ความรับผิดชอบของหัวหน้า คือการสร้าง Progress ให้กับทีม
ในโลกของธุรกิจที่การเปลี่ยนแปลงเร็วมากแบบทุกวันนี้ หลายครั้งคนที่มีหน้าที่ต้องบริหารทีมก็สับสนเหมือนกันนะครับว่างานในแต่ละวันแบบ day-to-day เราต้องทำให้อะไรเกิดขึ้นบ้างและหน้าที่ของหัวหน้าทีมจริงๆ คืออะไรกันแน่
.
ผมคิดว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญมากคือ Progress (ความคืบหน้า) ที่เกิดขึ้นในทีมครับ ไม่วันนั้นจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เพราะเมื่อเรามี Progress แล้วทีมงานก็จะรู้สึกมีแรงสู้ งานก็เดิน แม้จะเป็น Progress เล็กๆ ก็ยังทำให้ภาพระยะยาวดีขึ้นอยู่ดี
.
คำถามคือเราจะสร้าง Progress ให้เกิดขึ้นทุกวันได้อย่างไร?
.
ในบทความชื่อ The Power of Small Wins ของ Teresa M. Amabile กับ Steven J. Kramer ได้นำเสนอเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจครับ
.
ในหนึ่งวันเนี่ย ปกติแล้วเราจะเจอกับของสองหมวดใหญ่ๆ นั่นก็คือ Progress หรือความก้าวหน้าของงาน กับ Setbacks ซึ่งก็คืออะไรก็ตามที่ทำให้งานของเราสะดุดหรือถอยหลัง
.
วันไหนที่มี Progress เยอะเราจะเรียกมันว่าวันที่ดี (Good day)
.
วันไหนที่ Setbacks เยอะ เราจะเรียกมันว่าวันแย่ๆ (Bad day)
.
แล้วอะไรบ้างที่ทำให้เกิด Progress? อ้างอิงจากการสำรวจของผู้เขียนซึ่งทำการเก็บข้อมูลในเจ็ดบริษัท โดยให้คนในทีมนั้นจดบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวันอย่างละเอียด พบสิ่งที่น่าสนใจมากนั่นก็คือ ในวันที่คนทำงานบอกว่าพวกเขามี Progress ในการทำงานนั้น จะมีสองสิ่งที่เกิดขึ้นเยอะและสองสิ่งที่เกิดขึ้นน้อย
.
สองสิ่งแรกที่เกิดขึ้นเยอะนั้นก็คือ Catalysts และ Nourishers
.
Catalysts คือสิ่งใดก็ตามที่คอยสนับสนุนการทำงานโดยตรงไม่ว่าจะกับคนทั้งทีมหรือเป็นรายบุคคลก็ตาม
.
ตัวอย่างของ Catalysts ก็เช่น
.
[ ] ทีมทุกคนทราบถึงเป้าหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาวว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้น ทำไปทำไม
[ ] ทีมมีเวลาเพียงพอที่จะโฟกัสกับการทำงานโดยเฉพาะงานที่มีความหมาย และงานที่มีคุณค่าสูงๆ (Meaningful and high value job)
[ ] ทีมแต่ละคนมีอำนาจและอิสระเพียงพอในการคิดสร้างสรรค์และแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
[ ] ทีมมีทรัพยากรที่จำเป็นต่อการทำงานเพียงพอ
[ ] ในทีมด้วยกันเองมีการช่วยเหลือกันอย่างจริงใจเพื่อทำให้งานสำเร็จเร็วขึ้น
[ ] ทีมมีเวลาในการตกผลึกและเรียนรู้จากข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน
[ ] ทีมทุกคนสามารถเสนอไอเดียได้อย่างอิสระ
.
Nourishers เป็นสิ่งที่อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นตรงๆ กับงานแต่เป็นสิ่งที่ “ชุบชูใจ” คนทำงาน ไม่ว่าจะเป็นคำชมหรือกำลังใจก็ตาม
.
ตัวอย่างของ Nourishers ก็เช่น
[ ] ทีมงานได้รับคำชมเชยหรือความเคารพ จากคุณภาพงานที่ดี
[ ] หัวหน้าทีมส่งเสริมและผลักดันให้ทีมงานทำงานที่ท้าทายขึ้น และพร้อมจะสนับสนุนเมื่อเกิดอุปสรรค
[ ] ทีมมีความรู้สึกอยากต่อสู้กับอุปสรรคร่วมกัน
.
.
ส่วนสองสิ่งที่จะเกิดขึ้นน้อยในวันที่ดีคือ Inhibitors และ Toxins
.
Inhibitors คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วมีส่วนเกี่ยวข้องในการขัดขวางการทำงานโดยตรง
.
ตัวอย่างของ Inhibitors ก็เช่น
.
[ ] ความสับสนในเป้าหมายของการทำงาน เวลาเปลี่ยนเป้าหมายก็ไม่มีการชี้แจงว่าเปลี่ยนเพราะอะไร เป็นเหมือนการสั่งแบบ Top down ตลอด
[ ] ทรัพยากรไม่เพียงพอในการทำงาน แต่ยังถูกบังคับให้ทำให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง คน เวลา หรืองบประมาณ
[ ] เมื่อเกิดปัญหาหัวหน้าทีมไม่ช่วยกันแก้ปัญหาแต่ปล่อยให้ทีมจัดการกันเอง
[ ] หัวหน้าเลือกใช้วิธีการบริหารแบบแบ่งแยกและปกครอง
[ ] ทีมไม่มีเวลาที่จะทำงานที่มีความหมายและงานที่มีคุณค่าสูง (Meaningful and high value job)
[ ] เมื่อมีความผิดพลาด แทนที่จะเรียนรู้ร่วมกัน กลับกลายเป็นชี้นิ้วใส่กัน และจบลงด้วยการลงโทษ
[ ] ไอเดียของแต่ละคนไม่ได้รับการรับฟัง มีแต่ไอเดียของหัวหน้าเท่านั้นที่ได้รับการรับฟัง
.
Toxins คือสิ่งที่อาจจะไม่ได้ขัดขวางงานโดยตรงแต่เป็นเหมือนสารพิษที่บั่นทอนกำลังใจของคนทำงาน
.
[ ] คนทำงานดีไม่ได้รับคำชม แต่คนที่เลียแข้งเลียขาเจ้านายกลับได้รับคำชมแทน
[ ] หัวหน้าทีมไม่ใส่ใจและไม่รับปัญหาของลูกน้อง
[ ] มีการจ้องจับผิดกันตลอดเวลา
[ ] ใครทำผิดนอกจากจะโดนลงโทษแล้ว ยังโดนกระทืบซ้ำอีกด้วย
.
.
จากผลการสำรวจพบว่า วันที่คนทำงานบอกว่าเป็น Good day จะประกอบไปด้วย Progress 76%, Setback 13%, Catalyst 43%, Inhibitor 6%, Nourishers 25% และไม่มี Toxins เลย
.
ส่วนวันที่เป็น Bad day นั้นจะประกอบไปด้วย Progress 25%, Setback 67%, Catalysts 12%, Inhibitors 42%, Nourishers 4% และ Toxins 18%
.
ในฐานะหัวหน้าทีม เมื่อเห็นแบ่งโครงสร้างของวันแต่ละวันแบบนี้แล้ว งานที่สำคัญมากที่เราต้องทำทุกวันก็คือ ทำยังไงก็ได้ให้มี Catalysts และ Nourishers เยอะๆ ส่วน Inhibitors กับ Toxins ก็ต้องระวังให้ดี ต้องมีให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะ Toxins เพราะถ้าหากมีแค่นิดเดียวก็อาจทำให้วันทั้งวันนั้นของทีมกลายเป็น Bad day ไปเลยก็ได้
.
เพราะท้ายที่สุดแล้วจำนวน Good days ที่เยอะเท่าไร ยิ่งหมายถึงทีมที่สำเร็จมากเท่านั้นนั่นเองครับ
.
.
#worklife
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast