โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตู้ลายทอง คอลเลคชันใหม่ ครบทั้งป่าหิมพานต์ รามเกียรติ์ ไซอิ๋ว ถึงตู้สังวาส

Sarakadee Lite

อัพเดต 03 ก.พ. 2566 เวลา 04.09 น. • เผยแพร่ 02 ก.พ. 2566 เวลา 19.38 น. • เกษศิรินทร์ ผลธรรมปาลิต

หลังจากจัดแสดง ตู้ลายทอง หรือ ตู้พระธรรม ที่ส่วนใหญ่ประดับตกแต่งด้วยลายรดน้ำปิดทองที่สร้างสรรค์โดยช่างฝีมือในสมัยอยุธยา ธนบุรีและต้นรัตนโกสินทร์ไปเมื่อปลายปี 2564 ต่อเนื่องถึงปี 2565 และได้รับความสนใจอย่างมาก ล่าสุด กรมศิลปากร โดยสำนักหอสมุดแห่งชาติ ได้จัดแสดงคอลเลกชันใหม่ของตู้ลายทอง โดยในครั้งนี้เน้นไปที่งานประณีตศิลป์ของช่างชั้นครูในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

ตู้ลายทอง

นิทรรศการ ร.ศ.๒๔๒ ชมตู้ลายทองสืบสานงานศิลป์ ณ อาคารถาวรวัตถุ (ตึกแดง) กรุงเทพฯ นำเสนอคอลเลกชันตู้พระธรรมจำนวนทั้งหมด 47 ตู้ โดยตู้ที่เป็นไฮไลต์ในสมัยอยุธยาและธนบุรีที่เคยจัดแสดงในคอลเลกชันก่อนยังคงนำมาให้ชมบางส่วน เพื่อแสดงให้เห็นเอกลักษณ์และความโดดเด่นของเชิงช่างของแต่ละยุคสมัย พร้อมเพิ่มเติมลวดลายใหม่ โดยในนิทรรศการได้จัดแบ่งเป็นห้องตามหัวข้อต่างๆ เริ่มจากเรื่องรูปทรงของขาตู้แบบต่างๆ อันเป็นที่มาของชื่อเรียกตามรูปทรง เช่น ตู้ขาหมู ตู้ฐานสิงห์ ฯลฯ และจัดแสดงตามลวดลายของตู้ที่เล่าเรื่องราวในหัวข้อต่างๆประกอบด้วย รอยพระพุทธบาท รามเกียรติ์ ทวารบาล พุทธประวัติ ชาดก ป่าและสัตว์หิมพานต์

ตู้ขาสิงห์มีการจำหลักส่วนล่างของขาตู้ให้เป็นรูปขาสิงห์และมีร่องเป็นรูปเล็บสิงห์เหยียบอยู่บนลูกแก้ว

“ลวดลายกนกในสมัยอยุธยามีความอ่อนช้อยและไม่มีแบบแผนตายตัวแต่เป็นแบบฟรีฟอร์มตามจินตนาการของช่างเขียนโดยตู้ที่ถือเป็นตู้ครูของคนเขียนลายไทยคือตู้ที่วาดโดยสกุลช่างเซิงหวายเป็นรูปลายกนกรวงข้าวที่ซ้อนทับกันอย่างวิจิตรและมีสิงสาราสัตว์แทรกอยู่ตามลายกนก ส่วนงานช่างสมัยธนบุรีเป็นระยะคาบเกี่ยวกับสมัยปลายอยุธยาจึงมีความคล้ายคลึงกันมากแต่ความละเอียดอาจยังไม่เท่ากับสมัยอยุธยา สำหรับลายโดยช่างสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์มีความสมมาตรและเป็นแบบแผนมากกว่า ลายกนกมีรูปทรงที่ป้อมกว่าแต่สั้นกว่าและจะวาดเต็มพื้นที่ของตู้ ไม่ค่อยมีช่องว่างเหมือนงานของช่างอยุธยา”

ลายกนกฝีมือชั้นครูโดยสกุลช่างเซิงหวายสมัยอยุธยา

ศิวพร เฉลิมศรี นักภาษาโบราณชำนาญการพิเศษ สำนักหอสมุดแห่งชาติ เปรียบเทียบลักษณะที่โดดเด่นของงานช่างแต่ละยุคสมัยและเสริมว่าในคอลเลกชันใหม่ครั้งนี้ได้เพิ่มหัวข้อเกี่ยวกับเรื่อง หิมพานต์ เนื่องจากมี ตู้ลายทอง ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์จำนวนมากที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตู้ลายทองฝีมือชั้นครูที่นำมาจัดแสดงส่วนใหญ่มาจากคอลเลกชันที่เก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ (ท่าวาสุกรี) ซึ่งมีจำนวนกว่า 300 ใบ และบางส่วนมาจากคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยตู้ที่เป็นไฮไลต์คือตู้เขียนเรื่อง รามเกียรติ์ ขนาดความสูง 2.15 เมตร ลึกถึง 1.5 เมตร และบางตู้มาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี

ตู้ลายทองในสมัยรัตนโกสินทร์ที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้เป็นไปตามรายการที่ปรากฏใน หนังสือตู้ลายทอง ภาค 2 (สมัยรัตนโกสินทร์) เล่ม 1 ที่เคยตีพิมพ์เมื่อปี 2529 และปัจจุบันกรมศิลปากรได้นำมาจัดพิมพ์และปรับปรุงใหม่แบบปกแข็ง สี่สีทั้งเล่มพร้อมทะเบียน ประวัติการได้มาของ ตู้ลายทอง รายละเอียดต่างๆ ของตู้ อาทิ ขนาด สภาพ ฝีมือช่างตลอดจนเรื่องราวประกอบลวดลายศิลปะไทย

ตู้ลายทอง

สืบเนื่องจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงเล็งเห็นคุณค่าของตู้พระธรรมลายรดน้ำหรือตู้ลายทองอันเป็นภูมิปัญญางานช่างไทยสมัยโบราณจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมตู้ลายทองจากวัดต่างๆ เพื่อนำมาใช้เป็นตู้ใส่หนังสือใน หอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร ภายในพระบรมมหาราชวังนับตั้งแต่ปี2448 ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้มีการย้ายหอพระสมุดฯ มาที่อาคารถาวรวัตถุ (ตึกแดง) อันเป็นสถานที่ตั้งของ หอพระสมุดสำหรับพระนคร เมื่อปี 2459 ตู้ลายทองเหล่านั้นจึงถูกเคลื่อนย้ายออกมาจากพระบรมมหาราชวังและยังคงทำหน้าที่เป็นตู้ใส่หนังสือเช่นเดิม จนกระทั่งมีการจัดตั้ง หอสมุดแห่งชาติ บริเวณท่าวาสุกรี เมื่อปี 2509 ตู้เหล่านี้จึงได้ถูกนำมาเก็บรักษาไว้ที่สำนักหอสมุดแห่งชาติตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ตู้ลายทองส่วนใหญ่ในนิทรรศการนี้จึงเป็นการนำกลับมายังอาคารถาวรวัตถุอันเป็นถิ่นฐานเดิมในฐานะโบราณวัตถุทรงคุณค่า

ตู้ที่ดัดแปลงด้านหลังให้เป็นบานกระจกเพื่อหลีกเลี่ยงสัมผัสลายรดน้ำที่บานตู้ด้านหน้า

ตู้ลายรดน้ำหรือตู้ลายทองเป็นการใช้เทคนิคการปิดทองลงบนพื้นไม้ที่ลงรักสมุกขัดเรียบ และเขียนกั้นส่วนที่ไม่ต้องการให้มีสีทองด้วยน้ำยาหรดาล จากนั้นใช้น้ำรดเพื่อให้หรดาลหลุดออกและเหลือทองอยู่เฉพาะส่วนที่เป็นลวดลาย ทั้งนี้ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าตู้ลายทองมักเขียนลายสามด้านคือด้านหน้าและด้านข้างทั้งสองด้าน ส่วนด้านหลังที่มักตั้งชิดผนังนิยมลงรักหรือทาสี ดังนั้นบางตู้จึงมีการดัดแปลงเพื่อการอนุรักษ์โดยเปลี่ยนด้านหลังตู้ให้เป็นบานกระจกเพื่อเปิดตู้จากด้านหลังแทนเพื่อหลีกเลี่ยงสัมผัสบานตู้ด้านหน้าที่อาจทำให้ลวดลายลงรักปิดทองลบเลือน และยังสะดวกต่อการใช้งานเพราะสามารถมองเห็นหนังสือในตู้ได้จากบานกระจก

ดังที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายไว้ในพระนิพนธ์ เรื่องตำนานหอพระสมุด ระบุว่า “… อนึ่ง ตู้ไทยของโบราณมักปิดทองแลเขียนลายแต่ ๓ ด้าน ด้านหลังเปนแต่ลงรักฤาทาสี การที่จะใช้ใส่หนังสือในหอพระสมุดฯ ได้คิดแก้ติดบานกระจกเปิดข้างด้านหลังให้แลเห็นสมุดในตู้นั้นได้ แลไม่ต้องจับทางข้างบานตู้ให้ลายหมอง …”

“ตู้ลายทองสมัยรัตนโกสินทร์ในคอลเลกชันส่วนใหญ่ได้มาจากวัดฝั่งธนบุรี ในสมัยนั้นสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเห็นว่าตู้พระธรรมเหล่านี้ถูกทิ้งไว้ที่วัดและไม่ได้ใช้งานเยอะมากจึงขอมาและอนุรักษ์เพื่อไว้ใส่หนังสือสำหรับหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร ท่านมีกุศโลบายโดยนิมนต์พระจากวัดต่างๆ มาเทศน์และนำชมให้เห็นว่าตู้เหล่านี้เมื่อนำมาอนุรักษ์และจัดแสดงแล้วสวย ดูดี อาจทำให้ทางวัดอยากนำมามอบให้ดีกว่าทิ้งเปล่าประโยชน์” ศิวพรกล่าว

ห้องตู้ลายทองวาดภาพป่าและสัตว์หิมพานต์

สำหรับห้องที่จัดแสดงหัวข้อใหม่ในครั้งนี้คือ ป่าและสัตว์หิมพานต์ นำเสนอตู้ลายทองในต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีลวดลายป่าหิมพานต์ตามคติความเชื่อเรื่องไตรภูมิในพุทธศาสนาว่าเป็นป่ากว้างใหญ่อยู่บริเวณเชิงเขาพระสุเมรุและเป็นที่อยู่ของเหล่าฤาษี นักบวช และอมนุษย์ที่มีวิชากายสิทธิ์ ส่วนลวดลายสัตว์หิมพานต์ในความหมายของช่างไทยไม่ได้หมายถึงเฉพาะสัตว์ที่ตามคัมภีร์ระบุว่าอาศัยในป่าหิมพานต์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงสัตว์พิสดารที่อาศัยอยู่ในที่ต่างๆ ภายในขอบเขตของจักรวาลโดยมีลักษณะประสมระหว่างสัตว์หลายชนิด หรือมีลักษณะประสมระหว่างมนุษย์กับสัตว์ชนิดต่างๆ เช่น กินนร-กินรี ซึ่งเป็นอมนุษย์ครึ่งบนเป็นคนครึ่งล่างเป็นนก คชสีห์หรือสัตว์ผสมระหว่างช้างกับสิงห์ และเหมราชซึ่งเป็นสัตว์ผสมระหว่างหงส์กับสิงห์

รายละเอียดภาพของตู้สังวาส

โดยทั่วไปในงานจิตรกรรมฝาผนังช่างเขียนมักสอดแทรก ภาพกาก หรือภาพที่เป็นส่วนนอกเหนือจากโครงเรื่องหลักเพื่อสอดแทรกวิถีชีวิตความเป็นอยู่และอารมณ์ขันของช่างโดยเฉพาะฉากการเสพสังวาสที่มักแอบซ่อนไว้ตามมุมเล็กๆในภาพ ดังนั้นตู้ลายทองที่ถือเป็นไฮไลต์ของห้องนี้และหาชมได้ยากคือตู้ที่เรียกว่า ตู้สังวาส ซึ่งตกแต่งทั้งสามด้านด้วยภาพในป่าหิมพานต์และภาพเล้าโลมเชิงสังวาสของสัตว์ มนุษย์ นักสิทธิ์ วิทยาธร และสัตว์หิมพานต์ต่างๆ ที่อยู่ในป่าหิมพานต์ช่วงฤดูฝนอันเป็นฤดูกาลแห่งการหาคู่เพื่อความหฤหรรษ์ อาทิ ภาพวิทยาธรอุ้มนางนารีผลเหาะไปห้าคู่ เทพนรสิงห์โลมอัปสรสีห์ กินนรโลมนางกินนรี และหนุมานกับนางสุพรรณมัจฉา

อีกหนึ่งตู้ที่โดดเด่นของลวดลายป่าและสัตว์หิมพานต์และมีขนาดสูงถึง 2.45 เมตรจากคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติคือตู้ที่เรียกว่า ลายกำมะลอ คือการเขียนสีฝุ่นผสมน้ำรักลงบนพื้นไม้ที่ลงรักสมุกขัดเรียบแทนการปิดทองและตัดรายละเอียดด้วยเส้นทองเป็นรูปภาพและลวดลายให้เด่นชัด

ตู้ขนาดใหญ่เขียนภาพจับเรื่องรามเกียรติ์

งานศิลปกรรมไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ นิยมแสดงภาพตัวละครจากเรื่องรามเกียรติ์ โดยเฉพาะ “ภาพยกรบ” ที่แสดงกระบวนทัพของทั้งสองฝ่าย อาทิ ศึกมัยราพณ์ (ตอน “จองถนน”) ศึกกุมภกรรณ (ตอน “โมกขศักดิ์”) ศึกอินทรชิต (ตอน “ศรพรหมาสตร์”) หรือเขียนเป็น “ภาพจับ” คือภาพที่แสดงการต่อสู้ในลักษณะประชิดระหว่างบุคคลต่อบุคคลหรือบุคคลต่อกลุ่มบุคคล การต่อสู้ในลักษณะดังกล่าวมีการยุดจับร่างกาย อาภรณ์ หรือจับอาวุธของอีกฝ่ายหนึ่ง

ตู้ที่ถือเป็นไฮไลต์ของห้องที่จัดแสดงลวดลาย รามเกียรติ์ คือตู้ขนาดใหญ่ซึ่งมีความสูง 2.15 เมตร ลึก 1.5 เมตร จากคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยมีการตกแต่งด้วยภาพจับ พระรบยักษ์ ลิงรบยักษ์ และภาพจับหมู่ 5 ด้านหลังของตู้พระธรรมยังมีข้อความจารึกด้วยอักษรขอมภาษาไทย ว่า “ศุภมัศดุ พระพุทธศักราชล่วงแล้วได้ ๒๓๓๗ พระวัสสา ปีขาลฉศก สมเด็จพระเจ้าหลานเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ ทรงพระราชศรัทธาสร้างตู้ไว้ในพระพุทธศาสนา ขอให้ได้ตรัสแก่พระโพธิญาณในอนาคตกาลนั้นเถิด” ถือเป็นหลักฐานชั้นต้นที่บ่งบอกถึงยุคสมัยในการสร้างตู้พระธรรมว่าเป็นฝีมือช่างในสมัยต้นรัตนโกสินทร์

ภาพการปลงอสุภะ
ขาตู้ตกแต่งภาพท้าวเวสสุวรรณ

“บางตู้เช่นที่ได้มาจากวัดมหาธาตุมีการเขียนลายทั้งสี่ด้าน เช่น ภาพหนุมานและนกสดายุพร้อมกับมีจารึกที่ฐานตู้ระบุชื่อผู้สร้างและจำนวนเงินที่ใช้คือ 14 ตำลึง 2 บาท และตรงขาตู้เป็นรูปท้าวเวสสุวรรณส่วนด้านหลังตู้เป็นรูปชายป่าหิมพานต์และนักบวช ส่วนอีกตู้ได้มาจากวัดจำปาในกรุงเทพฯด้านบนเป็นภาพจับพระรบยักษ์เคล้าภาพสัตว์หิมพานต์ส่วนด้านล่างวาดเป็นภาพการปลงอสุภะเพื่อฝึกกรรมฐานในการพิจารณาซากศพมนุษย์ที่กำลังเน่าเปื่อยให้ตระหนักถึงความไม่เที่ยงของชีวิต” ยุวเรศ วุทธีรพล นักภาษาโบราณชำนาญการพิเศษ สำนักหอสมุดแห่งชาติ กล่าวเสริม

ตู้เขียนภาพทวารบาลด้านล่างเป็นภาพกษัตริย์และยักษ์

บานประตูตู้พระธรรมยังนิยมเขียนรูปทวารบาลซึ่งหมายถึงผู้เฝ้าและรักษาประตูเพื่อเป็นเทพพิทักษ์และป้องกันภูตผีปีศาจหรือสิ่งอัปมงคลทั้งหลาย โดยส่วนใหญ่แล้วภาพของทวารบาลจะเป็นภาพใหญ่เต็มองค์บนบานประตูตู้ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา แต่ตู้ที่ได้มาจากวัดจันทารามวรวิหาร กรุงเทพฯ มีเส้นแบ่งภาพชัดเจนโดยด้านบนเป็นเรื่องรามเกียรติ์ และด้านล่างเป็นภาพทวารบาลคือภาพกษัตริย์นั่งอยู่สามองค์ทางด้านขวา และรูปยักษ์ถือตะบองนั่งอยู่สามตนทางด้านซ้ายจึงเป็นตู้ที่มีภาพทวารบาลแตกต่างจากทั่วไป

ตู้เล่าเรื่องปฐมสมโพธิและชาดกนอกนิบาตทั้ง 50 เรื่อง

อีกหนึ่งเรื่องราวที่นิยมนำมาเขียนเป็นลวดลายลงบนตู้ลายทอง คือการเล่าเรื่องชาดกซึ่งมีทั้งนิบาตชาดก หรือชาดกที่ปรากฏในพระสุตตันตปิฎก 547 เรื่องโดยเรื่องที่นิยมคือเรื่องทศชาติชาดก และชาดกนอกนิบาตอีก 50 เรื่องซึ่งไม่ปรากฏในพระไตรปิฎก เช่น เรื่อง พระสุธน-มโนราห์ (สุธนชาดก) เรื่อง สังข์ทอง (สุวรรณสังข์ชาดก) และ เสือโคคำฉันท์ (พหลคาวีชาดก) ตู้ที่น่าสนใจคือที่ได้มาจากวัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพฯ เล่าเรื่องปฐมสมโพธิและชาดกนอกนิบาตทั้ง 50 เรื่องแบบเต็มบานทั้งสามด้าน

ตู้ลายกำมะลอเขียนเรื่องไซอิ๋ว

อีกหนึ่งตู้พิเศษคือ ตู้ไซอิ๋ว ที่เล่าเรื่องราวการเดินทางไปยังชมพูทวีปเพื่ออัญเชิญคัมภีร์พระไตรปิฎกของพระถังซำจั๋ง เป็นภาพเขียนสีบนพื้นรักสีแดงและมีการลงทองคำเปลวบริเวณหมวกของพระถังซำจั๋งและบริเวณมงคลหรือที่รัดหัวของซุนหงอคง บริเวณขอบบนของตู้ยังมีจารึกเป็นอักษรและภาษาจีน อ่านว่า “เต้าก้วงสือปาเนียนลี่” หมายถึงปีที่ 18 ในรัชสมัยของพระเจ้าเซียนจง ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2381-2382 ในสมัยรัชกาลที่ 3

ตู้แฝดสี่ใบงานฝีมือช่างกรุงรัตนโกสินทร์

นอกจากนี้ ตู้ลายรดน้ำแฝดสี่ใบ ผลงานช่างชั้นครูในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นไฮไลต์ของนิทรรศการครั้งที่แล้วยังคงจัดแสดงอยู่ในห้องที่มีหลังคาทรงโดม ตู้ทั้งสี่ใบต้องตั้งแบบหลังวางพิงกันซึ่งแต่ละใบมีความสูง 2.45เมตร กว้าง 0.9 เมตร ส่วนลวดลายรดน้ำปิดทองเป็นศิลปะงานช่างสมัยต้นรัตนโกสินทร์ที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 1-3 จนกระทั่งถึงสมัยพระพุทธโฆษะไปลังกาสืบเนื่องกันทั้งสี่ใบ จากลวดลายของตู้จะเห็นรอยพระพุทธบาทเขาสุมนกูฏในลังกาทวีปซึ่งเป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์ที่คนไทยให้ความเคารพนับถือมาแต่โบราณโดยมีสัญลักษณ์สำคัญในภาพคือ บันไดโซ่ ที่คนในสมัยโบราณจะปีนสายโซ่นี้เพื่อขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทบนยอดเขา

ภาพบันไดโซ่เพื่อขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทบนเขาสุมนกูฏในลังกาทวีป

“ในลวดลายประกอบไปด้วยรายละเอียดมากมายที่สอดแทรกประวัติศาสตร์ อาคารบ้านเรือนและวิถีชีวิตของผู้คน เราจะเห็นภาพคัมภีร์ใบลานเก่าที่ถูกเผาหลังมีการชำระพระไตรปิฎกใหม่ ภาพธงรูปช้างและกล้องดูดาวที่ทำให้เห็นว่ามีการใช้งานตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 3 ภาพคนใช้วัวควายไถนาและแร้วสำหรับดักสัตว์ ภาพคนจีนที่เข้ามาค้าขายและหลังคาวัดที่ได้อิทธิพลจากศิลปะจีน เป็นต้น” ศิวพรกล่าว

Fact File

  • นิทรรศการ “ร.ศ.๒๔๒ ชมตู้ลายทองสืบสานงานศิลป์” จัดแสดง ณ อาคารถาวรวัตถุ (ตึกแดง) ถนนหน้าพระธาตุ กรุงเทพฯ ทุกวันพุธ-วันอาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น. ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
  • หนังสือ หนังสือตู้ลายทอง ภาค 2 (สมัยรัตนโกสินทร์) เล่ม 1ฉบับตีพิมพ์และปรับปรุงใหม่จำนวน 224 หน้าในรูปแบบปกแข็งราคา 700 บาท สั่งซื้อออนไลน์ที่ https://bookshop.finearts.go.th
  • ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/FineArtsDept/

The post ตู้ลายทอง คอลเลคชันใหม่ ครบทั้งป่าหิมพานต์ รามเกียรติ์ ไซอิ๋ว ถึงตู้สังวาส appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...