(มี E-Book)ทะลุมิติมาสู่ยุคจีนโบราณ
ข้อมูลเบื้องต้น
หลิวซูเหยียน นักฆ่าสาวจากยุคปัจจุบัน ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งในร่างของหญิงสาวที่ถูกบีบบังคับให้แต่งงานกับชายขาเป๋แทนน้องสาว ในยุคโบราณที่ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ ในชีวิตก่อนที่ต้องอยู่ภายใต้เงามืดมาตลอด นางเชื่อว่าตนไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเหยื่อของโชคชะตาอีกต่อไป ด้วยทักษะจากอดีตและมิติพิเศษที่ได้รับมานี้ นางสามารถกำหนดเส้นทางชีวิตของตนเองได้….☞☞
✍✍ทุกอย่างในเรื่องเป็นเพียงโลกแห่งจินตนาการของผู้เขียน โดยไม่ได้อ้างอิงจากชีวิตจริงและประวัติศาสตร์ ขอให้ทุกท่านถอดสมองอ่านและมีความสุขไปด้วยกันนะ❦❦❦
❣ ❣ Enjoy Reading Ka~❣ ❣
ตอนที่ 1
สายลมเย็นยะเยือกโหมพัดผ่านหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางขุนเขาสูงตระหง่าน ในค่ำคืนอันมืดมิด แสงจันทร์ซีดส่องต้องกระท่อมไม้เก่าคร่ำคร่า รอยแตกและคราบตะไคร่บนผนังเป็นเครื่องบ่งบอกถึงสภาพที่เสื่อมโทรม ภายในห้องอับทึบ กลิ่นชื้นของไม้เก่าผสมกับกลิ่นสมุนไพรจาง ๆ ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ บนเตียงไม้หยาบ ๆ ร่างของเด็กสาววัยสิบห้าปีนอนแน่นิ่ง ผิวของเธอซีดขาว ไร้ไออุ่น ประหนึ่งคนที่สิ้นลมหายใจไปแล้ว
แต่ในชั่วพริบตาเดียว เปลือกตาของเธอสั่นไหว ก่อนจะค่อย ๆ ลืมขึ้น เผยให้เห็นดวงตาคมกริบที่ฉายแววสงสัยและเย็นชา
'นี่มันเกิดอะไรขึ้น…'
หลิวซูเหยียน มือสังหารจากศตวรรษที่ 21 ความทรงจำสุดท้ายของเธอคือการถูกลอบโจมตีระหว่างปฏิบัติภารกิจ แต่แล้วทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่? ที่สำคัญ ร่างกายของเธอดูเล็กและอ่อนแอกว่าที่เคยเป็นมาก กระแสแห่งความทรงจำใหม่ไหลบ่าเข้าสู่จิตสำนึกของเธอ
เจ้าของร่างเดิมนี้คือ "หลิวซูเหยียน" อายุสิบห้าปี บุตรสาวของบ้านสกุลหลิว นางเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่เคยมอบความรักให้ เมื่อนางอายุเพียงสิบขวบ มารดาก็เสียชีวิตไป บิดาของนางแต่งงานใหม่กับหญิงที่จิตใจคับแคบและให้กำเนิดบุตรอีกสองคน หลังจากนั้นทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านก็ตกเป็นภาระของนาง นางถูกใช้งานเยี่ยงสาวใช้ ถูกครอบครัวกีดกันออกเสมือนเป็นคนนอก กระทั่งวันที่เคราะห์กรรมมาถึง
สองวันก่อน นางถูกจับให้แต่งงานกับ "เซียวจิ่นหาน" ชายหนุ่มวัยสิบแปดปี บุรุษที่เป็นบุตรบุญธรรมของพรานหวัง ต่อให้มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดี แต่ปัจจุบันเขาเป็นเพียงชายขาเป๋ที่ใช้การไม่ได้ เดิมทีตามสัญญาแต่งงานต้องเป็น "หลิวกุ้ยฮวา" น้องสาวต่างมารดาของนาง แต่เมื่อเซียวจิ่นหานเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ขาไม่สามารถใช้งานได้ตามเดิม หลิวกุ้ยฮวารับไม่ได้ที่จะต้องแต่งกับชายขาเป๋จึงต่อต้าน หลี่ซื่อ มารดาของหลิวกุ้ยฮวา เห็นแก่เงินสินสอดที่มากถึงสามสิบตำลึง จึงยัดเยียดให้นางแต่งแทน
'ช่างเป็นครอบครัวที่โหดร้ายเสียจริง!'
ซูเหยียนแสยะยิ้มเย็น ความทรงจำของร่างเดิมฉายชัด วันที่ถูกบังคับให้แต่งงาน นางร้องขอความเห็นใจจากบิดา แต่กลับได้รับเพียงความเมินเฉย หลี่ซื่อถึงขั้นผลักนางล้มจนศีรษะกระแทกขอบโต๊ะ ซึ่งเป็นสาเหตุให้ร่างเดิมสิ้นใจไป จึงทำให้นางตื่นขึ้นมาอีกครั้งในร่างนี้
เซียวจิ่นหานได้ยินข่าวเกี่ยวกับสกุลหลิวจากชาวบ้านที่มาส่งเกี้ยวเจ้าสาว เมื่อเห็นรอยแผลที่ศีรษะของนาง เขาก็พอจะเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องมีใครอธิบาย
เขาเติบโตขึ้นมาอย่างเดียวดาย จนกระทั่งได้พบกับพรานหวังในวัยเจ็ดขวบ ตอนนั้นเขาเป็นเพียงขอทานที่เร่ร่อนข้างถนน ถูกกลุ่มอันธพาลซ้อมอย่างทารุณ จนพรานหวังบังเอิญผ่านมาเห็นและช่วยเหลือเอาไว้ พรานหวังเป็นชายที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย อยู่ตัวคนเดียว ไม่มีลูกหลานสืบสกุล เมื่อรู้สึกถูกชะตากับเด็กชายที่บาดเจ็บ จึงรับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ถ่ายทอดวิชาล่าสัตว์และการใช้ชีวิตในป่าให้
เมื่อสองปีก่อน พรานหวังในวัยชราป่วยหนักและกังวลว่าเขาจะอยู่อย่างเดียวดาย จึงให้แม่สื่อติดต่อหาคู่ครอง บ้านหลิวตอบรับด้วยความยินดี เพราะเงินสินสอดสามสิบตำลึงที่พรานหวังให้นั้นไม่น้อยเลย แต่โชคชะตาเล่นตลก สามเดือนก่อนเขาตกลงไปในกับดักล่าสัตว์ ทำให้ขาได้รับบาดเจ็บจนทำให้ขาใช้การไม่ได้ เพราะสาเหตุนี้ครอบครัวนั้นจึงผลักไสลูกสาวที่ไม่เป็นที่ต้องการมาแทน ทว่าไม่ว่านางจะถูกส่งมาโดยเต็มใจหรือไม่ก็ตาม หากว่านับจากนี้ไปนางเต็มใจที่จะครองคู่กับเขา เขาจะถือว่านางก็คือภรรยาของเขา
“ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าถูกเอาเปรียบอีกต่อไป” เขาพึมพำกับตนเอง แต่หากนางต้องการจะจากไป เขาก็จะไม่ฉุดรั้งไว้
หลิวซูเหยียนลืมตาขึ้น นางสูดหายใจลึกก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้น แม้ร่างกายจะอ่อนแอ แต่บางสิ่งในตัวกลับยังคงอยู่ นางหลับตาลงและสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างที่คุ้นเคย
'มิติของข้า…ยังอยู่!'
เดิมมิติของนางเป็นเพียงห้องวิจัยห้องหนึ่งเท่านั้น แต่ตอนนี้โลกภายในจิตของนางเผยให้เห็นพื้นที่พิเศษ ที่นั่นคือเซฟเฮาส์ส่วนตัวของเธอในชาติก่อน ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นยา อาวุธ ห้องวิจัยอุปกรณ์ทดลองต่าง ๆ และที่สำคัญ น้ำยาฟื้นฟูร่างกายที่เธอเคยพัฒนาไว้!
แววตาของหลิวซูเหยียนเปล่งประกายเยือกเย็น นางกำมือแน่น ก่อนจะแสยะยิ้ม
'หากสวรรค์ให้ข้าเกิดใหม่ ข้าก็จะเป็นผู้กำหนดชะตาของตัวเอง!'
นางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้อง ก่อนจะตัดสินใจว่าเวลานี้ต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ วางแผนอนาคตให้ตนเอง และที่สำคัญ ต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในมิติให้เกิดประโยชน์สูงสุด!
หลิวซูเหยียนยืดตัวตรงก่อนจะเดินออกจากกระท่อมพร้อมแววตาแน่วแน่ นับจากวันนี้เป็นต้นไป นางจะไม่ยอมให้ใครมาชักใยชีวิตของนางได้อีก!
ในขณะเดียวกัน ที่หน้าประตูบ้านไม้เก่า เซียวจิ่นหานยืนรออยู่ แม้ขาของเขาจะพิการ แต่สายตาของเขากลับแน่วแน่และเต็มไปด้วยความกังวล นางหมดสติไปสองวันแล้ว และเขาก็ไม่รู้ว่านางจะฟื้นขึ้นมาเมื่อใด
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้น เขาหันไปมอง และพบว่าหญิงสาวที่นอนซมเมื่อวานนี้ได้ลุกขึ้นยืนแล้ว แม้จะดูซีดเซียว แต่แววตาของนางกลับเต็มไปด้วยความเฉียบคมและเด็ดเดี่ยว
“เจ้าฟื้นแล้ว?”
❦❦❦❦❦❦❦❦❦❦❦❦
ღღฝากนิยายเรื่องนี้ไว้ในอ้อมกอดด้วยนะคะღღ
ตอนที่ 2
“เจ้าฟื้นแล้ว?”
แสงอรุณแรกของวันใหม่ค่อย ๆ ทอดผ่านขอบฟ้า สาดแสงสีทองลงมายังหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ ละอองหมอกจาง ๆ คลอเคลียอยู่ตามยอดไม้ เสียงนกน้อยขับขานเป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นวันใหม่ ภายในกระท่อมไม้เก่า เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้น เด็กสาวในชุดผ้าหยาบเดินออกมาจากห้อง สีหน้าของนางยังคงซีดเซียวจากอาการบาดเจ็บ แต่แววตากลับแน่วแน่ราวกับเปลวไฟที่ไม่ยอมมอดดับ
เซียวจิ่นหานที่นั่งรออยู่หน้ากระท่อมหันมามอง ดวงตาลุ่มลึกของเขาพินิจพิเคราะห์หญิงสาวตรงหน้า นางดูแตกต่างจากเมื่อก่อนลิบลับ หากเป็นเมื่อก่อน หลิวซูเหยียนจะมีท่าทางหวาดกลัวและอ่อนแอ ทว่ายามนี้ แววตาของนางเยือกเย็นและเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น
“เจ้าฟื้นตัวเร็วดี” เสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้น
หลิวซูเหยียนพยักหน้า “ข้าสบายดีแล้ว”
สายลมเย็นพัดโชยมา ผมดำขลับของนางปลิวไสว นางเพิ่งมาถึงโลกนี้ได้เพียงวันเดียว แต่การมีชีวิตรอดในฐานะ 'หลิวซูเหยียน' เป็นสิ่งที่นางต้องยอมรับ ชีวิตใหม่นี้อาจเต็มไปด้วยความลำบาก แต่ก็เป็นโอกาสให้เริ่มต้นใหม่ เพราะในโลกเดิมนางก็รู้สึกเบื่อกับการเป็นนักฆ่าที่ต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในเงาแล้ว นางอยากมีชีวิตแบบเรียบง่าย สามารถใช้ชีวิตแบบที่คนปกติเขาเป็นกัน บางทีนี่อาจเป็นชีวิตที่ไม่เลวเลย
เซียวจิ่นหานมองท่าทางของนางแล้วนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ "เจ้าคงจะหิวแล้ว ข้าจะไปหาอาหารให้"
เขาค้ำยันตัวเองขึ้นด้วยไม้เท้า แม้ขาจะไม่แข็งแรงนัก แต่ทุกย่างก้าวของเขาก็มั่นคง หลิวซูเหยียนมองตามแผ่นหลังของเขาอย่างเงียบงัน
นางพอจะจำได้ว่าตามความทรงจำเดิม เซียวจิ่นหานคือชายพิการที่หมู่บ้านมองว่าไร้ค่า ทว่าในสายตาของนาง เขากลับไม่ได้ดูอ่อนแอเลยแม้แต่น้อย
'น่าสนใจ…'
หลิวซูเหยียนคิด ก่อนจะกวาดตามองรอบ ๆ กระท่อม กระท่อมไม้แห่งนี้เก่าโทรม ข้าวของมีเพียงไม่กี่อย่าง นางรู้ทันทีว่าชีวิตที่นี่ต้องลำบากแน่นอน
หากต้องการอยู่รอดในโลกนี้ นางจำเป็นต้องเริ่มต้นสร้างฐานะของตัวเอง!
“เจ้ากินเสร็จแล้วก็พักผ่อนก่อนเถิด ข้าจะออกไปดูชายป่าหลังบ้านก่อน” เซียวจิ่นหานเอ่ยก่อนจะใช้ไม้เท้าค้ำเดินออกจากบ้านไป ตั้งแต่ขาของเขาประสบอุบัติเหตุเขาก็ไม่ได้ล่าสัตว์ใหญ่อีกเลย ทำได้เพียงทำกับดักเล็กๆ บ้างก็เป็นกระต่าย ไก่ป่า หมุนเวียนไป
ขณะที่เซียวจิ่นหานออกไปหาของกิน หลิวซูเหยียนถือโอกาสสำรวจรอบ ๆ บริเวณกระท่อม บ้านหลังนี้อยู่ท้ายหมู่บ้านติดกับตีนเขา หลังบ้านมีน้ำไหลผ่าน หลังจากเดินไปตามทางแคบ ๆ ที่เต็มไปด้วยหญ้าขึ้นรก นางก็พบแปลงผักเล็ก ๆ อยู่หลังบ้าน
'ของพวกนี้ดูแลไม่ดีเลย…'
ใบของต้นผักหลายต้นเหี่ยวเฉา บางต้นถูกแมลงกัดกิน นางคุกเข่าลงสำรวจแปลงผัก พลางคิดถึงมิติพิเศษของตัวเอง
ในโลกเดิมของนาง นางเป็นนักฆ่าที่มีห้องทดลองลับ มีสูตรยามากมายที่นางทำไว้ยามว่าง และหนึ่งในนั้นน้ำยาเร่งโตที่สามารถช่วยให้พืชเจริญงอกงามในทุกสภาพอากาศ ในเวลานี้สิ่งนี้ช่วยได้มากทีเดียว
หลิวซูเหยียนหลับตาลง ฝึกจิตให้สงบนิ่ง และในชั่วพริบตา นางก็สัมผัสถึงพลังที่เชื่อมต่อกับมิติของตนเอง
ดวงตาของนางเบิกกว้างเล็กน้อย เพราะเมื่อเช้าไม่ทันได้สำรวจมิติของตนให้ละเอียด เวลานี้พบว่าภายในมิติยังคงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยา สมุนไพร อุปกรณ์ทดลอง ห้องวิจัยของนางก็ยังคงใช้งานได้ตามปกติแม้จะไม่มีไฟฟ้าก็ตาม และสิ่งที่สำคัญที่สุด ‘น้ำยาฟื้นฟูร่างกาย’ และเมื่อนางทดลองเรียกออกมากลับพบว่าสิ่งของในมิติยังคงเท่าเดิม ไม่ได้ลดลงเลย ริมฝีปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ
'เช่นนั้นก็เริ่มต้นเลยแล้วกัน'
หลิวซูเหยียนหยิบยาเร่งโตออกจากมิติ ตักน้ำมาผสม และค่อย ๆ รดลงบนต้นผักที่กำลังจะเหี่ยวเฉา ไม่นาน สีเขียวสดของใบก็กลับมาอีกครั้งราวกับปาฏิหาริย์
“ผลลัพธ์นี่มันเกินกว่าที่คิดไว้ซะอีก” นางพึมพำเบาๆ
ต่อไปคงต้องเจือจางให้บางกว่านี้ ไม่อย่างนั้นอาจเป็นที่สงสัยได้ หากใช้น้ำยานี้กับพืชทั่วไป นางสามารถปลูกพืชได้เร็วกว่าปกติ นั่นหมายความว่านางสามารถทำให้มันกลายเป็นแหล่งอาหารและรายได้ของตนเองได้
'ต่อจากนี้ไป ข้าจะไม่ยอมให้ตัวเองต้องทนลำบากอีก'
ไม่นานนัก เซียวจิ่นหานก็กลับมาพร้อมกับกระต่ายป่าหนึ่งตัว เขาสังเกตเห็นว่าหลิวซูเหยียนกำลังนั่งจัดการแปลงผักด้วยความตั้งใจ สีหน้าของเขาฉายแววแปลกใจ
“เจ้ากำลังทำอะไร?”
หลิวซูเหยียนเงยหน้าขึ้น "ข้ากำลังเตรียมแปลงผัก"
“แปลงผัก?”
“ใช่ ขาของท่านยังไม่หาย ข้าไม่อยากให้ท่านต้องออกไปล่าสัตว์บ่อยนัก” นางกล่าวเรียบ ๆ
เซียวจิ่นหานนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “เจ้าทำตามใจเถอะ”
เขาเดินเข้าไปในครัว หยิบมีดและเริ่มแล่กระต่าย หลิวซูเหยียนมองตาม ก่อนจะตัดสินใจช่วยเขา ในเมื่อนางตัดสินใจแล้วว่าจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ นางก็ต้องปรับตัวและพยายามทำความคุ้นเคยกับที่นี่ให้ได้
“เตรียมกระต่ายเสร็จแล้วท่านออกไปนั่งพักก่อนเถิด ที่เหลือข้าจัดการเอง” หลิวซูเหยียนเอ่ยเมื่อเตรียมของเสร็จแล้ว
เมื่อเซียวจิ่นหานออกไปแล้ว หลิวซูเหยียนก็จัดการสับกระต่ายให้เป็นชิ้นนางจะนำกระต่ายไปตุ๋น ใส่เครื่องเทศที่มีอยู่ในครัวไม่ครบคงไม่เป็นไร จากนั้นตุ๋นรวมกับหูหลัวโป (แครอท) หยางชง (หอมใหญ่) จากนั้นก็ทำผัดผักป่าอีกจาน พร้อมแผ่นแป้งเท่านี้ก็พอแล้ว
“ข้ารู้ว่าเจ้าคงไม่เต็มใจแต่งเข้ามา ลำบากเจ้าแล้ว” เซียวจิ่นหานเอ่ยขึ้นหลังกินข้าวเสร็จ เพราะตั้งแต่แต่งเข้ามาพวกเขายังไม่มีโอกาสได้นั่งคุยกันดีดีเลย
“ข้าไม่ได้ลำบากอะไรเลย แต่ข้าขอเพียงอย่างเดียวท่านห้ามมีผู้หญิงคนอื่นเด็ดขาด หากทำไม่ได้ก็แยกกันเสีย” นางยอมรับและไม่ติดอะไรที่ต้องอยู่ที่นี่ บางทีการมีใครสักคนข้างๆ ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร หากไปด้วยกันไม่ได้ก็แยกทางเสียเท่านั้นก็จบ แต่นางคงรับไม่ได้ถ้าต้องใช้สามีกับใครหลายคน
เซียวจิ่นหานมองหน้านางด้วยความแปลกใจ เดิมทีเขาตั้งใจจะบอกว่าถ้าหากนางไม่เต็มใจเมื่อรักษาอาการดีขึ้นแล้วจะจากไปก็ไม่ว่า แต่ในเมื่อนางไม่ติดอะไรเช่นนั้นเขาก็ยินดี
“ข้าให้สัจสัญญาแก่เจ้าว่าจะมีเจ้าเพียงคนเดียว” เซียวจิ่นหานเอ่ยให้สัญญาหนักแน่น
นางเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเองว่าไม่ได้มองคนผิด คนตรงหน้ามีอะไรมากกว่าที่คิด
“ก็ดี แต่ระหว่างนี้เราจะศึกษาทำความรู้จักกันก่อน ห้ามท่านทำอะไรข้าโดยที่ข้าไม่อนุญาติเด็ดขาด” บ้านหลังนี้ถึงแม้ไม่ได้สร้างด้วยอิฐแต่ก็ยังพออยู่ได้ แต่ปัญหาคือมีห้องนอนเพียงห้องเดียวนี่สิ
“ข้าย่อมฟังทุกอย่างที่เจ้าพูดดีหรือไม่เหยียนเออร์” เซียวจิ่นหานเอ่ยล้อเลียน บางครั้งเธอก็สุขุมเหมือนผู้ใหญ่ แต่บางทีก็ให้ความรู้สึกน่าเอ็นดูเช่นตอนนี้
++++++++++
ฝากกดติดตามและเพิ่มเข้าชั้นเพื่อเป็นกำลังให้ไรท์ด้วยนะคะ✺◟( • ω • )◞✺
ตอนที่ 3
แสงแดดเริ่มสาดส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างกระท่อมไม้ กลิ่นหอมของสมุนไพรยังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศจากหม้อตุ๋นเมื่อคืน ซูเหยียนตื่นขึ้นมาแต่เช้าและพบว่าคนที่นอนอยู่ข้างๆ ได้ลุกไปแล้ว เดิมเมื่อคืนเขาตั้งใจจะปูผ้านอนกับพื้น แต่นางก็ทนดูไม่ได้จึงได้เรียกให้เขาขึ้นมานอนด้วยกัน อย่างไรเสียเตียงนี้ก็กว้างพอสำหรับนอนสองคนโดยไม่ต้องเบียดกันอยู่แล้ว นางเดินออกไปนอกกระท่อมพลางยืดเส้นยืดสาย ร่างกายของนางกระฉับกระเฉงขึ้นกว่าเมื่อวานมาก
เมื่อคืนหลังจากที่ตกลงเรื่องเงื่อนไขการอยู่ร่วมกันกับเซียวจิ่นหาน นางก็ใช้เวลาที่เหลือเตรียมวางแผนอนาคต นางต้องการสร้างฐานะเพื่อให้ตนเองไม่ต้องลำบากอีกต่อไป การเริ่มต้นจากแปลงผักเล็ก ๆ อาจจะยังไม่พอ แต่นางมีสิ่งที่คนอื่นไม่มี นั่นคือมิติพิเศษที่สามารถเร่งการเจริญเติบโตของพืชได้ นางจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ให้มากที่สุด
“เจ้าตื่นแล้วหรือ?” เสียงทุ้มของเซียวจิ่นหานดังขึ้นจากด้านหลัง นางหันไปมองเห็นเขาเดินออกจากหลังกระท่อมด้วยไม้เท้าคู่ใจ แม้ร่างกายของเขาจะยังไม่แข็งแรงดี แต่ท่าทางของเขาก็ยังคงดูสงบนิ่งและมั่นคงเช่นเคย
“อืม ข้าคิดว่าจะไปดูแปลงผักเสียหน่อย” นางตอบ ก่อนจะเดินสวนไปทางสวนหลังบ้าน
แปลงผักที่นางรดน้ำด้วยน้ำยาเมื่อคืนนี้เริ่มเห็นผล ใบของพืชที่เคยเหี่ยวเฉากลับเขียวชอุ่มขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด บางต้นดูเหมือนจะเติบโตขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย ซึ่งถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจ นางลองเด็ดใบผักขึ้นมาดมกลิ่น พบว่ามันสดชื่นกว่าผักทั่วไปมาก นี่อาจเป็นข้อแตกต่างของพืชที่ได้รับการบำรุงจากน้ำยาสูตรพิเศษ
เซียวจิ่นหานมองแปลงผักอย่างประหลาดใจ “เมื่อวานยังดูแห้งแล้งอยู่เลย นี่เจ้าทำอะไรกับมัน?”
“ข้าแค่ดูแลมันดีขึ้นเท่านั้น” ซูเหยียนตอบอย่างเรียบง่าย นางไม่ต้องการให้ใครรู้เกี่ยวกับมิติของตนเองในตอนนี้
เซียวจิ่นหานมองนางอย่างพินิจพิเคราะห์แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ “หากเจ้าต้องการเพาะปลูกให้มากกว่านี้ ข้าจะช่วยหาเมล็ดพันธุ์มาให้”
“ดี ข้ากำลังคิดว่าจะปลูกอะไรเพิ่มพอดี” นางยิ้มบาง ๆ ให้เขา
หลังจากจัดการดูแลแปลงผักเสร็จ ซูเหยียนก็เริ่มเตรียมอาหารเช้า นางใช้เนื้อกระต่ายที่เหลือจากเมื่อวานมาทำโจ๊กเนื้อกระต่ายใส่สมุนไพรเพื่อบำรุงร่างกาย กลิ่นหอมลอยไปทั่วกระท่อมจนเซียวจิ่นหานอดไม่ได้ที่จะมองนางด้วยความประหลาดใจอีกครั้ง
“เจ้าทำอาหารเก่งกว่าที่ข้าคิด” เขากล่าวหลังจากตักโจ๊กขึ้นมาชิม
“มีข้าอยู่เรื่องแค่นี้เล็กน้อย” นางตอบเรียบ ๆ
หลังจากทานอาหารเสร็จ เซียวจิ่นหานก็ออกไปดูชายป่าเพื่อหากับดักที่เขาวางไว้ ส่วนซูเหยียนตัดสินใจว่าจะไปเดินสำรวจหมู่บ้าน นางจำเป็นต้องรู้จักสถานที่แห่งนี้ให้มากขึ้นหากต้องการตั้งตัว
หมู่บ้านที่พวกเขาอาศัยอยู่เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ชื่อว่าหมู่บ้านหลินซี อยู่ทางตอนเหนือของแคว้นหยุน ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าเขา บ้านแต่ละหลังสร้างด้วยไม้ ดูเก่าโทรมแต่ยังคงมีความอบอุ่นของการเป็นชุมชนขนาดเล็ก ผู้คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่เป็นชาวนาและพรานป่า บางคนมีแปลงผักและเลี้ยงสัตว์เล็ก ๆ เพื่อเลี้ยงชีพ
ขณะที่เดินไปตามทางเดินในหมู่บ้าน นางก็ได้ยินเสียงซุบซิบของชาวบ้านที่มองมาทางนางเป็นระยะ คงเพราะเรื่องของนางที่แต่งเข้ามาในฐานะภรรยาของชายพิการเป็นที่กล่าวถึงกันทั่วไปแล้ว บางคนมองนางด้วยสายตาดูแคลน บางคนกระซิบกระซาบว่าโชคชะตาของนางน่าสงสารนัก หลิวซูเหยียนเพียงแค่เดินหน้าต่อไปโดยไม่สนใจคำพูดเหล่านั้น
ทว่ายังไม่ทันได้เดินไปไกลนัก เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “มีปัญหาอะไรหรือ?”
ซูเหยียนหันกลับไปมอง พบว่าเซียวจิ่นหานยืนอยู่ไม่ไกล ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองชาวบ้านที่กำลังจับกลุ่มซุบซิบกัน พวกเขารีบหลบตาและแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เขายังจำได้ดีครั้งเมื่อพ่อบุญธรรมยังอยู่และขาของเขายังใช้การได้ปกติ คนเหล่านี้ยกยอตนขนาดไหน แต่ตอนนี้กลับกันดั่งหน้ามือเป็นหลังมือ
“ข้าแค่เดินสำรวจหมู่บ้านเท่านั้น” นางกล่าวเสียงเรียบ
เซียวจิ่นหานเดินเข้ามาข้างนางแล้วกล่าวเสียงเย็น “หากมีใครคิดรังแกเจ้า จงบอกข้า”
ซูเหยียนรู้สึกอบอุ่นขึ้นในใจ แม้เซียวจิ่นหานจะไม่ได้พูดอะไรมากนัก แต่นางก็รับรู้ได้ว่าเขาเริ่มปกป้องนางโดยไม่รู้ตัว
“ข้าไม่ใช่คนอ่อนแอ” นางยิ้มบาง ๆ ก่อนจะกล่าวต่อ “แต่หากวันใดต้องการความช่วยเหลือ ข้าจะไม่ลังเลที่จะบอกท่าน”
เซียวจิ่นหานพยักหน้ารับโดยไม่พูดอะไร ก่อนจะเดินเคียงข้างนางไปตลอดเส้นทางที่เหลือ นับเป็นครั้งแรกที่หลิวซูเหยียนรู้สึกว่า แม้ในสถานที่ที่แปลกใหม่และไม่คุ้นเคยนี้ นางก็ไม่ได้อยู่เพียงลำพังอีกต่อไป
เพราะเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กมีไม่ถึงหนึ่งร้อยครัวเรือน ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็เดินทั่วแล้ว
“เมื่อเช้าข้าไปดูไม่มีสัตว์มาติดกับดักเลย คงต้องเข้าไปในอำเภอ เจ้าอยากได้อะไรหรือไม่”
“ท่านจะเข้าไปในอำเภออย่างไรหรือ” หลิวซูเหยียนเอ่ยถามด้วยความสนใจ
“ยามนี้เกวียนคงออกไปแล้ว คงต้องเดินไป” หากเขาอยู่คนเดียวเขากินอะไรก็ได้ แต่เพราะมีนางอยู่ด้วย เขาไม่อยากให้นางต้องอด แค่ต้องแต่งกับเขาก็สร้างความลำบากให้นางมากแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นไว้ค่อยไปพรุ่งนี้เถอะเจ้าค่ะ ข้าเห็นหลังบ้านมีลำธารอยู่คงจะจับปลาได้บ้างกระมัง” ขาของเขายังไม่หายดี นางไม่อยากให้เดินมากนัก ตอนนี้นางเริ่มเอาน้ำยาฟื้นฟูร่างกายผสมน้ำดื่มให้เขาแล้ว อีกสักอาทิตย์ขาของเขาคงจะหาย
“ข้าไปกับเจ้า” เซียวจิ่นหานไม่ขัด แม้จะรู้ดีว่าลำธารหลังบ้านไม่มีปลา แต่เมื่อเห็นสายตาของนางแล้วเขาก็ขัดใจไม่ลงจริงๆ
“มันไม่มีปลา เจ้าจะลงไปทำไมหรือ” เซียวจิ่นหานเอ่ยถามขึ้น เมื่อเห็นนางเดินลงน้ำไป
“นี่ไงเจ้าคะของกิน” นางเอ่ยด้วยความสงสัย เห็นๆ อยู่ว่ากุ้งอยู่ตรงหน้าทำไมเขาถึงไม่เข้าใจกัน
“สิ่งนี้แข็งนัก มันกินไม่ได้หรอก หากไม่มีอะไรจริงๆ ข้าไปแบ่งซื้ออาหารกับบ้านผู้นำหมู่บ้านก็ได้ เจ้าขึ้นมาเถอะ” สิ่งนี้เขาเห็นอยู่ที่ลำธารหลังบ้านประจำ มีครั้งหนึ่งเขาจับไปกินแต่มันแข็งกินไม่ได้เลย
“ข้ามีวิธีเจ้าค่ะ ท่านไม่ต้องลงมาคอยช่วยข้าถือถังน้ำอยู่ข้างบนก็พอ” ว่าแล้วซูเหยีนก็เริ่มลงมือจับกุ้งที่แหวกว่ายอยู่ตรงหน้า
เย็นนั้นนางไม่ได้ทำอะไรมาก แค่นำกุ้งไปย่างกินเท่านั้น ขนาดไม่มีน้ำจิ้มเซียวจิ่นหานยังกินไปหลายตัวทีเดียวเสียดายที่ไม่มีพริกกับมะนาวไม่อย่างนั้นคงอร่อยกว่านี้ ไว้พรุ่งนี้เข้าอำเภอนางค่อยหาเมล็ดมาปลูกไว้ที่บ้านก็ได้
“ยามนี้ที่บ้านมีอยู่สองร้อยกว่าตำลึง เจ้าติดตัวไว้แล้วกัน เผื่อพรุ่งนี้มีของที่ต้องการจะได้ซื้อ”
ก่อนนอนเซียวจิ่นหานได้นำเงินเก็บมาให้กับนาง อย่ามองว่ามันน้อยปีปีหนึ่งบางครอบครัวในชนบทใช้หาได้ไม่ถึงยี่สิบตำลึงด้วยซ้ำ
“ท่านไม่เก็บไว้เองหรือ”
“ในเมื่อเจ้าเป็นภรรยาข้าแล้ว เงินนี้ย่อมต้องให้เจ้าเป็นคนจัดการ หลังจากนี้ต้องรบกวนเจ้าแล้ว”
กล่าวจบเขาก็ก้าวขึ้นเตียงและเตรียมนอนโดยที่ไม่ให้โอกาสนางได้ปฎิเสธ เมื่อเห็นเช่นนั้นนางได้ทำได้เพียงเก็บเงินนั่นไว้และนอนตามหลังเขาไปในที่สุด