โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ไม่รับฟ้อง! รัชฎา ฟ้อง จนท.บุกจับส่วยในห้องทำงาน

อีจัน

อัพเดต 30 พ.ค. 2566 เวลา 08.13 น. • เผยแพร่ 30 พ.ค. 2566 เวลา 08.13 น. • อีจัน

หลังจากที่นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ฟ้อง นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กับพวกรวม 7 คน และ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผบก.ปปป. รวมทั้งชุดจับกุม ปม บุกจับส่วยอุทยานคาห้องทำงาน ซึ่งศาลฯ ได้นัดไต่สวนมูลฟ้องไปเมื่อวานนี้ (29 พ.ค. 66) นั้น

นายรัชฎามาตามนัดศาล เพื่อไต่สวน ปม ฟ้องชัยวัฒน์ แจ้งความเท็จ

วันนี้ (30 พ.ค. 66) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ อท.23/2566 ระหว่าง นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา โจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผบก.ปปป. จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 7 คน จำเลย ในข้อหาเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, ความผิดต่อเสรีภาพ, ทำพยานหลักฐานเท็จ, เจ้าพนักงานกลั่นแกล้งให้ต้องรับโทษ, บุกรุก และซ่องโจรฯ

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เหตุที่มีการเข้าตรวจค้นจับกุมโจทก์เนื่องจากจำเลยที่ 7 เข้าร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. เกี่ยวกับพฤติการณ์ทุจริตของโจทก์ที่ป.ป.ช. สืบสวนมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว เชื่อว่าคดีน่าจะมีมูลแต่ยังปราศจากหลักฐานที่จะดำเนินคดีจึงประสานมายัง บก.ปปป. เพื่อดำเนินการสืบสวนหาข้อเท็จจริงและเพื่อให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐาน การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 วางเผนตรวจค้นจับกุมโจทก์ตามที่ได้รับการประสานมาจากเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. จึงเป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป. ซึ่งเป็นเพียงวิธีการพิสูจน์ความผิดของโจทก์ ไม่เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ และไม่ใช่เป็นการร่วมกันก่อหรือพยายามให้โจทก์กระทำความผิด และขณะที่จำเลยที่ 7 เข้าไปพบโจทก์ที่ห้องทำงานของโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมหน่วยงานอื่นติดต่อสื่อสารกับจำเลยที่ 7 ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ โดยการโทรแบบกลุ่มทำให้ได้ยินการสนทนาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 7 ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียกรับเงินและได้ยินจำเลยที่ 9 พูดคำว่า "อุบล" ซึ่งเป็นสัญญาณว่าโจทก์ได้รับเงินที่จำเลยที่ 7 นำไปมอบให้แล้ว เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้เข้าไปยังห้องทำงานของโจทก์ในทันที และตรวจค้นพบซองบรรจุเงินรวม 98,000 บาท ที่จำเลยที่ 7 นำไปมอบให้โจทก์อยู่ในลิ้นชักโต๊ะทำงานของโจทก์ กรณีจึงเป็นความผิดซึ่งหน้าซึ่งเห็นกำลังกระทำหรือพบในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าโจทก์ได้กระทำความผิดมาแล้วสดๆ ทั้งมีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ เงินที่จำเลยที่ 7 นำไปมอบให้นั้นจะถูกโยกย้ายหรือทำลายเสียก่อน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 จึงมีอำนาจตรวจค้นจับกุมโจทก์โดยไม่ต้องมีหมายค้นและหมายจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (1) และมาตรา 92 (2) (4) เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากที่โจทก์แถลงต่อศาลในชั้นตรวจฟ้องว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ โจทก์ไม่เคยรู้จักและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และเจ้าหน้าที่รัฐที่มีรายชื่อในบันทึกการจับกุมท้ายฟ้อง กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะชี้ให้เห็นว่าการเข้าตรวจค้นจับกุมโจทก์ครั้งนี้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ได้กระทำโดยมีเจตนาเพื่อที่จะกลั่นแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษตามที่โจทก์อ้าง การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 200 ทั้งไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 179 มาตรา 210, 310, 364 และ 365 จำเลยที่ 7 จึงไม่อาจเป็นผู้สนับสนุนและผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6ตามที่โจทก์ฟ้อง ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 164 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากที่โจทก์แถลงต่อศาลในชั้นตรวจฟ้องว่า นอกจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และเจ้าหน้าที่รัฐที่มีชื่ออยู่ในบันทึกการจับกุมแล้ว ยังมีบุคคลอื่นอีกหลายคนร่วมอยู่ในเหตุการณ์ขณะจับกุมโจทก์ โดยฝ่ายของโจทก์มีเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานฯ ซึ่งได้มีการบันทึกภาพและเสียงขณะตรวจค้นจับกุมด้วยเช่นกัน แต่โจทก์ไม่ได้ชี้ช่องพยานหลักฐานให้เห็นว่าวิดีโอบันทึกภาพและเสียงที่ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณชนนั้นเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 กรณีจึงยังไม่พอฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 กระทำความผิดตาม

มาตรา 164 ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 มาตรา 79 นั้น เมื่อการเข้าตรวจค้นจับกุมโจทก็โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดอาญาเกี่ยวกับการทุจริตของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือการทุจริตในวงราชการ ดังนั้น การจัดให้มีการแสวงหาข้อเท็จจริงขณะเข้าตรวจค้นจับกุมโจทก์ด้วยการบันทึกวิดีโอเป็นภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียงเป็นพยานหลักฐาน เพื่อนำไปใช้ในกระบวนการที่นำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดซึ่งมีโทษทางอาญาจึงถือเป็นการดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 มาตรา 4 (5) มิให้นำพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแก่การดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 จึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 พิพากษายกฟ้อง

ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษา นายวราชันย์ เชื้อบ้านเกาะ ทนายความของ นายรัชฎา เปิดเผยว่า วันนี้ศาลไม่รับคำฟ้อง โดยศาลพิพากษายกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าเป็นไปตามการทำตามอำนาจหน้าที่ ในการเข้าจับกุมในครั้งนั้น ตามคำชี้แจงของเจ้าหน้าที่ที่เข้าให้การในชั้นศาล ส่วนรายละเอียดอยู่ระหว่างทางทีมทนายความขอคัดถ่ายคำสั่งจากศาล และจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลภายใน 30 วัน ซึ่งศาลจะรับหรือไม่รับฟ้องให้เป็นไปตามอำนาจของศาล ยืนยัน นายรัชฎา ไม่กังวลเพราะมองว่าเป็นไปตามกฎหมายสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ตามสิทธิ์

ทนายคาวมของรายรัชฎา ยังกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ศาลยกคำฟ้องในวันนี้ไม่มีผลกระทบกับคดีที่นายรัชฎาถูกดำเนินคดี ในเรื่องของการเรียกรับสินบน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนความผิดของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และยังไม่มีการสรุปสำนวนส่งฟ้องต่อศาล ส่วนคดีที่มีการฟ้องนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.สำนักอุทยาน กับพวก รวม 7 คน ที่ศาลอาญา อยู่ระหว่างการนัดไต่สวนมูลฟ้อง ถึงที่มาของเงินล่อจับนายรัชฎา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...