กลเม็ดน้องใหม่เลือดร้อน “ลัคกี้ สุกี้” กับขาใหญ่ MK -บาร์บีคิวพลาซ่า บนสมรภูมิเดือด “ชาบู สุกี้ ปิ้งย่าง”
สมรภูมิ “หม้อเดือด-กะทะร้อน” เดือดทะลุปรอท บิ๊กเนม-เลือดใหม่ เปิดหน้าสู้ยิบตาหมดยุคเสือนอนกิน เมื่อความ “เก๋า” ของแบรนด์ไม่ช่วย “ลัคกี้ สุกี้” น้องใหม่เลือดร้อนกินรวบทั้ง 2 ตลาด “MK” รัวแคมเปญ-เปิดไลน์เมนูใหม่ “บาร์บีคิวพลาซ่า” เอาดีร้านเปิดดึก
ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมานับว่า “สุกี้ ชาบู ปิ้งย่าง” เป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าจับตาอย่างมากสำหรับภาพการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จากการเข้ามาของผู้เล่นหน้าใหม่ที่สร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด และสร้างแรงกระเพื้อมไปยัง “เจ้าใหญ่” ที่ยึดตลาดมานานมากกว่า 10 ปีให้ร้อน ๆ หนาว ๆ ไปตาม ๆ กัน และต้องลุกขึ้นมาปัดฝุ่น รีเฟรชแบรนด์เป็นการใหญ่เพื่อรักษาฐานที่มั่นในตลาดเอาไว้ได้
ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าปี 2568 นี้มูลค่าตลาดสุกี้-ชาบู มูลค่าอยู่ที่ 2.5 หมื่นล้าน ขณะที่ตลาดปิ้งย่างมีมูลค่าตลาดราว ๆ 9,000 ล้านบาท จากมูลค่าตลาดรวมร้านอาหาร 400,000 ล้านบาท
“ลักกี้ สุกี้” น้องใหม่มาแรง2 ปี “พันล้าน” ปีนี้ชิงตลาด “ปิ้งย่าง” เพิ่มยอดขายเท่าตัว
หนึ่งแรงที่ขับเคลื่อนตลาดชาบู-สุกี้ ให้ยังเติบโตในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวคือ “แบรนด์น้องใหม่” ที่ขยันเข้ามารุกพื้นที่ ในระยะ 1 ปีที่ผ่านมา “เลือดใหม่” ที่สามารถเข้ามาปักหมุดในสมรภูมินี้ได้อย่างรวดเร็วคือ “ลักกี้ สุกี้” ที่สามารถทำรายได้ “พันล้าน” ไปแล้วในปี 2567 ซึ่งเป็นยอดขายที่เติบก้าวกระโดดจากปี 2566 ปีแรกที่เปิดร้านถึง148.66% กับรายได้409 ล้านบาท
กลยุทธ์ของ “ลัคกี้ สุกี้” คือ การวางโพชิชันนิงตัวเองเป็นแบรนด์ “บุฟเฟต์ชาบูสุกี้” ที่มาในราคา 219 บาท วางกลุ่มลูกค้าครอบคลุมทั้งครอบครัว กลุ่มนักเรียน นักศึกษา และกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งปัจจุบันมีฐานสมาชิกอยู่ประมาณ 200,000 รายเติบโตกว่า 100% โดยลูกค้าหลักยังคงเป็นคนไทยและมีความถี่ในการทานซ้ำ 2-3 ครั้งต่อเดือน
และในปี 2568 นี้ “ลักกี้ สุกี้” ย่างก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ซึ่งผู้บริหารอย่าง วิรัตน์ โรจยารุณ - แอน-รสรินทร์ ติยะวราพรรณ กรรมการบริหารบริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด ได้วางเป้าเติบโต 1 เท่าตัวหรือรายได้ 2,000 ล้านบาท ก้าวแรกในการได้มาซึ่งยอดขายดังกล่าว “ลักกี้ สุกี้” เริ่มจากการขยายพอร์ตรุกคืบโดดมาแจมปิ้งย่างสไตล์ ยากินิกุ ภายใต้ “ลัคกี้ บาร์บีคิว” (Lucky BBQ) สาขาแรก พาราไดซ์ พาร์ค
กลยุทธ์ต่อมาคือการทำน้ำซุปซีซั่นนอลทุก ๆ 3 เดือน พร้อมกับอัดโปรโมชั่นราคาในแต่ละเดือน และแต่ละไตรมาสเพื่อกระตุ้นให้เกิดการกลับมาใช้บริการซ้ำ ควบคู่ไปกับการขยายสาขาแบบปูพรมทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด 16-20 สาขาโดยแบ่งเป็น ลัคกี้ สุกี้ 60% และ ลัคกี้ BBQ 40%
“สุกี้ผัดแห้งเอ็มเค” หมัดฮุกจับอินไซต์นักกิน
ขณะที่ MK Restaurants ผู้นำตลาดสุกี้ที่โลดแล่นในตลาดมากว่า 39 ปี ในปี 2567 ที่ผ่านมาแม้ "MK GROUP" จะสามารถทำรายได้สูงถึง 15,418 ล้านบาทแต่เป็นการเติบโตแบบขาลง -7.5% กำไร 1,442 ล้านบาท อย่างไรก็ดี MK Restaurants ยังคงครองส่วนแบ่งกว่า 60% จากตลาดมูลค่ากว่า 2.3–2.5 หมื่นล้านบาท
เมื่อต้นปีที่ผ่าน 2 ผู้นำทัพอย่าง ทานตะวัน และ ธีร์ ธีระโกเมน ได้ออกมาประกาศรุกตลาดหม้อไฟอย่างเข้มขึ้น พร้อมกับปล่อยหมัดเด็ดออกมาน็อคตลาดหลายแมทช์ ทั้งแคมเปญ Mongkol (มงคล) ‘มูเก็ตติ้ง’ ช่วงตรุษจีนพร้อมแจกหมี่หยกยาว 99 ซม., หมูมาราธอน กินไม่อั้น 90 นาทีกับ 4 คอนโดหมูขายดี, Duck Lovers กล่องสุ่มน้องเป็ดสุดคิ้วท์ฉลองวาเลนไทน์
และหมัดล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวออกมาเรียกกะแสกะหึ่มโซเชียลอย่าง“สุกี้ผัดแห้งเอ็มเค” ซึ่ง“ทานตะวัน ธีระโกเมน” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หยิบเอา Toppic ฮอตบนโลกโซเชียลที่ว่า ‘สุกี้แห้งต้องผัดหรือไม่ผัด’ บวกกับลูกค้าหลายคนของ MK ได้ครีเอทเมนูสุกี้ผัดแห้งในร้าน มาเป็นอินไซต์เมนูใหม่ โดยมีจุดขาย “ผัดสุกี้แห้งถึงโต๊ะ!” เป็นไม้เด็ดเรียกลูกค้าเข้าร้านพร้อมกันนี้ยังมีแผนขยายสาขา MK Restaurants 5 สาขา
“ภาพรวมธุรกิจอาหารในปีนี้จะยังไม่เติบโตเท่าที่ควรโดยเฉพาะร้านอาหารเชนใหญ่ เราต้องปรับตัวและวางแผนกลยุทธ์ที่ท้าทายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะท่ามกลางตลาดสุกี้ที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงมากในปัจจุบัน กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทำให้แบรนด์ต้องปรับตัวขึ้นมาสู้ศึกนี้แบบเต็มกำลัง เริ่มเดินหน้ากลยุทธ์การตลาดใหม่ ๆ ที่ทำให้แบรนด์สนุกยิ่งขึ้น และเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น
ตอนนี้เทรนด์การกินสุกี้ผัดแห้งยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง อ้างอิงจากข้อมูลบน Social Listening ที่มีคำค้นหาถึงประเภทสุกี้มากที่สุดคือ ‘สุกี้แห้ง’ ถึง 49% เมื่อต้นปีก็ยังมีประเด็นถกเถียงบนโลกโซเชียลว่า ‘สุกี้แห้งต้องผัดหรือไม่ผัด’ กลายเป็นแรงบันดาลใจของแคมเปญใหม่ “สุกี้ผัดแห้งเอ็มเค” ที่เกิดจาก Customer Insight จริงๆเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าโดยการครีเอทสิ่งที่มีอยู่เดิมนี้ให้กลายเป็นสิ่งใหม่ที่มีคุณค่าและน่าสนใจยิ่งขึ้น” ทานตะวันกล่าว
บาบีก้อน ทำบุพเฟ่ต์-ขยายเวลาเปิดเจาะลูกค้า “ทานดึก”
ขณะที่ขาใหญ่ตลาดปิ้งย่างอย่าง “บาร์บีคิวพลาซ่า” เองก็ฮึดสู้ในภาวะที่การแข่งขันดุเดือดท่ามกลางกำลังซื้อผู้บริโภคที่ถดถอย โดยเลือกลงเล่นตลาด “บุฟเฟต์” แทนรีฟีลจากที่เดิมบวกเพิ่ม 69 บาท เมื่อสั่งน้ำหรือข้าวเพิ่ม ผ่านแคมเปญการตลาดแห่งปีอย่าง“GON BUFFET เทหมดตัก อิ่มครบ ALL IN ฟินไม่บวกเพิ่ม” ทำให้นอกจากฐานแฟนเดิมกว่า 3.5 เมมเบอร์ซึ่งกว่า 90% มาทานซ้ำ 3 เดือน 2 ครั้งแล้วยังสามารถจับตลาดใหม่ “สูงวัย” ให้ทานบุฟเฟ่ต์และบาร์บีคิวพลาซ่ามากขึ้นจากกลยุทธ์หั่นราคาสำหรับผู้สูงวัย 50%
ควบคู่ไปกับ โมเดลร้านเปิดดึกให้บริการยิ่งยาวถึง “ตี 5” โดยเริ่มทดสอบระบบที่สาขานวมินทร์ ซิตี้ อเวนิว ซึ่งผู้บริหารยอมรับว่าในช่วงแรก “กลัวไม่เวิร์ก” จึงอัด โปรโมชั่น “อิ่มฟินิตี้” ดึงลูกค้า แต่กลับพบว่าลูกค้าบางส่วนไม่ได้มารับประทานเพราะโปรโมชั่น แต่มาใช้บริการเพราะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนนอนดึก เลิกงานดึก
เป็นแรงส่งให้ บาร์บีคิวพลาซ่า สามารถทำยอดขายช่วงกลางคืนได้ถึง 15-20% ของยอดขายช่วงกลางวัน ขณะที่สาขาเดอะซีน ทาวน์ อิน ทาวน์ , สาขาซูซูกิ อเวนิว รัชโยธินและสาขามาร์เก็ตเพลสนวมินทร์ ก็ทำยอดขายกะดึกได้ดีเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ ยังวางแผนขยายสาขาใหม่ถึง 10 สาขาทั้งเมืองหลัก และเมืองรองภายใต้งบลงทุน 6-8 ล้านบาทต่อสาขาอีกด้วย
อย่างไรก็ดี สุกี้-ชาบู-ปิ้งย่างยังติดโผเมนูยอดนิยมจากผลสำรวจหลายๆสำนัก แต่ในมุม “ผู้เล่น” นับว่าไม่ง่ายและปี 2568 นี้ก็ยังเป็นอีกปีที่เล่นทั้งรายใหญ่-รายเล็ก หน้าเก่าและหน้าใหม่ยังต้องออกแรงแย่งชิงกำลังซื้อที่มีอย่างจำกัดภายใต้แรงกดดันทั้งคู่แข่งจำนวนมาก เศรษฐกิจและภาวะต้นทุนอีกหนึ่งปี