“สมศักดิ์” แจงแพทยสภาปมวีโต้มติลงโทษแพทย์ หวั่นสร้างบรรทัดฐานใหม่กระทบแพทย์รุ่นหลัง
“สมศักดิ์” เผยขึ้นชี้แจงแพทยสภาปมวีโต้มติลงโทษ 3 แพทย์ หวั่นเป็นบรรทัดฐานใหม่กระทบความมั่นใจของแพทย์ ยกวลี “ตีวัวกระทบคราด” หลังนิด้าโพลไม่เชื่อมั่น “แพทยสภา” ทำสะเทือนทั้งระบบ
วันที่ 12 มิ.ย. 2568 ที่แพทยสภา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแพทยสภา ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลังเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการแพทยสภา เกี่ยวกับการใช้อำนาจยับยั้ง (วีโต้) มติแพทยสภาเมื่อวันที่ 8 พ.ค. ซึ่งมีมติลงโทษแพทย์ 3 ราย
นายสมศักดิ์ ใช้เวลา 15 นาทีในการชี้แจง พร้อมยื่นเอกสารประกอบ 10 หน้า โดย 2 หน้าเน้นประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการแพทยสภา พร้อมแนบคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เพื่อชี้ให้เห็นถึงความถูกต้องตามกฎหมายและป้องกันปัญหาการลงคะแนนที่อาจนำไปสู่การฟ้องร้องในอนาคต เขาระบุว่า ฝ่ายกฎหมายแนะนำให้ยื่นเอกสารดังกล่าวในที่ประชุม
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า การชี้แจงในที่ประชุมเน้นเหตุผลที่ใช้ คือวีโต้มติลงโทษแพทย์ทั้ง 3 ราย โดยระบุว่าการลงโทษนี้อาจกลายเป็น "บรรทัดฐานใหม่" ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของแพทย์ในการรักษาผู้ป่วย ซึ่งอาจนำไปสู่อันตรายต่อผู้ป่วยในระยะยาว เขายกตัวอย่างกรณีโรงเรียนแพทย์ส่งผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้ตรวจโรคเดียว แต่แพทย์ตรวจพบถึง 3 โรค ซึ่งเพิ่มค่าใช้จ่าย แต่สะท้อนถึงความเอาใจใส่ในการรักษา เขากล่าวว่า การกระทำเช่นนี้ไม่ควรถูกมองเป็นความผิด
นอกจากนี้ นายสมศักดิ์ ยังวิจารณ์กระบวนการพิจารณาของแพทยสภา โดยระบุว่า คณะกรรมการใช้เวลากว่า 5 เดือนในการส่งเรื่องพิจารณาโทษ แต่คณะกรรมการกลั่นกรองจริยธรรมกลับประชุมเพียงครั้งเดียวก่อนการประชุมบอร์ด 7 วัน และใช้เวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมงในการปรับแก้โทษทั้งหมด ซึ่งที่ประชุมอาจไม่ได้พิจารณารายละเอียดอย่างถี่ถ้วนก่อนมีมติลงโทษ เขายังระบุว่า ได้ให้แนวทางในเอกสารประกอบ 4 ข้อท้าย โดยขอให้คณะกรรมการทบทวนมติหากรู้สึกผิดหรือพิจารณาว่ากรณีนี้เกี่ยวข้องกับบุคคลใกล้ชิดของตนเอง
เมื่อถูกถามว่าทำไมต้องแนบคำสั่งศาลปกครองสูงสุดในเอกสาร นายสมศักดิ์ อธิบายว่า ประเด็นผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนหรือโหวตในแพทยสภาอาจกลายเป็นปัญหาในอนาคต และอาจมีบุคคลที่สามฟ้องร้อง ซึ่งอาจสร้างความเสียหายได้ เขายืนยันว่า การชี้แจงครั้งนี้ไม่ใช่การข่มขู่แพทยสภา แต่เป็นการทำตามกฎหมายเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจนำไปสู่การใช้จ่ายงบประมาณรัฐในคดีความ เขากล่าวว่า “ถ้าเราไม่พูดในที่ประชุมแล้วไปพูดทีหลังก็ไม่มีประโยชน์” และย้ำว่า การเริ่มต้นด้วยความโปร่งใสจะนำไปสู่การดำเนินการที่ถูกต้อง
เมื่อถามว่าในที่ประชุมมีการสอบถามเพิ่มเติมหรือไม่ นายสมศักดิ์ระบุว่า ไม่มีการสอบถาม โดยเขาใช้เวลา 15 นาทีตามที่กำหนด และออกจากห้องประชุมตามมารยาทเมื่อครบเวลา
นายสมศักดิ์ อ้างถึงผลสำรวจของนิด้าโพล ซึ่งระบุว่าความน่าเชื่อถือของแพทยสภาอยู่ที่ 54% ซึ่งถือว่าต่ำ และหากการตัดสินใจไม่รอบคอบ ความน่าเชื่อถืออาจลดลงอีก เขายังกล่าวถึงวลีในเอกสารว่า “ตีวัวกระทบคราด” โดยอธิบายว่า การลงโทษแพทย์ในครั้งนี้ไม่เพียงกระทบตัวแพทย์ แต่จะสะเทือนทั้งระบบ ทำให้แพทย์รุ่นใหม่ขาดแรงจูงใจในการทำงาน ซึ่งจะส่งผลเสียต่อวงการแพทย์โดยรวม
นายสมศักดิ์ระบุว่า เขาไม่ทราบจำนวนกรรมการที่เข้าร่วมประชุมและไม่รู้ว่ามาครบหรือไม่ แต่ย้ำว่าได้ทำหน้าที่ในฐานะสภานายกพิเศษครบถ้วนตามมาตรา 24 โดยให้ข้อคิดและแนวทางต่างๆแก่แพทยสภาแล้ว หากมติแพทยสภายังไม่เปลี่ยนแปลงตามที่วีโต้ ก็จะเป็นหน้าที่ของบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป เขายังกล่าวว่า หลังจากนี้จะมีแพทย์ที่ต้องถูกตรวจสอบเพิ่มเติม
กรณีเครือข่ายแพทย์ 750 คน ล่ารายชื่อสนับสนุนมติแพทยสภา และบางกลุ่มเสนอให้ยกเลิกตำแหน่งสภานายกพิเศษ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขต้องดำรงควบ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เขาไม่ยึดติดกับตำแหน่งนี้ และทำหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อป้องกันการร้องเรียน เขาระบุว่า ตำแหน่งนี้ไม่ใช่งานที่ง่าย ต้องพิจารณาหลายเรื่อง และบางครั้งต้องจัดการกับความขัดแย้งของผู้อื่น เขายังกล่าวถึงประวัติการทำงานว่าเป็นนักการเมืองที่พยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และมุ่งทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด
นายสมศักดิ์ย้ำว่า หากแพทย์ที่ถูกมติลงโทษต้องเผชิญคดีตามกฎหมาย กระทรวงสาธารณสุขไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง เขายังกล่าวถึงว่า การลงโทษแพทย์ในกรณีนี้ไม่เกี่ยวข้องกับ “กรณีอดีตนายกรัฐมนตรี” ที่จบไปแล้ว แต่การลงโทษครั้งนี้อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ ทำให้แพทย์รุ่นใหม่และนักเรียนแพทย์รู้สึกกังวล
มีรายงานว่า การประชุมแพทยสภามีกรรมการเข้าร่วม 68 คน ส่วน พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เข้าร่วมประชุมในช่วงเช้า ก่อนมอบหมายให้ผู้แทนเข้าร่วมประชุมแทน