โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อึ้ง!วันนี้ยังพบเด็กน่านอ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้ “หลุด-ไม่เคยเรียน”กว่า 2,500 ราย

Manager Online

เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 02.48 น. • MGR Online

น่าน – ไม่น่าเชื่อ..จนถึงวันนี้ยังพบเด็กน่านอ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้ ทั้งหลุด-ไม่เคยเข้าโรงเรียนเลย รวมกว่า 2,500 ราย แถมล่าสุดคณะทำงานฯ ลงพื้นที่เดินหน้านโยบาย “Nan zero dropout นำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา”ยิ่งสะเทือนใจเจอเด็กหญิง 9 ขวบพ่อติดยา-ใช้ความรุนแรง ไม่ให้ลูกเรียน/ขู่คนช่วยซ้ำ

นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน พร้อมด้วย นายศิริโชค พิพัฒน์เสฐียรกุล ศึกษาธิการจังหวัดน่าน ได้ตั้งคณะทำงานทั้งภาคีภาคการศึกษาและเครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันสำรวจค้นหา “เด็กน่าน” ที่หล่นหาย กับภารกิจ “พาเด็กน่านกลับมาเรียน” ในโครงการ “Nan Zero Dropout” โดยเฉพาะในช่วงการศึกษาภาคบังคับ ป.1 – ม.3 ตามนโยบาย Thailand Zero Dropout

ระยะแรกจากการสำรวจและค้นหาเด็ก โดยใช้ 7 กระบวนการตามระบบ Thailand zero dropout (TZD) มีตัวเลขของเด็กและเยาวชนในจังหวัดที่หลุดจากระบบการศึกษาถึง 2,510 ราย ที่จะต้องนำเข้าระบบ TZD สู่การขับเคลื่อนในระยะที่สอง ด้วย 4 มาตรการ คือ ป้องกัน แก้ไข ส่งต่อ และติดตามดูแลช่วยเหลือ

โดยทีมคณะทำงาน ซึ่งประกอบด้วย ศึกษาธิการจังหวัดน่าน และภาคีภาคการศึกษา ทั้งสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดน่าน (สกร.) ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดน่าน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน และเครือข่ายสหวิชาชีพ ได้แก่ พม.น่าน สถานพินิจฯน่าน ภาคประชาสังคม และ สื่อมวลชน ร่วมกันลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา ในพื้นที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.ทุ่งช้าง อ.สองแคว อ.บ่อเกลือ อ.ปัว

นางสาวปาลิกา คำวรรณ์ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาการศึกษา สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดน่าน เปิดเผยว่า เด็กที่ “หลุด” หรือ “ตกหล่น” จากระบบการศึกษาภาคบังคับ (ป.1 - ม.3) เหล่านี้ไม่ใช่แค่ไม่เรียน แต่บางคน ไม่เคยได้เรียนเลย สาเหตุซับซ้อนและซ้อนทับกัน ไม่ว่าจะเป็นความยากจนในครัวเรือน ความไม่เห็นคุณค่าของการศึกษาในสายตาผู้ปกครอง ความพิการ หรือปัญหาสุขภาพของเด็ก สภาพภูมิประเทศที่เข้าถึงยาก โดยเฉพาะในฤดูฝน หรือแม้แต่ครอบครัวที่มีปัญหายาเสพติด และความรุนแรงจนไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วย ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่ใช่แค่ของใครคนใดคนหนึ่ง ที่จะช่วยเหลือให้เด็กได้เรียนหนังสือ

หนึ่งในกรณีที่สะเทือนใจ คือ เด็กหญิงวัย 9 ขวบ จากบ้านปางแก อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน เด็กคนนี้ไม่เคยได้เข้าโรงเรียนเลยแม้บ้านจะอยู่ใกล้โรงเรียน เหตุผลเพียงเพราะพ่อติดยาเสพติดและใช้ความรุนแรงกับครอบครัว ไม่อนุญาตให้เรียน และยังข่มขู่ทุกคนที่พยายามเข้ามาช่วยเหลือ

“เด็กหญิงอาศัยอยู่ในบ้านที่พ่อของเธอเคยคลุ้มคลั่งเผาบ้านของตัวเอง จนชุมชนต้องให้แยกบ้านไปอยู่ไกลเพื่อความปลอดภัยของคนในชุมชน ซึ่งปัจจุบันสภาพบ้านที่อยู่อาศัย ไม่ได้มีความเหมาะสมกับการเป็นอยู่ของเด็ก ที่ต้องนอนรวมกันทั้งบ้าน ห้องน้ำมีเพียงผ้ามากั้นบังปิดสายตาไม่มีประตูมิดชิดปลอดภัย ทั้งหมดคือความสุ่มเสี่ยงขั้นวิกฤตของเด็กหญิง”

อย่างไรก็ตาม แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมกับการเลี้ยงดูเด็กหญิงที่กำลังเติบโต แต่เธอยังพยายามเรียนหนังสือ จากสามเณรพี่ชายที่ช่วยให้เธอได้ฝึกเขียนตัวหนังสือตามรอยประ และลายมือของเธอก็สวยจนหลายคนชื่นชม เธอมักรอคอยเพื่อนรุ่นพี่กลับมาจากโรงเรียนเพื่อขอของกินและเล่าเรื่องราวต่างๆให้เธอฟัง

“ล่าสุดคณะทำงานได้พบเจอตัวเธอและหาทางให้เธอได้เข้าสู่ระบบการเรียน สิ่งที่รับรู้ได้คือ “แววตา” และ “รอยยิ้ม” ของความหวัง ว่าเธอจะได้มีชื่อในบัญชีเด็กนักเรียนเหมือนคนอื่น”

เพราะเด็กแต่ละคนมีปัญหามีบริบทต่างกัน การจัดการศึกษาสูตรเดียวไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน บางราย โดยเฉพาะเด็กที่มีปัญหาสุขภาพ หรือพิการต้องสอนถึงบ้าน โดยศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดน่าน บางรายต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่หลักสูตรไม่รู้หนังสือของ สกร. บางคนเคยเรียนแค่ ป.1 หรือ ป.6 แล้วก็หายไปจากระบบ บางคนไม่อยากเรียนเพราะพ่อแม่ก็ไม่รู้หนังสือ และไม่เคยปลูกฝังความสำคัญของการศึกษาให้ลูกเลย

ซึ่งคณะทำงาน ต้องใช้ทั้งวาทศิลป์หว่านล้อมและอ้างถึงพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 โดยเฉพาะมาตรา 13 ที่ระบุว่าผู้ปกครองต้องส่งเด็กเข้าเรียน และมาตรา 15 ที่กำหนดโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม เพื่อสร้างความเข้าใจและเห็นถึงประโยชน์ของการศึกษา

“พวกเราต้องช่วยกัน” คือถ้อยคำสำคัญที่สะท้อนจากคณะทำงานในพื้นที่ เพราะสิ่งที่กำลังทำ ไม่ใช่แค่การคืนเด็กสู่ห้องเรียน แต่คือการ คืนอนาคตคืนศักดิ์ศรี และคืนโอกาสของชีวิต ให้กับเด็กคนหนึ่ง ที่อาจกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณค่าต่อชุมชนและสังคมในวันข้างหน้า การแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ไม่ใช่ภาระของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่คือ “หน้าที่ของสังคม” ที่ต้องยื่นมือช่วยเหลือ “ก่อนเด็กจะหล่นไปไกลกว่านี้” เด็กทุกคนควรมีสิทธิ์ในการฝัน และการเรียนรู้ อย่าปล่อยให้เด็กคนไหนต้องยืนมองรั้วโรงเรียนอยู่ห่าง ๆ ในขณะที่โลกทั้งใบหมุนเดินหน้าต่อไป โดยไม่มีพวกเขาอยู่ในวงจรนั้น

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...