โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แม่และเด็ก

ทำความรู้จัก ‘การเรียนร่วม’ (Inclusive Education) เด็กพิเศษ เรียนร่วมกับเด็กทั่วไปได้หรือเปล่า?

Mood of the Motherhood

อัพเดต 10 ก.ค. 2568 เวลา 00.27 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2568 เวลา 00.00 น. • Features

ปัจจุบันการจัดสังคมในห้องเรียน ไม่ได้ถูกแบ่งให้มีแค่เด็กที่เรียนรู้ได้ในมาตรฐานเดียวกันมาเรียนด้วยกัน แต่ยังประกอบด้วยเด็กที่มีพื้นฐาน ความสามารถ และความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งเด็กที่เรียนรู้ได้เร็ว เด็กที่ต้องการเวลามากกว่า และเด็กที่มีภาวะพิเศษบางด้านระบบการศึกษาทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้นคือแนวคิด Inclusive Education หรือการเรียนร่วม ซึ่งหมายถึงการออกแบบระบบการศึกษาให้เด็กทุกคน ไม่ว่าจะมีความแตกต่างด้านร่างกาย พัฒนาการ อารมณ์ หรือความสามารถในการเรียนรู้ ได้เรียนร่วมในห้องเดียวกัน โดยมีการปรับวิธีการสอน สื่อการเรียน หรือสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับแต่ละคน ด้วยความเชื่อว่าความแตกต่างไม่ใช่อุปสรรคต่อการเรียนรู้ หากได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม และห้องเรียนที่หลากหลายจะกลายเป็นพื้นที่ที่เด็กได้เรียนรู้หลายทักษะอย่างเต็มที่แนวคิด Inclusive Education หรือการเรียนร่วมนี้ อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่บางคนรู้สึกกังวลและไม่แน่ใจ เมื่อลูกที่เป็นเด็กทั่วไปต้องมาเรียนร่วมกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เช่น เด็กที่มีภาวะออทิสติก (Autism Spectrum) เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities) หรือเด็กที่มีปัญหาทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหว เพราะกลัวว่าลูกจะเสียโอกาสในการเรียนรู้จากคนที่มีศักยภาพเท่ากันหรือดีกว่าเราจึงอยากชวนคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจความสำคัญของ ‘การเรียนร่วม’ ผ่านข้อมูลจากงานวิจัยของนักวิชาการที่ได้ศึกษาผลของการเรียนร่วมในแง่มุมต่างๆ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่มองเห็นโอกาสและประโยชน์ของห้องเรียนที่มีทั้งเด็กทั่วไปและเด็กที่มีความต้องการพิเศษอยู่ร่วมกันมากขึ้น1. การเรียนร่วมไม่ได้ทำให้เด็กทั่วไปเรียนแย่ลง

ในปี 2009 มีงานวิจัยจากประเทศเนเธอร์แลนด์โดย Dr. Nienke Ruijs และ Prof. Dr. Thea Peetsma นักวิจัยด้านจิตวิทยาการศึกษาแห่ง University of Amsterdam ได้วิเคราะห์งานวิจัยจากหลายประเทศที่ศึกษาเรื่องผลกระทบของการเรียนร่วม (inclusive education) และตีพิมพ์ในวารสาร Educational Research Review โดยสรุปว่าการเรียนร่วมไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อเด็กทั่วไป เด็กยังคงมีผลการเรียนอยู่ในระดับเดิมหรือดีขึ้นในบางกลุ่ม และที่น่าสนใจคือ เด็กที่เรียนร่วมกับเด็กพิเศษมีแนวโน้มจะมีทักษะทางสังคมดีขึ้น เช่น ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีความอดทน และการเคารพความหลากหลายต่อมาในปี 2010 ทีมวิจัยเดียวกันซึ่งประกอบด้วย Dr. Nienke Ruijs, Dr. Ineke van der Veen และ Prof. Dr. Thea Peetsma ได้ตีพิมพ์บทความเพิ่มเติมในวารสาร Educational Research โดยใช้ข้อมูลจากเด็กนักเรียนมากกว่า 27,000 คนทั่วประเทศ ผลการศึกษาก็ยังยืนยันเดิมว่าเด็กทั่วไปไม่ได้รับผลกระทบในเชิงลบจากการเรียนร่วมแม้แต่น้อย2. เด็กพิเศษพัฒนาได้มากขึ้นเมื่อมีโอกาสเรียนร่วมกับเพื่อน

ในปี 2007 มีงานวิจัยจากสหราชอาณาจักรโดย Dr. Anna Kalambouka Prof. Peter Farrell Prof. Alan Dyson และ Dr. Ian Kaplan ซึ่งเป็นนักวิจัยด้านการศึกษาและนโยบายสังคมจาก University of Manchester ได้รวบรวมและวิเคราะห์ผลจากงานวิจัย 26 ชิ้นที่ศึกษาเรื่องการเรียนร่วมของเด็กพิเศษกับเด็กทั่วไป โดยตีพิมพ์ในวารสาร Educational Research งานวิจัยชิ้นนี้พบว่า 81 เปอร์เซ็นต์ ของข้อมูลทั้งหมดชี้ว่าการเรียนร่วมส่งผลเป็นบวกต่อเด็กๆ และไม่มีงานวิจัยใดที่พบผลลบที่ชัดเจน การที่เด็กพิเศษได้เรียนในห้องเรียนเดียวกับเพื่อนทั่วไปทำให้พวกเขาได้รับโอกาสในการฝึกทักษะชีวิตจริง เช่น การสื่อสารระหว่างบุคคล การเข้าสังคม การปรับตัว รวมถึงการพัฒนาความกล้าแสดงออกและความภาคภูมิใจในตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิตในระยะยาวอีกด้วย3. การเรียนร่วมช่วยให้เด็กทุกคนเติบโตเป็นมนุษย์ที่เข้าใจสังคม

งานวิจัยจากหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ฟินแลนด์ แคนาดา และออสเตรเลีย ต่างชี้ว่าการที่เด็กทั่วไปได้อยู่ร่วมกับเด็กพิเศษในห้องเรียนเดียวกันตั้งแต่วัยเด็ก ช่วยให้พวกเขาเข้าใจความหลากหลายทางกายภาพและจิตใจของมนุษย์มากขึ้น ส่งเสริมให้เกิดทักษะความสามารถในการเข้าใจและแบ่งปันความรู้สึกกับผู้อื่น ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นในสังคม4. การไม่ให้เด็กพิเศษเรียนร่วม อาจเป็นการตัดโอกาส มากกว่าการปกป้อง

หลายครั้งที่ผู้ใหญ่มีเจตนาดี อยากให้เด็กพิเศษเรียนแยกออกไปเพราะกลัวว่าจะถูกแกล้ง เรียนไม่ทัน หรือเป็นภาระให้กับเพื่อนร่วมห้อง แต่ในทางกลับกัน การกีดกันไม่ให้เด็กพิเศษเข้าเรียนในระบบปกติ อาจเป็นการตัดเขาออกจากสังคมโดยไม่ตั้งใจงานวิจัยเชิงจิตวิทยาของ Dr. Thomas Hehir อดีตผู้อำนวยการด้านการศึกษาพิเศษของกระทรวงศึกษาธิการสหรัฐอเมริกา และอดีตศาสตราจารย์แห่ง Harvard Graduate School of Education ได้ศึกษาพบว่า การแยกเด็กที่มีความต้องการพิเศษออกจากห้องเรียนทั่วไปนั้นส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าเด็กในห้องเรียนร่วม นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่าเด็กกลุ่มนี้มีพัฒนาการทางอารมณ์และสังคมที่ด้อยกว่า ซึ่งน่าจะรวมถึงความเชื่อมั่นในตนเองและความรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั่นเองอ่านบทความ: #เมื่อโลกนี้ใจดีกับบุ๋น : คุยกับคุณแม่ผึ้ง ในวันที่ลูกคนพิเศษเกิดมาพร้อมกับความพิเศษอ้างอิงresearchgateedutopia.orghechingerreport.orgpmc.ncbi.nlm.nih.govalana.org.br

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...