอบคำถามเรื่องข่าวลือนั้น ก็เพราะฉันไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นเหยื่อกับข่าวที่ว่า ทั้งฉันยังคิดว่า ถ้ามีเด็กสักคนถูกกล่าวหาด้วยข่าวลือแบบเดียวกันนี้ แล้วถ้าเห็นฉันแก้ตัวแถลงข่าว พวกเขาจะคิดว่าฉันอับอายกับข่าวลือแบบนั้นมั้ยนะ” เธอบอก
สิ่งที่น่าสนใจคือ งานของกาก้า ไม่ว่าจะบทเพลงหรือมิวสิกวิดีโอ มักตั้งคำถามกับขนบบางอย่าง ทั้งขนบต่อความเป็นผู้หญิง เช่น การพูดเรื่องเซ็กซ์หรือความสัมพันธ์ ตลอดจนการแต่งตัวสุดแหวกแนว ไปจนถึงขนบทางศาสนาที่หลายคนไม่กล้าไปถึง อันจะเห็นได้จาก Alejandro แทร็คสุดฉาวในปี 2009 ที่กาก้าก็ไม่อินังขังขอบจะใส่องค์ประกอบความเป็นเกย์ร่วมกับความเป็นคริสเตียน ไปจนถึงประเด็นแหลมคมทางการเมืองอื่นๆ ในเอ็มวี ระดับที่มันกลายเป็นพาดหัวของสำนักข่าวและหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์หลายแห่ง โดยมีทั้งตัวละครชายปราฏตัวในลักษณะเหมือนทหารกับอาวุธปืน และกาก้าที่สวมชุดที่มีเครื่องหมายกางเขน ทำให้ตัวเอ็มวีถูกอ่านว่ากำลังวิพากษ์วิจารณ์ความเป็นรักร่วมเพศและความเป็นชาย (ในกองทัพ) ที่มีความเป็นคริสตจักรปกคลุมอีกชั้นหนึ่ง และก็อีกเช่นเคย ไม่ต้องพูดถึงว่ากลุ่มอนุรักษนิยมในหลายๆ แห่งจะหัวร้อนฉุนขนาดไหน เมื่อเห็นกาก้าสวมชุดชั้นในแนบเนื้อ สลับกับชุดที่มีกางเขนสีแดงสดพาดทับกลางร่าง!
แล้วตามมาด้วยเพลงที่เป็นเสมือน ‘เพลงชาติ’ ของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศในยุคใหม่อย่าง Born This Way ซิงเกิลจากอัลบั้มชื่อเดียวกันในปี 2011 ที่ประสบความสำเร็จสุดขีดด้วยการเข้าชิงแกรมมีสามสาขา ทั้งยังได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Rolling Stone ให้เป็นหนึ่งใน 500 อัลบั้มที่ดีที่สุด โดยกาก้าอธิบายถึงการเขียนเพลงนี้ว่า “ฉันอยากเขียนเพลงเพื่อสื่อความหมายว่า ‘กูก็เป็นของกูแบบนี้แหละเว้ย’ น่ะ ไม่ได้อยากให้มันออกมาซับซ้อนหรือต้องตีความสัญลักษณ์อะไร ฉันอยากให้มันตรงไปตรงมาเพราะฉันรู้สึกว่า ดนตรีในทุกวันนี้ ทุกอย่างมันดูจางไปหมด ทั้งเนื้อหาก็ถูกซุกซ่อนไว้ใต้ลูกเล่นของการเขียนเพลงน่ะ” เธอบอก โดยเธอได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลปินหญิงช่วงยุค 90s เช่น มาดอนนา (Madonna), วง En Vogue ที่เขียนเพลงสนับสนุนให้ผู้หญิงและชุมชนเกย์เป็นตัวของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนหรือทำทีให้ต้องตีความ “ฉันอยากเขียนเพลง Born This Way ให้ทุกคนร้องไห้ มันเป็นเพลงเพื่อทุกคนจริงๆ” และในปี 2021 ในวาระครบรอบสิบปีอัลบั้มนี้ กาก้ายังเผยว่า เธอได้แรงบันดาลใจมาจากเพลง I Was Born This Way เพลงที่ปล่อยออกมาเมื่อปี 1977 โดย คาร์ล บีน (Carl Bean) ศิลปินและนักเคลื่อนไหวชาวแอฟริกัน-อเมริกันที่เรียกร้องสิทธิให้กลุ่มคนหลากหลายทางเพศเสมอ
ทั้งตัวมิวสิกวิโอก็แสนจะอาว็อง-การ์ด โดยช่วงต้นเอ็มวี เราจะได้ยินเสียงกาก้าเล่าถึง ‘สิ่งมีชีวิต’ จากนอกโลกที่ “ปราศจากอคติ ปราศจากการตัดสิน มีเพียงแต่เสรีภาพอันไร้ขอบเขต” กับภาพการ ‘ให้กำเนิด’ ที่ถูกนำไปตีความมากมายหลากหลาย ขณะที่ผลตอบรับของตัวเพลงนั้นก็ทะลุเพดานสุดขีด กล่าวคือมันตะลุยชาร์ตเพลงทุกแห่ง ถูกจัดอันดับเป็นหนึ่งในซิงเกิลที่ขายดีที่สุดตลอดกาล และในมุมกลับ มันก็ถูก ‘ต่อต้าน’ จากบางประเทศหรือบางชุมชนด้วยเช่นกัน อันจะเห็นได้จากสถานีวิทยุในมาเลเซียที่เซนเซอร์เนื้อเพลงบางท่อนออก ด้วยเหตุผลว่ามีเนื้อหาสนับสนุนกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ
และตัดภาพมาถึงตอนนี้ ในห้วงยามที่ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขึ้นดำรงตำแหน่งในวาระที่สอง และมีคำสั่งต่อประเด็นความหลากหลายทางเพศว่า นับจากนี้ เพศที่จะได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการมีสองเพศ คือชายกับหญิงเท่านั้น และให้ยึดตามเพศกำเนิด ส่งผลกระทบต่อคนข้ามเพศที่ต้องกรอกเอกสารใหม่ รวมทั้งอาจต้องรับมือกับการโดนเหยียดหรือเลือกปฏิบัติเมื่อต้องยื่นเอกสารราชการ
กาก้าก็ได้พูดถึงประเด็นนี้เมื่อเธอขึ้นรับรางวัลแกรมมี สาขาขับร้องเพลงป๊อปคู่/กลุ่มยอดเยี่ยมแห่งปีจากเพลง Die With A Smile ที่เธอขับร้องกับ บรูโน มาร์ส (Bruno Mars) โดยเธอย้ำว่า กลุ่มคนข้ามเพศจะไม่ถูกมองข้าม และสมควรได้รับความรักมหาศาลเสมอ “สิ่งที่กลุ่มคนข้ามเพศกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้คือความอยุติธรรมอย่างที่สุด ทั้งยังต้องเจอความรุนแรงที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของพวกเขาอยู่เสมอ ฉันคิดว่าเราต้องสนับสนุนกลุ่มคนข้ามเพศ สนับสนุนกันและกัน พวกเขาน่ะสมควรได้รับความรัก เป็นที่รัก และจะได้รับการปกป้อง เชิดชูเสมอไปนะ”
สิ่งที่ทำให้กาก้าเป็นหนึ่งในศิลปินไอค่อนของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ ไม่ใช่แค่บทเพลงที่ยืนหยัดเคียงข้างเพื่อนมนุษย์ แต่ยังเป็นความ ‘ตรงไปตรงมา’ ว่าเธออยู่เคียงข้างพวกเขาผ่านบทเพลงที่มุ่งมั่นจะให้เป็นเพลงเพื่อชาวเกย์โดยไม่ต้องให้ตีความ และเป็นสิ่งที่เธอทำมาตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มของอาชีพศิลปิน ทั้งความสม่ำเสมอ ความจริงจังและตั้งใจของเธอตลอดทศวรรษ ยังเห็นได้ตั้งแต่การขึ้นรับรางวัล International Video of the Year ของงาน MTV ในปี 2009 ที่เธอกล่าวขอบคุณบนเวทีว่า “แด่พระเจ้าและชาวเกย์” ที่กลายเป็นที่พูดถึงอย่างหนาหูในสื่อยุคนั้น มาจนปัจจุบันที่เธอก็ยืนหยัดเคียงข้างชาวเกย์และกลุ่มคนหลากหลายทางเพศอย่างแข็งขันเสมอมา
อ้างอิง
https://edition.cnn.com/2024/09/19/entertainment/lady-gaga-rumors-she-is-a-man
https://www.elle.com/uk/life-and-culture/culture/a63541601/lady-gaga-trump/