โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ครูไทยเก่งที่สุดในโลก เพราะภาระงานของครูไม่ได้มีแค่การสอน

Dek-D.com

อัพเดต 12 มิ.ย. 2566 เวลา 10.58 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2566 เวลา 04.01 น. • DEK-D.com
ตีแผ่ปัญหาภาระงานที่ล้นมือของครู ผ่านเจ้าของเพจ 'ครูSTORY'

ครูไทยเก่งที่สุดในโลก เพราะภาระงานของครูไม่ได้มีแค่การสอน

ทุกวันนี้ครูไทยต้องแบกรับภาระงานที่ล้นมือ และยังต้องปฏิบัติหน้าที่ในเวลาเดียวหลายตำแหน่งเช่น ครูผู้ชายต้องซ่อมอาคาร โบกรถ รักษาความปลอดภัย ส่วนครูผู้หญิงต้องทำบัญชี ไปธนาคาร ต้อนรับแขก ซึ่งนี่ถือเป็นตัวอย่างของปัญหาที่ทำให้การศึกษาไทยไม่ก้าวหน้า ในวันนี้คอลัมน์ Next Ed: การศึกษาเพื่อโลกยุคหน้าจะมาตีแผ่ปัญหาให้ทุกคนรู้ว่า ภาระงานของครู ไม่ได้มีแค่การสอนอย่างเดียว

โดยครูกิตติพงษ์ คงโต เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก ครูSTORY ที่คอยรับฟังปัญหาจากเพื่อนครูด้วยกันมา ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 300,000 คนได้ให้เกียรติมาเล่าถึง ปัญหาภาระงานที่ล้นมือของครู เพราะอะไรทำไมครูไทยจึงต้องแบกรับหน้าที่เหล่านี้ และเพื่อให้นักเรียนทุกคนรู้ว่า ใน 1 ปีการศึกษาครูต้องทำการประเมินอะไรบ้าง ทีมงานได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวการประเมินครูและภาพรวมบทบาทหน้าที่ของครู มาฝากทุกคนกันในช่วงท้ายของบทความนี้อีกด้วยค่ะ

ภาระงานของครู มีมากกว่าการ 'สอน'

ปัจจุบันครูกิตติพงษ์เป็นครูสอนศิลปะในระดับชั้น ม.ต้น และม.ปลาย ณ โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งครูกิตติพงษ์กล่าวว่า งานหลักของครูในภาพจำของใครหลายๆ คน คือ ครูมีหน้าที่จัดการเรียนการสอนให้กับนักเรียนในชั้นเรียน แต่ในความเป็นจริงแล้วภาระงานของครูมีมากกว่าการสอน เพราะในระหว่างคาบที่ครูไม่ได้ทำการสอนนั้นครูต้องทำงานอื่นๆ ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสอนโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น ยืนเวร พาเด็กไปแข่งขัน ต้อนรับแขก ซ่อมอาคาร เขียนป้าย จัดดอกไม้ ชงกาแฟ ฯลฯ ซึ่งงานทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นตัวการสำคัญที่ครูถูกดึงออกจากห้องเรียน จนทำให้ครูไม่มีเวลามากพอที่จะทุ่มเทให้กับการสอนได้อย่างเต็มที่

เมื่อบรรจุเป็นข้าราชการครู งานเสริมต่างๆ ในโรงเรียนก็จะได้รับการแต่งตั้งทันที ซึ่งเป็นภาระงานที่ครูไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากเป็นนโยบายจากส่วนกลางที่กำหนดให้ว่าครูแต่ละคนอยู่ฝ่ายไหน เช่น ครูคณิตศาสตร์ รับผิดชอบงานเสริมฝ่ายการเงิน แต่ในบางครั้งอาจมีการพิจารณาจากบุภาพและความสามารถของครูแต่ละคนด้วย ซึ่งความยากง่ายของการทำงานในแต่ละฝ่ายก็จะแตกต่างกันออกไป ซึ่งถ้าหากครูไม่ทำก็เหมือนกับเป็นการบกพร่องต่อหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ตลอดจนงานเสริมเหล่านี้ยังมีผลต่อการประเมินคุณภาพครูอีกด้วย

นโยบายจากส่วนกลาง-วัฒนธรรมที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

ครูกิตติพงษ์ได้บอกเล่าเกี่ยวกับปัญหาที่ยังคงเป็นรากฝังลึกที่ทำให้ครูไทยต้องแบกรับภาระงานเกินกำลัง นั่นคือ นโยบายจากส่วนกลางและวัฒนธรรมที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นเช่น งานเสริมฝ่ายต่างๆ ในโรงเรียน ยิ่งโรงเรียนไหนที่มีบุคลากรน้อยภาระงานของครูก็ยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีกบางโรงเรียนถึงกับต้องเอื้อคาบสอนให้ครูบางคนน้อยลง เพื่อที่จะได้มีเวลาทำงานเสริมมากขึ้น และในบางครั้งหากมีงานด่วนที่แทรกเข้ามากะทันหัน แล้วชนกับคาบเรียนที่ต้องสอน ครูก็ต้องเลือกไปทำงานที่แทรกเข้ามาก่อนแล้วปล่อยคาบนั้นเป็นคาบว่างแทนซึ่งผลเสียก็จะตกอยู่ที่นักเรียนในทันที

เมื่อถามถึงเรื่องงบประมาณและการจัดหาเจ้าหน้าที่ เพื่อมาดูแลงานเสริมตามฝ่ายงานต่างๆ ของโรงเรียน ครูกิตติพงษ์ได้ให้คำตอบกับทางทีมงานว่า เจ้าหน้าที่ธุรการเป็นคนที่เขตหรือโรงเรียนจ้างมาถ้าสมมติจะต้องเลือกจ้างใครสัก 1 คน ระหว่างครูและเจ้าหน้าที่ แน่นอนว่าถ้าจ้างเจ้าหน้าที่มาเขาก็ไม่สามารถทำการสอนได้แต่ถ้าได้ครูมาโรงเรียนก็สามารถแต่งตั้งให้เขาทำงานอื่นและยังจัดการเรียนการสอนได้ ดังนั้น ส่วนใหญ่แล้วก็จะรับบรรจุครูเป็นอันดับแรกแล้วค่อยสอนงานในฝ่ายต่างๆ อีกที

นอกจากงานเสริมที่ต้องรับผิดชอบแล้ว ยังมีการประเมินวิทยฐานะ ที่บีบบังคับให้ครูต้องทำเอกสารจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันนี้ใช้วิธีการประเมินที่เรียกว่า วPA (Performance Agreement) โดยครูที่ต้องการขอเลื่อนขั้นเงินเดือนหรือวิทยฐานะ ต้องจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ คลิปวิดีโอการสอน คลิปแรงบันดาลใจ และผลลัพธ์การเรียนรู้ ส่งให้กับทางคณะกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการที่มาประเมินนั้นจะเป็นผู้บริหารและผู้ทรงคุณาวุฒิที่ถูกแต่งตั้งโดยการสุ่มขึ้นมาเพื่อมาดูวิดีโอที่จัดทำขึ้น พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นและตัดสินความชำนาญของครูว่า จะผ่านการประเมินและได้เลื่อนขั้นเงินเดือนหรือเลื่อนวิทยฐานะหรือไม่ซึ่งการประเมินในรูปแบบใหม่นี้ก็ทำให้เกิดประเด็นดราม่าขึ้นมา เนื่องจากบางครั้งคณะกรรมการและครูผู้ถูกประเมิน มีช่องว่างระหว่างวัยที่ค่อนข้างห่างกันเช่น คณะกรรมการอยู่ใน Gen Baby boomers ส่วนครูอยู่ใน Gen Y จึงทำให้มีความเข้าใจที่แตกต่างกันในหลายๆ เรื่อง

ยกตัวอย่างเช่น กรณีของครูกิตติพงษ์ที่มีการจัดการเรียนการสอนวิชาศิลปะ ผ่านไลฟ์สตรีมมิ่ง (Live Streaming) และให้นักเรียนส่งงานผ่าน Google Drive ทางคณะกรรมการก็มีข้อสงสัยว่าคืออะไร ประกอบกับการประเมินผลงานของครูผ่านการดูคลิปวิดีโอนั้น ไม่มีการโต้ตอบการสนทนาระหว่างครูและคณะกรรมการ จึงทำให้อาจมีการเข้าใจผิดในบางประเด็นได้

และในท้ายที่สุดแล้วการประเมินครู เพื่อขอเลื่อนขั้นเงินเดือน ผู้อำนวยการอาจไม่ได้ประเมินจากคุณภาพหรือเทคนิคการสอนของครูอย่างที่ควรจะเป็น แต่มักจะมีการนำงานเสริมที่ครูต้องรับผิดชอบในโรงเรียนมาพิจารณาเพื่อขึ้นเงินเดือนรายปีอีกด้วย ทำให้ครูหลายคนเกิดความกลัวว่าจะไม่ผ่านการประเมิน เลยยอมที่จะทำงานเสริมหนักมากขึ้น เพื่อให้มีผลงานอันเป็นที่น่าประทับใจต่อผู้อำนวยการ จนไม่ได้โฟกัสกับการสอนอย่างเต็มที่

ระบบที่บีบบังคับให้ครูต้องลาออก

นอกจากเรื่องภาระงานที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสอนแล้ว ครูรุ่นใหม่ยังต้องเผชิญกับช่องว่างระหว่างวัฒนธรรมของครูต่างวัย อำนาจนิยมในโรงเรียน การริดรอนสิทธิเสรีภาพของครูที่ต้องถูกเรียกให้ไปทำงานส่วนตัวให้ผู้บริหารที่ครูก็ไม่สามารถปฏิเสธหรือทำอะไรได้มากนัก ซึ่งเรื่องเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเหตุผลที่ทำให้ครูหลายคนตัดสินใจลาออก

ผู้บริหารโรงเรียนส่วนใหญ่ล้วนเคยเป็นครูและเคยผ่านกระบวนการนี้มาก่อน ดังนั้น เขาจึงมีแนวคิดที่ว่าในเมื่อเขาเคยทำมาแล้วแปลว่าครูรุ่นใหม่ก็ต้องทำได้ ซึ่งแนวคิดแบบนี้มันกลายเป็นวัฒนธรรมที่ถูกส่งต่อมารุ่นสู่รุ่น และครูรุ่นใหม่ที่เข้ามาก็ต้องวนเวียนอยู่กับระบบนี้ต่อไป ครูกิตติพงษ์เสริมว่า จริงๆ แล้วครูรุ่นเก่าหลายคนเองก็รู้สึกเบื่อกับระบบการทำงานเหมือนกัน เพราะมีภาระงานใหม่ๆ ที่เขาไม่เคยทำเพิ่มขึ้นมา แต่ของเก่าที่มีอยู่ก็ไม่ได้ถูกตัดออกไป ส่วนครูรุ่นใหม่หลายคนก็เป็นคนเก่งและมีความสามารถที่หลากหลาย แต่ด้วยระบบที่บีบบังคับจึงทำให้เขาใช้ความสามารถที่มีอยู่ไม่ได้ หรือแม้แต่สิทธิ์ในการออกเสียง เรียกร้องในสิ่งที่ต้องการก็เป็นไปได้ยาก ส่งผลให้ครูหลายคนรู้สึกหมดไฟ และตัดสินใจหันหลังให้กับอาชีพครูในที่สุด

ลดภาระงานครู เพิ่มคุณภาพการเรียนให้กับเด็ก

แนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ครูกิตติพงษ์มองว่า ภาระงานที่ไม่จำเป็นต้องทำก็ควรจะลดลงบ้างเช่น การประเมิน ยุคสมัยนี้มีไลฟ์สตรีมมิ่ง โปรแกรมสำหรับการประชุม ที่เราสามารถพูดคุยหรือประเมินกันผ่านออนไลน์ได้ โดยที่คณะกรรมการไม่จำเป็นต้องมาที่โรงเรียน เป็นการลดภาระหน้าที่ของครูที่จะต้องมาจัดเตรียมสถานที่ เตรียมการต้อนรับ ตลอดจนเตรียมผลงานของตัวเองที่บางครั้งต้องทำให้เยอะไว้ก่อน เพื่อรองรับการประเมิน ส่วนงานเสริมในฝ่ายต่างๆ แต่ละโรงเรียนก็ควรจัดสรรเจ้าหน้าที่ให้เพียงพองานที่มีในโรงเรียน เพื่อที่ครูจะได้ไม่ต้องมาแบกรับภาระงานที่เยอะ และจะได้มีเวลาโฟกัสกับการสอนมากขึ้น ทำให้ครูมีไอเดียใหม่ๆ มีเวลาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อนำมาเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนได้มากขึ้น

สิ่งที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในอาชีพ ‘ครู’

แน่นอนว่าไม่มีใครรู้ปัญหาของครูได้ดีไปกว่าตัวครูที่ต้องเผชิญกับการถูกกดขี่มาโดยตลอด ซึ่งสิ่งที่ครูกิตติพงษ์อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในอาชีพครู คือ อยากให้โครงสร้างของระบบ Senior Junior หรือระบบยศในวงจรครูลดลงไปบ้าง แน่นอนว่าครูทุกคนล้วนมีความสามารถที่หลากหลาย และมีความแตกต่างกัน แต่กลายเป็นว่าการทำงานของครูทุกคนจะต้องทำเหมือนกันตามรูปแบบที่ถูกกำหนด ไม่สามารถก้าวออกไปจากกรอบเหล่านั้นได้

นอกจากระบบโครงสร้างที่ต้องได้รับการแก้ไขแล้ว สิ่งสำคัญคือ ครูทุกคนควรได้เป็นตัวของตัวเอง และมีสิทธิ์มีเสียงในการแสดงความเห็น ตลอดจนต้องพัฒนาตนเองให้เท่าทันโลก และลองเปิดใจให้กับสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยี แนวคิดทฤษฎี หรือการสอนรูปแบบอื่นๆ ที่ใช่แค่การท่องจำ เพราะมันจะทำให้เราได้เห็นโลกอีกมุมหนึ่งของเด็ก และครูรุ่นใหม่ด้วย

ฝากถึงรุ่นน้องที่จะมาเป็นครู

สำหรับครูรุ่นน้องที่กำลังจะก้าวเข้ามาในระบบข้าราชการครู สิ่งที่ต้องทำอย่างแรกเลยก็คือ ต้องเปิดใจ และเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับเด็กรุ่นใหม่ เพราะทุกวันนี้ไม่ใช่เด็กที่ตามครูแล้ว แต่เป็นครูต่างหากที่ต้องตามเด็ก ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปการสอนแบบเดิมๆ อาจไม่เหมาะกับเด็กยุคนี้ ซึ่งการสอนที่เหมาะกับเด็กยุคสมัยนี้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องเทคโนโลยี ส่วนเรื่องไหนที่เราต่อต้านเขาไม่ได้ก็ให้เข้าร่วมกับเขาไปเลย แต่ต้องมีวิธีการสอนให้เข้าใจว่าสิ่งไหนควรหรือไม่ควรทำ ใช้เหตุผลอธิบายให้เด็กเข้าใจ นอกจากนี้ อย่าเอาครูรุ่นเก่ามาเป็นบรรทัดฐาน เช่น ตอนเด็กเราเคยโดนตี แต่เด็กสมัยนี้ไม่จำเป็นต้องตีแล้ว ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ ตอนเด็กเราไม่ชอบครูแบบไหนก็อย่าไปทำแบบนั้นกับเด็กที่สำคัญต้องยอมรับงานอื่นๆ ที่จะเข้ามาด้วย เพราะว่าคุณจะไม่ได้สอนอย่างเดียวแน่นอน

ทำไมต้องมีการประเมินครู?

การประเมิน เป็นเรื่องปกติที่ต้องพบเจอในระบบการศึกษา ทั้งการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน หรือการประเมินการทำงานของครู ซึ่งการประเมินนั้นจะทำให้ผู้ถูกประเมินรับรู้ถึงศักยภาพที่ตัวเองมีอยู่ และมองเห็นแนวทางในการพัฒนาตัวเอง

ดังนั้น เหตุผลที่ต้องมีการประเมินครูก็เพราะ ครูแต่ละคนจะได้รับรู้ว่า ณ ขณะนี้ ตัวเองมีความสามารถมากน้อยแค่ไหน และจะมีแนวทางในการพัฒนาตัวเองให้เป็นครูที่ดีขึ้นได้อย่างไร นอกจากนี้ การประเมินครูยังเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาเกี่ยวกับการขอเลื่อนเงินเดือน และการขอเลื่อนตำแหน่งหรือวิทยฐานะของครูนั่นเอง

ใน 1 ปีการศึกษา ครูต้องประเมินอะไรบ้าง?

1. นิเทศการสอน/การสังเกตการสอนในชั้นเรียน

การนิเทศการสอน เป็นการประเมินที่ครูทุกท่านจะต้องได้รับการประเมิน โดยผู้นิเทศภายในโรงเรียน เช่น ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิชาการ หัวหน้าหรือครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้เดียวกันกับครูผู้สอน เข้ามาสังเกตการเรียนการสอน พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูล หรือแนะนำแนวทางการสอน เพื่อการปรับปรุงและพัฒนาความสามารถของครูผู้สอน ซึ่งได้แก่ ความรู้ ทักษะ และเจตคติของครูผู้สอนในด้านการจัดการเรียนการสอนให้สามารถแก้ปัญหา และจัดการเรียนการสอนแก่ผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะมีการนิเทศการสอน ภาคเรียนละ 1 ครั้ง หรือปีการศึกษาละ 1 ครั้ง ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละโรงเรียน

2. ประเมินการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม

การเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม เป็นการประเมินสำหรับครูผู้ช่วย เพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถ ทักษะ เจตคติ และบุลักษณะของครูผู้ช่วย ด้านการปฏิบัติงานในวิชาชีพครู ได้อย่างมีประประสิทธิภาพและเป็นครูที่ดีได้ โดยจะมีการประเมินเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง ทุก 6 เดือน รวม 4 ครั้ง เป็นเวลา 2 ปี เมื่อครูผู้ช่วยผ่านการประเมินการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้มแล้วก็จะได้รับการบรรจุให้เป็นครู หรือครู ค.ศ.1 ต่อไป

3. ประเมิน วPA (Performance Agreement)

วPA เป็นการประเมินผลการปฏิบัติงานของครู โดยมีการทำข้อตกลงในการพัฒนางานระหว่างครู และผู้อำนวยการ เพื่อให้เกิดการยกระดับคุณภาพการศึกษาต่อไป โดยที่ครูจะต้องถ่ายวิดีโอการสอน, วิดีโอที่แสดงถึงสถาพปัญหาและแรงบันดาลใจในการจัดการเรียนรู้ พร้อมทั้งแนบแผนการสอนและผลการเรียนรู้ของนักเรียน ส่งให้กับคณะกรรมการได้ทำการประเมิน

นอกจากนี้ การประเมิน วPA ยังสามารถใช้ในการประเมินเลื่อนเงินเดือน และเลื่อนวิทยฐานะของครูได้อีกด้วย แต่ถ้าหากครูท่านไหนที่ไม่ต้องการขอเลื่อนวิทยฐานะก็ยังต้องทำ PA อยู่ เนื่องจากผล PA เป็นองค์ประกอบในการเลื่อนเงินเดือน และสำหรับครูที่มีวิทยฐานะแล้วตามกฎหมายได้มีการกำหนดให้ประเมิน เพื่อคงวิทยฐานะ เอาไว้นั่นเอง

ตำแหน่งข้าราชการครู และผลตอบแทน

เงินเดือนข้าราชการครู อ้างอิงตาม พ.ร.บ. เงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558 ซึ่งมีสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เป็นผู้ดูแลด้านทรัพยากรบุคคล

ซึ่งโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการครูขั้นต่ำสุดเดือนละ 15,050 บาท (ปีละ 180,600 บาท) และสูงสุดเดือนละ 76,800 บาท (ปีละ 921,600 บาท) ทั้งนี้ ยังไม่รวมเงินประจำตำแหน่งและเงินพิเศษอื่นๆ โดยสามารถสรุปรายละเอียด ผลตอบแทนข้าราชการครูโรงเรียนรัฐบาล ได้ดังนี้

ตำแหน่ง เงินเดือนขั้นต่ำ เงินเดือนขั้นสูง ค่าวิทยฐานะ ครูผู้ช่วย 15,050 24,750 - ครู คศ.1 15,440 34,310 - ครู คศ.2 (ชำนาญการ) 16,190 41,620 3,500 ครู คศ.3 (ชำนาญการพิเศษ) 18,860 58,390 5,600 ครู คศ.4 (เชี่ยวชาญ) 24,400 69,040 9,900 ครู คศ.5 (เชี่ยวชาญพิเศษ) 29,980 76,800 13,000-15,600

องค์ประกอบในการพัฒนางาน เพื่อขอเลื่อนขั้นเงินเดือนหรือวิทยฐานะ

สำหรับการประเมินผลการปฏิบัติงานที่นำมาใช้ในการประเมินวิทยฐานะใหม่ที่ทางสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กำหนด ซึ่งเรียกว่า วPA นั้น มีองค์ประกอบในการพัฒนางาน 2 ส่วน ประกอบด้วย

  • ส่วนที่ 1 ข้อตกลงในการพัฒนางานตามมาตราฐานตำแหน่ง

  • 1) ชั่วโมงการปฏิบัติงาน การปฏิบัตงานตามมาตราฐานตำแหน่งครู และมีภาระงานตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด

    • 2) คุณภาพการปฏิบัติงาน ผลการปฏิบัติงาน แบ่งออกเป็น ด้านการจัดการเรียนรู้ ด้านการส่งเสริมสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ และด้านการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ
  • ส่วนที่ 2 ข้อตกลงในการพัฒนางานที่เป็นประเด็นท้าทายในการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน

  • โดยต้องแสดงให้เห็นถึงการปรับประยุกต์ การแก้ปัญหา ริเริ่ม พัฒนา คิดค้น ปรับเปลี่ยน หรือการสร้างการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ ต้องมีความสอดคล้องกับเป้าหมาย และบริบทของสถานศึกษา นโยบายของส่วนราชการและกระทรวงศึกษาธิการ

คณะกรรมการประเมินผลการพัฒนาตามข้อตกลง

ครูในสังกัดของ ก.ค.ศ. จะต้องยื่นข้อตกลงในการพัฒนางานตามแบบที่กำหนดทุกปีงบประมาณ เสนอต่อผู้อำนวยการสถานศึกษาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยผู้อำนวยการจะแต่งตั้งคณะกรรมการสำหรับประเมิน จำนวน 3 คน ประกอบด้วย

  • ผู้อำนวยการสถานศึกษา ซึ่งเป็นประธานกรรมการ
  • กรรมการ จำนวน 2 คน โดยอาจแต่งตั้งจาก ศึกษานิเทศก์ ไม่ต่ำกว่า คศ.3 /อาจารย์มหาวิทยาลัยไม่ต่ำกว่า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ /ครูจากโรงเรียนอื่นไม่ต่ำกว่า คศ.3 หรือผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกโรงเรียนที่มีความเหมาะสม

คุณสมบัติและหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณา

สำหรับการพิจารณาว่าครูจะสามารถขอเลื่อนวิทยฐานะ หรือเลื่อนขั้นเงินเดือนได้หรือไม่นั้น ครูจะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

  • ดำรงตำแหน่ง ครู คศ.1 หรือครู คศ.2 มาแล้วไม่น้อยกว่า 4 ปี
  • มีการพัฒนางานตามข้อตกลง PA ในช่วงเวลา 3 รอบการประเมิน และมีผลการประเมินไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 70
  • ไม่ถูกดำเนินการทางวินัยในช่วง 4 ปี

ที่สำคัญจะต้องผ่านเกณฑ์การประเมินทั้ง 2 ด้าน ดังนี้

  • ด้านที่ 1 ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียนจะพิจารณาจาก

  • แผนการจัดการเรียนรู้ที่ตรงตามวิดีทัศน์บันทึกการสอน

    • วิดีโอการสอน
    • วิดีโอที่แสดงถึงสถาพปัญหาและแรงบันดาลใจในการจัดการเรียนรู้
  • ด้านที่ 2 ด้านผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนจะพิจารณาจาก

  • ผลงานหรือผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนที่ปรากฏภายหลังการจัดการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียนตามวิดีโอสอน โดยส่งเป็นไฟล์ดิจิทัล เช่น ภาพถ่าย หรือเอกสาร (PDF)

สำหรับผลการประเมิน ตำแหน่งครู คศ. 2 จะต้องได้คะแนนจากกรรมการแต่ละคนไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 65 ส่วนครู คศ. 3 จะต้องไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 70 จึงจะสามารถเลื่อนขั้นเงือนเดือนหรือวิทยฐานะได้ โดยครูสามารถยื่นคำขอเรื่องการขอมีหรือขอเลื่อนวิทยฐานะต่อโรงเรียนได้ตลอดปีการศึกษา แบ่งเป็นภาคเรียนละ 1 ครั้ง เพื่อให้โรงเรียนนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ DPA ซึ่งมีผู้อำนวยการเป็นผู้ดูแล พร้อมหลักฐาน ดังนี้

  • ผลการพัฒนางานตามข้อตกลงในระยะเวลาย้อนหลัง 3 หรือ 2 หรือ 1 รอบการประเมิน แล้วแต่กรณี เป็นไฟล์ PDF
  • แผนการจัดการเรียนรู้ ตามที่ปรากฏในวิดีโอบันทึกการสอน ในรูปแบบ PDF 1 ไฟล์
  • บันทึกวิดีโอการสอนที่สอดคล้องกับแผนการจัดการเรียนรู้
  • บันทึกวิดีโอที่แสดงถึงสภาพปัญหา และแรงบันดาลในในการจัดการเรียนรู้

บทบาทและหน้าที่ที่ครูแต่ละท่านต้องรับผิดชอบ

ผลสรุป ใน 1 ปีการศึกษา ภาระงานที่ครูต้องรับผิดชอบ แบ่งออกเป็น 5 งาน ดังนี้

  • 40%เตรียมแผนการสอนตามรายวิชาที่รับผิดชอบ และจัดการเรียนการสอน
  • 10% เป็นครูประจำชั้น/ที่ปรึกษา จัดการข้อมูลนักเรียนรายคน
  • 30%งานเสริมในโรงเรียน ตามโครงสร้างการบริหารงาน เช่น งานวิชาการ งานโสตทันศึกษา งานการเงิน งานพัสดุ ฯลฯ
  • 10%ปฏิบัติหน้าที่เวรประจำวัน เวรกลางคืน เวรวันหยุด เวรหน้าเสาธง
  • 10% งานพิเศษที่ผู้บริหารมอบหมายโดยชอบ เช่น ประเมินโรงเรียน

แม้ว่าสัดส่วนการสอนจะสูงกว่าภาระงานอื่นๆ แต่เมื่อเทียบกับภาพรวมแล้วก็ยังน้อยกว่างานอื่นอยู่ดี เพราะงานส่วนอื่นที่แทรกซ้อนเข้ามาบางครั้งก็กระทันหันจนครูต้องละทิ้งงานหลักอย่างการสอนไป จากปัญหาต่างๆ ที่กล่าวมาในบทความนี้ ทำให้เห็นว่าระบบโครงสร้างและข้อบังคับต่างๆ กดขี่ให้ครูไทยทุกคนต้องทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดโดยที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หรือแม้แต่ผลตอบแทนจากการทำงานหนักก็ยังขึ้นอยู่ที่ปลายปากกาของผู้บริหาร ทีมงาน Next Ed : การศึกษาเพื่อโลกยุคหน้า หวังว่าประเด็นปัญหาในบทความนี้จะเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงที่ทำให้ภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหันมาให้ความสำคัญ และเร่งมือแก้ปัญหา เพื่อระบบการศึกษาไทยที่ดีขึ้นในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...