โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ธีระชัย’ ตอบทุกข้อสงสัย ทำไม ‘ทรัมป์’ ออกนโยบายเก็บภาษีอากรขาเข้า

The Bangkok Insight

อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 06.37 น. • เผยแพร่ 11 ก.ค. 2568 เวลา 06.37 น. • The Bangkok Insight

"ธีระชัย" รวมคำถาม-คำตอบ ทำไมทรัมป์ออกนโยบายเก็บภาษีอากรขาเข้า พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบและทางออกของไทย

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เพจเฟซบุ๊ก Thirachai Phuvanatnaranubala-ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ระบุว่า

ภาษีอากรขาเข้า

เข้าใจเรื่องอากรนำเข้า

ถามว่า ทำไมทรัมป์ออกนโยบายเก็บภาษีอากรขาเข้า?

ตอบว่า มี 3 เหตุผล

1. คนอเมริกันกินใช้เกินตัว กินใช้เกินกว่าความสามารถในการผลิตส่งออก ทำให้ขาดดุลการค้ามหาศาลมานาน และจะบานออกไปเรื่อย ถ้าไม่แก้ไข ในอนาคตจะกระทบความเชื่อมั่นสหรัฐในฐานะผู้นำโลกของ

2. ทรัมป์ออกกฎหมาย Big Beautiful Bill ลดภาษีเงินได้และเพิ่มรายจ่าย รัฐบาลไม่ต้องการให้งบประมาณขาดดุลหนักขึ้น จึงจำเป็นต้องหารายได้เพิ่ม ซึ่งภาษีอากรนำเข้าเป็นวิธีง่ายสุด และสามารถยืนกรานว่าไม่กระทบคนอเมริกัน

3. การกินใช้เกินตัวทำให้สหรัฐเป็นผู้บริโภคหลักของโลก consumer of last resort ทรัมป์จึงสามารถใช้เป็นเครื่องมือแสดงพลังข่มขู่ประเทศผู้ขายได้ทั่วโลก ใช้เป็นหมากการเมืองระหว่างประเทศ และทำให้คนอเมริกันเห็นถึงอำนาจต่อรองสูง

ถามว่า ถ้าไทยโดนภาษีอากรขาเข้า 36% เวียดนาม 20% ผลจะเป็นอย่างไร?

ตอบว่า เมื่อยกระดับภาษีนำเข้าสูงขึ้น มูลค่าและปริมาณการนำเข้าในสหรัฐย่อมลดลง คนอเมริกันกินใช้น้อยลง ดังนั้น ออเดอร์สั่งซื้อเข้าสหรัฐจะลดลงทั้งไทยและเวียดนาม ปัญหามีอยู่ว่า จะลดลงที่ไหนมากกว่ากัน

สำหรับสินค้าผลิตในไทย ถ้าไม่มีการผลิตที่เวียดนาม ออเดอร์ไทยจะลดลงบางส่วน เช่น เหลือ 80% หรือ 60%

แต่สำหรับสินค้าผลิตในไทย ที่มีการผลิตเหมือนกันที่เวียดนาม ออเดอร์ไทยจะลดลงเหลือ 0 เพราะจะไม่มีใครซื้อสินค้าไทยที่ราคาเพิ่มจาก 100 ไปเป็น 136

เขาจะไปซื้อสินค้าเวียดนามในราคา 120 แทน

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

ผลที่จะเกิดขึ้นในไทยคือ

1. โรงงานที่ออเดอร์ลด จะลดคนงาน จีดีพีลด คนว่างงานเพิ่ม

2. โรงงานต่างชาติที่เดิมวางแผนจะลงทุนเพิ่ม จะขยายกำลังผลิต จะสะดุด จะคิดย้ายไปเวียดนาม

3. นักลงทุนต่างชาติรายใหม่ จะหันไปเวียดนามแทนไทย และแม้แต่นักลงทุนไทยที่ต้องการส่งออกไปสหรัฐ ก็จะย้ายไปลงทุนที่เวียดนามแทน

เศรษฐกิจไทยจะชะลอฉับพลัน จีดีพีจะลด ว่างงานจะเพิ่ม การลงทุนอนาคตจะเพิ่มน้อยลง จีดีพีอนาคตจะโตน้อยลง ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ตั้งชื่อว่า จะเป็นเศรษฐกิจแบบ อดมื้อ-กินมื้อ

อย่างไรก็ดี สำหรับสินค้าประเภทเทคโนโลยีต่ำ และเทคโนโลยีปานกลาง นั้น ไม่สามารถมีการตั้งโรงงานผลิตในสหรัฐได้ จึงจำเป็นต้องมีประเทศที่สาม เป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมระหว่างจีนกับสหรัฐ

เวียดนาม 20% จะทำหน้าที่นี้ได้ดี ถ้าไทยได้ 20% ด้วย ก็จะสามารถทำหน้าที่นี้ได้เช่นกัน แต่กรณีไทย 36% ก็จะหลุดออกจากการค้าโซ่ข้อกลางไปโดยสิ้นเชิง

ถามว่า ถ้าใช้โมเดลเวียดนาม คือภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐเป็น 0% ทุกตัว จะกระทบไทยอย่างไร?

ตอบว่า ในรูปแสดงอัตราปัจจุบันที่ไทยเก็บจากจีนเทียบกับสหรัฐ ข้อมูลจากเพจ CSI LA แต่ผมไม่สามารถตรวจทานความถูกต้อง

คำถามหลักคือ ผู้ผลิตในไทยจะสามารถแข่งขันกับผู้ผลิตในสหรัฐได้หรือไม่ ทั้งที่ค่าแรงและค่าโสหุ้ยในสหรัฐสูงปรี๊ด และต้องส่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาขายแข่งในไทย

ในกรอบสีเขียวคือ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักรและชิ้นส่วน

ถ้ายังมีการผลิตสินค้าประเภทเหล่านี้ในสหรัฐส่งมาขายในไทยได้ ย่อมจะต้องเป็นสินค้าเทคโนโลยีสูงมากเหมาะสมกับค่าแรงสูงปรี๊ด

และในเมื่อผู้ผลิตในไทยยังสามารถรับมือได้กับสินค้าผลิตในจีนที่นำเข้า 0% หรือ 0-5% จึงเป็นไปไม่ได้ที่สินค้าผลิตในสหรัฐจะได้เปรียบสินค้าแบบนี้ที่ผลิตในไทย

นอกจากนี้ สินค้าเทคโนโลยีสูงมากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในไทย

ดังนั้น ภาษี 0% สำหรับประเภทนี้ ผมจึงเห็นว่าไม่เสียหาย

ในกรอบสีน้ำเงินคือ เสื้อผ้า/สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ รถยนต์ ของเล่น

ถ้ายังมีการผลิตสินค้าประเภทเหล่านี้ในสหรัฐส่งมาขายในไทยได้ ทั้งที่ค่าแรงสูงกว่ามาก ย่อมจะต้องเป็นสินค้าที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น เสื้อผ้าสุดพิสดาร เฟอร์นิเจอร์ทำด้วยไม้โอ็ค/ไม้แอช รถยนต์แบบอเมริกันที่คนไทยไม่ค่อยนิยม และของเล่นที่มีสิทธิบัตร
ผมนึกไม่ออกว่าสินค้าประเภทเหล่านี้ จะกระทบโรงงานในไทย ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้อย่างไร คนไทยน่าจะนิยมของแพงผลิตในสหรัฐกลุ่มนี้น้อยมาก

ในกรอบสีแดงคือ อาหารแปรรูป

ไทยเก็บภาษีจีน 0-5% ซึ่งกระทบสินค้าเกษตรไทยบางชนิดโดยเฉพาะผัก ผลไม้ ดอกไม้ แต่ไม่กระทบ ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง เนื้อหมู เพราะจีนผลิตไม่พอส่งออก
กรณีไทยยอมนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐ จะสามารถตั้งมาตรฐานจำกัดสารเร่งเนื้อแดงได้อยู่แล้ว ไม่ว่าโดยลำพังหรือเจรจาให้เป็นมาตรฐานอาเซียน

ต้นทุนในขั้นตอนการที่ชาวบ้านเลี้ยงหมูในไทยนั้น ต่ำกว่าฟาร์มมาตรฐานสูงในสหรัฐอยู่แล้ว

ปัญหาจึงน่าจะอยู่ที่องคาพยพในไทย ตั้งแต่ราคาอาหารสัตว์ยารักษาโรคไปจนถึงขบวนการชำแหละแปรรูป ราคาไทยแพงกว่าในสหรัฐหรือไม่

ถ้าแพงกว่า เกิดจากการผูกขาดในไทยหรือไม่

ดังนั้น ถ้าไทยจะให้ภาษี 0% รัฐบาลจะต้องประกาศไปพร้อมกับนโยบายรื้อโครงสร้างผูกขาดทั้งหมด เพื่อดูแลให้ไม่กระทบเกษตรกรรายย่อย

เช่นเดียวกันกับข้าวโพด ถั่วเหลือง ถ้าหากต้นทุนเกษตรกรไทยสูง เพราะองคาพยพแพง ไม่ว่าปุ๋ย เครื่องมือเก็บเกี่ยว

ถ้าไทยจะให้ภาษี 0% รัฐบาลจะต้องประกาศไปพร้อมกับนโยบายรื้อโครงสร้างผูกขาดทั้งหมดเช่นกัน

ทั้งนี้ กรณีมีการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐนั้น เกษตรกรที่เดือดร้อน อาจจะไม่ใช่คนไทย
แต่จะเป็นในประเทศเพื่อนบ้านที่ปลูกส่งมาแข่งกับเกษตรกรไทยเป็นล่ำเป็นสันอยู่แล้ว และมีการเผาหลังเก็บเกี่ยวทุกปี สร้างปัญหา PM2.5 กระทบคนไทยอย่างกว้างขวาง รวมไปถึงกระทบท่องเที่ยวและสาธารณสุข

และผู้ที่เดือดร้อนหนัก อาจจะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผูกขาดธัญพืชเหล่านี้

สำหรับเกษตรกรรายย่อย ที่ประสบปัญหาจากการนำเข้าสินค้าเกษตรสหรัฐอย่างแท้จริงนั้น รัฐบาลสามารถเก็บภาษีจากการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ เพื่อเอามาชดเชยให้แก่เกษตรกรรายย่อยโดยตรง ในลักษณะเป็น earmarked tax

กล่าวคือ ให้ภาคเศรษฐกิจที่ได้ประโยชน์จากโมเดลโซ่ข้อกลาง ต้องเป็นผู้ชดเชยแก่ภาคเกษตรกรรายย่อยที่ถูกผลกระทบ

ถามว่า ถ้ารัฐบาลเน้นถามจุดยืนของธุรกิจเอกชน ให้เป็นผู้ตัดสินใจ ในฝั่งการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ จะมีโอกาสเจรจาได้ 20% ไหม?

ตอบว่า ถ้าหากเอกชนที่เข้าไปร่วมให้ความเห็นแก่รัฐบาล มีแต่ธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่ผูกขาด เอกชนย่อมไม่เห็นด้วยที่จะลดภาษีสหรัฐเหลือ 0%

ดังนั้น รัฐบาลจึงมีหน้าที่มองข้ามอุปสรรคเฉพาะหน้า มองไกลให้เห็นถึงแนวโน้มการค้าโลกในอนาคต และมองให้ทะลุถึงวิธีการที่จะลดภาษีสหรัฐเหลือ 0% โดยต้องทำควบคู่ไปกับการปรับรื้อโครงสร้างการผูกขาดที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่นำเข้า

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...