โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจแย่ แต่ธุรกิจบิวตี้ยังขายดี EVEANDBOY โต 40% ส่วนหนึ่งมาจากความแข็งแกร่งของแบรนด์บิวตี้ไทย

TODAY Bizview

อัพเดต 26 พ.ค. 2568 เวลา 13.40 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2568 เวลา 06.40 น. • workpointTODAY

แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจอาจจะไม่ดีอย่างที่หลายคนเห็น แต่ก็มีบางธุรกิจที่ยังสามารถเติบโตได้ หนึ่งในนั้นก็คือ‘อุตสาหกรรมบิวตี้’ ซึ่งข้อมูลจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าเผยว่า ในปี 2567 ตลาดความงามประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 2.81 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 10.4%

ที่น่าสนใจคือ แบรนด์โลคอลที่เกิดจากคนไทย กลับเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็เริ่มเข้าใจในตัวสินค้า และอุดหนุนสินค้าคนไทยมากขึ้น ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของกลุ่มสินค้าบิวตี้ SMEs ของคนไทย

เทรนด์ที่เล่ามานี้ เป็นอินไซต์ที่มาจากร้าน EVEANDBOY หนึ่งในร้านชั้นนำที่มีแบรนด์เครื่องสำอางค์ สกินแคร์ทั้งไทยและต่างประเทศมากที่สุดในเมืองไทย ซึ่ง ‘หิรัญ ตันมิตร’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีฟแอนด์บอย จำกัดได้กล่าวถึง ภาพรวมธุรกิจที่มีการเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“ในปี 2567 ธุรกิจของ EVEANDBOY เติบโตมากถึง 40% คิดเป็นมูลค่าราวๆ 7,000 ล้านบาท ถือว่าเกินจากสิ่งที่ตั้งเป้าไว้มาก”

กลุ่มสินค้าที่มีสัดส่วนเติบโตมากที่สุด ดังนี้

  • กลุ่มเครื่องสำอาง (MAKEUP) เติบโต 45%

  • ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว (SKINCARE) เติบโต 40%

  • กลุ่มน้ำหอม (FRAGRANCE) เติบโต 35%

[ ลูกค้าคนไทย อุดหนุนแบรนด์ไทย ]

เขาแชร์ว่า 90% กลุ่มลูกค้าของ EVEANDBOY คือ ‘คนไทย’ ซึ่งปัจจุบันธุรกิจเปิดตัวมา 20 ปีแล้ว เห็นการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของสินค้าแบรนด์ไทยอย่างต่อเนื่อง

“แบรนด์ไทยช่วงนี้ต้องพูดว่า ได้รับความนิยมมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มสินค้า SMEs แบรนด์ไทยที่ขายใน EVEANDBOY ถือว่าเติบโตระดับพันล้านกันทั้งนั้น ซึ่งตั้งแต่ปีก่อน ก็ได้เพิ่มแบรนด์บิวตี้เข้ามาอีกราวๆ 20% ส่วนมากเป็นแบรนด์ไทย”

“ถ้าเทียบอุตสาหกรรมบิวตี้ของบ้านเรากับญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ประเทศเหล่านั้นโตกว่าเรา 4 เท่า ดังนั้น ตลาดไทยยังมีโอกาสอีกมากสำหรับสินค้าประเภทนี้”

[ กลยุทธ์ เน้นความหลากหลาย ราคาดี เข้าถึงง่าย ]

ในปีนี้ EVEANDBOY ยังโฟกัสที่เรื่อง ‘ความหลากหลาย’ ของสินค้ามัลติแบรนด์ รวมถึงการนำเข้าผลิตภัณฑ์ ‘Exclusive Brand’ ที่กำลังเป็นกระแสบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวที่นำสินค้าดังกล่าวเข้ามาวางจำหน่าย

ตัวอย่าง Kylie Cosmetics ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี กระทั่งได้ต่อสัญญาในฐานะ Exclusive Brand นอกจากนี้ยังมี International Brand แบรนด์ อย่าง Lilybyred, Tirtir, Cancer Council เพื่อทำให้ EVEANDBOY เป็นจุดหมายปลายทางของลูกค้าเมื่อนึกถึงสินค้าในกระแส

การเพิ่ม Exclusive Brand เป็นการเข้ามาเสริมทัพให้กับ EVEANDBOY โดยกลยุทธ์ในปีนี้จะมุ่งเน้นไปที่การเข้าถึงลูกค้าให้มากขึ้น ผ่านการขยายสาขาหน้าร้านโดยตั้งเป้ากว่า 25 สาขาภายในปีนี้

“ปลายปี 2568 เราจะมีร้านประมาณ 65 สาขา และภายในปี 2571 จะมี EVEANDBOY ทั้งหมด 140 สาขา สำหรับโลเคชั่นที่เลือกเปิดต้องมีศักยภาพ เป็น Strategic Location รวมถึงยังเน้นเจาะกลุ่มไปที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น เพรสะในปัจจุบันลูกค้า 90% ของเราเป็นคนไทย”

“โลเคชั่นที่มองไว้ก็คือ EmSphere, Platinum, Terminal 21 Asok, Siam Premium Outlet ทั้งยังมีการขยายไปยังพื้นที่ต่างจังหวัด โดยปัจจุบัน EVEANDBOY มีทั้งหมด 45 สาขา แบ่งเป็นพื้นที่ในกรุงเทพฯ 26 สาขา และต่างจังหวัด 19 สาขา”

“สินค้าในร้าน EVEANDBOY เข้าถึงง่าย ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 9 บาท และมีสินค้าหลากหลาย ตอนนี้ที่เริ่มนิยมมากขึ้นในร้านนอกจากสินค้าหลัก ก็คือ เครื่องประดับ หรือ ชุดบอดี้สูท”

“นอกจากนี้ ในร้านเรายังมีบริการอื่นๆ เช่น สอนแต่งหน้า ดังนั้น EVEANDBOY คือร้านที่มีครบ หลากหลาย และบริการเสริมต่างๆ”

EVEANDBOY มีการเปิดตัว Loyalty Program รูปแบบใหม่ ชื่อว่า ‘Ebbie Card’(เอบบี การ์ด) ซึ่งจะช่วยรักษาฐานลูกค้าเก่าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้เกิดความคุ้มค่าในการซื้อสินค้าตลอดอายุสมาชิก โดย Ebbie Card มีสิทธิพิเศษมากมาย เช่น ส่วนลดพิเศษ, ดีลพิเศษเฉพาะสมาชิก, Gift Set สำหรับเดือนเกิด, สิทธิ์ในการซื้อสินค้าออกใหม่ก่อนลูกค้าทั่วไป, สิทธิ์เข้าร่วมในกิจกรรมหรืออีเวนต์ Exclusive เป็นต้น

ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกราวๆ 2.7 ล้านคน และเป้าหมายเพิ่มขึ้น 40% โดยปีนี้จะมีการลงทุนเพิ่มประมาณ 600 ล้านบาท เพื่อดึงดูดจำนวนสมาชิกมากขึ้น

ในภาพรวม EVEANDBOY ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และในปี 2568 ตั้งเป้าว่าจะเติบโตจากปีก่อนหน้า 30% จากที่ไตรมาสแรกของปีนี้มีการเติบโตเป็นไปตามเป้าที่ 30% จากการขยายสาขาเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ และมีการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดกับสาขาเดิมเพื่อรองรับการเติบโตในปีนี้

หิรัญ ได้พูดทิ้งท้ายว่า เทรนด์บิวตี้ในเวลานี้เรียกว่าแทบไม่มี loyalty (ซึ่งก็คงคล้ายๆ กับอุตสาหกรรมอื่น) ผู้บริโภคอาจจะไม่ได้สนใจว่าต้องใช้แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งเท่านั้นเหมือนเมื่อก่อน ดังนั้น ธุรกิจต้องเร็วพอที่จะตอบโจทย์ลูกค้า ถ้าเราปรับตัวไม่ทัน ลูกค้าก็จะหลุดมือ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...