โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เปิด 4 ปัจจัยกระทบตลาดหุ้นสหรัฐฯ ครึ่งหลังของปี 2025

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 06 ก.ค. 2568 เวลา 22.34 น. • เผยแพร่ 07 ก.ค. 2568 เวลา 04.32 น.

เข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี 2025ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถึงแม้จะปรับลดลงแรงในช่วงเดือนเมษายนจากความกังวลที่ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ประกาศอัตราภาษีตอบโต้ต่อประเทศต่าง ๆ ที่เป็นคู่ค้าทั่วโลก แต่หลังจากนั้นสงครามการค้าดูเหมือนจะสงบลง ตลาดหุ้นสามารถกลับมาฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่นในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025

โดยทั้งดัชนีS&P 500 และNasdaq ปรับตัวเพิ่มขึ้นและทำสถิติสูงสุดใหม่ ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ฟื้นกลับ หนุนมาจากความคาดหวังต่อผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน รวมถึงความคืบหน้าในการเจรจาทางการค้าระหว่าง รวมถึงแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจผ่อนคลายนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า

บลจ.ทิสโก้ เปิดเผยว่า แม้ดัชนีจะปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ยังมีแรงกดดันจากหลายด้านที่อาจจำกัดการเติบโตของตลาดในช่วงครึ่งหลังของปีซึ่งนักลงทุนยังต้องจับตาปัจจัยเหล่านี้อย่างใกล้ชิด โดยในบทความนี้ เราจะสรุป 4 ปัจจัยเสี่ยงหลักซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็น ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า, ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน, ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์, และผลกระทบต่อร่างกฎหมายงบประมาณภาษีฉบับใหม่ของทรัมป์

1.วันสิ้นสุดการเจรจาข้อตกลงทางการค้าที่สหรัฐฯ กำหนดไว้ ประเด็นนโยบายการค้าระหว่างประเทศกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนอีกครั้ง หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ กำหนดเส้นตายการเจรจากับหลายประเทศในวันที่ 9 กรกฎาคม 2025 หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ทัน ผู้ส่งออกอาจเผชิญกับการขึ้นภาษีจากระดับปัจจุบันอย่างน้อยที่ 10% ซึ่งจะกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกและความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจในหลายประเทศ

ล่าสุด สหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงบางประเทศ อาทิ สหราชอาณาจักร , จีน และ เวียดนามเรียบร้อยแล้ว และมีความคืบหน้าในการเจรจากับอีกหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม การเจรจากับประเทศอื่น ๆ เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น รวมถึง แคนาดายังมีอุปสรรค โดยเฉพาะกรณีแคนาดาที่สหรัฐฯ ตัดสินใจยุติการเจรจาอย่างกะทันหันในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาจากการที่แคนาดาเก็บภาษีดิจิทัลกับบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ โดยถึงแม้แคนาดาประกาศยกเลิกภาษีดังกล่าวแต่ก็ยังไม่มีการแสดงออกของประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ที่ต้องการแสดงออกมาว่าจะกลับมาเจรจาแต่อย่างใดแม้ทิศทางความคืบหน้าการเจรจาทางการค้าโดยรวมจะมีพัฒนาการเชิงบวก แต่ความไม่แน่นอนของข้อตกลงก็ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถคาดเดาได้

แม้ตลาดจะเริ่มคาดการณ์ว่ากรอบเวลาอาจขยายออกไป หากสหรัฐฯ ยังไม่มีข้อตกลงที่ชัดเจน ซึ่งความไม่แน่นอนนี้ยังสามารถสร้างแรงเหวี่ยงต่อภาวะตลาดในระยะสั้น อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์หลายสถาบันมองว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจจะไม่ผันผวนมากเท่ากับตอนช่วงต้นเดือนเมษายนที่ Trump ได้ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ากับหลายประเทศทั่วโลกอย่างเป็นทางการ (Liberation Day) แต่นักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังต่อความเคลื่อนไหวในช่วงก่อนและหลังวันที่ครบกำหนดเส้นตายของการเจรจาทางการค้าของสหรัฐฯ

2.แรงหนุนของกำไรอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องจับตา ความคาดหวังต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนเป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญของตลาดในช่วงครึ่งปีแรก โดย Bloomberg Intelligence คาดว่ากำไรของบริษัทใน S&P 500 จะเติบโตเฉลี่ย 7.1% ในปี 2025 และมีแนวโน้มเร่งตัวในปี 2026 อย่างไรก็ดี ความคาดหวังเหล่านี้ยังคงต้องรอการพิสูจน์จากผลประกอบการจริงในไตรมาสถัดไป

ทั้งนี้ หลายบริษัททั่วโลกปรับลดเป้าหมายรายปีลงในช่วงการประกาศผลการดำเนินงานไตรมาสล่าสุด โดยให้เหตุผลหลักเรื่องต้นทุนที่สูงขึ้นและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อ่อนแรง ข้อมูลจากการสำรวจของ Business Roundtable เดือนมิถุนายนยังพบว่า ผู้บริหารมีมุมมองที่ระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะในแง่การจ้างงานและการลงทุน

แม้จะมีความหวังจากแพ็คเกจลดภาษีของรัฐบาล Trump มูลค่า $4.2 trillion ซึ่งผ่านการพิจารณาทั้ง 2 สภาแล้ว และอาจช่วยลดภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจบางกลุ่ม แต่ยังไม่สามารถชดเชยแรงกดดันที่มากขึ้นจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจได้เต็มที่ โดยบริษัทจดทะเบียนของสหรัฐฯ จะเริ่มประกาศผลการดำเนินงานออกมาในช่วงกลางเดือน ก.ค.นี้ เป็นต้นไป

3.ความเสี่ยงที่ยังอยู่จากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจสร้างแรงกระเพื่อมให้กับตลาด แม้ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอลจะคลี่คลายลงในระยะสั้น และช่วยลดแรงกดดันราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งยังช่วยคลายกังวลให้กับตลาดต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ แต่ทิศทางของโครงการนิวเคลียร์ในอิหร่านยังคงไม่แน่นอน แม้ว่าจะมีรายงานว่าการโจมตีของสหรัฐฯ อาจทำให้โครงการหยุดชะงักไปบ้าง แต่ก็มีแนวโน้มว่าอิหร่านจะสามารถฟื้นฟูโครงการได้ในระยะสั้น ซึ่งยังเป็นประเด็นที่ตลาดต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ด้านฝั่งเอเชีย ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังต้องจับตาเป็นพิเศษ แม้จะมีข้อตกลงร่วมกันที่เปิดทางให้สหรัฐฯ เข้าถึงแร่หายากและผ่อนคลายข้อจำกัดบางส่วนในการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ชิป AI แต่ยังมีประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจสร้างความตึงเครียดได้ในระยะข้างหน้าโดยเฉพาะในกรณีไต้หวัน ดังนั้นถึงแม้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับจีนจะดูดีขึ้นในช่วงทีผ่านมา แต่ก็ถือเป็นประเด็นที่อาจกลับมาสร้างความผันผวนให้กับตลาดหุ้นได้เช่นเดียวกัน

4.ร่างงบประมาณภาษีของทรัมป์ จะส่งผลบวกหรือลบต่อตลาด ในเดือนพฤษภาคม 2025 สหรัฐฯ ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงโดย Moody’s จากความกังวลเรื่องวินัยทางการคลัง และหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากแผนใช้งบประมาณขนาดใหญ่ทั้งฝั่งรายจ่ายและการลดภาษี หากไม่สามารถควบคุมสมดุลทางการคลังได้ อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดพันธบัตรและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

โดยก่อนหน้านี้ร่างกฎหมายงบประมาณของทรัมป์ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยบวกที่ตลาดรอคอย แต่เมื่อมีประเด็นการลดอันดับความน่าเชื่อถือเกิดขึ้น ดูเหมือนความกังวลต่อร่างกฎหมายงบปะมาณฉบับนี้จะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งมีนักเศรษฐศาสตร์ที่ไม่เห็นด้วยกับ Trump โจมตีว่าสหรัฐฯ อาจจะขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นถึงกว่า $3 ล้านล้านใรช่วงระยะอีก 10 ปีข้างหน้า

โดยความกังวลการขาดดุลของสหรัฐฯ อาจส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทรงตัวอยู่ในระดับสูง

อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แสดงให้เราเห็นหลายครั้งว่าในระยะยาวยังคงเป็นตลาดหุ้นที่สร้างผลตอบแทนได้ดีอย่างสม่ำเสมอและยังมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่สร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าภาพตลาดโดยรวม ดังนั้นหากเป็นนักลงทุนที่คาดหวังผลตอบแทนในระยะยาวควรมองข้ามความผันผวนระยะสั้นที่อาจเกิดขึ้น ส่วนนักลงทุนที่รับความผันผวนได้ต่ำ อาจพิจารณากระจายความเสี่ยงออกไปยังภูมิภาคอื่น ๆ เพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...