โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาจารย์เจษฎ์ ชี้! อุทาหรณ์แมวอ้วนตกตึก 6 ชั้นไม่ตาย เป็นโชคดีแล้ว!!

TOJO NEWS

อัพเดต 29 พ.ค. 2566 เวลา 16.22 น. • เผยแพร่ 29 พ.ค. 2566 เวลา 09.50 น. • Admin_Tojo

อาจารย์เจษฎ์ เผย! แมวตกตึก 6 ชั้นไม่ตาย เพราะมีทักษะกลับตัวกลางอากาศ เตือน เจ้าของควรป้องกันให้ดี มีโอกาสเสียชีวิตสูง

ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า เพจอ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์ให้ความรู้ถึงข่าวไวรัลแมวตกตึก 6 ชั้น ร่วงใส่กระจกลงแตกเป็นวงกว้าง แต่เจ้าแมวกลับไม่ได้รับบาดเจ็บ โดยระบุว่า

"แมวตกตึก 6 ชั้นไม่ตาย" … มันโชคดีแล้วครับ ส่วนใหญ่จะตายหรือบาดเจ็บถ้าตกจากตึก 7 ชั้นลงมา
วานนี้ มีข่าวอุทาหรณ์สำหรับคนที่เลี้ยงแมวบนคอนโดหรือตึกสูง โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิด บันทึกเหตุการณ์ขณะที่แมว ชื่อ ซิฟู แมวตัวใหญ่ลายเสือ อายุประมาณ 5 ปี น้ำหนักกว่า 8.5 กิโลกรัม ตกจากชั้น 6 ตึกคอนโดแห่งหนึ่ง ในเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ลงมาใส่กระจกหลังรถยนต์จนแตกยับเป็นรูโบ๋ ส่วนเจ้าซิฟูนั้นรอดปาฏิหาริย์ ผลเอกซเรย์ 2 รอบออกมา ปรากฎว่ากระดูกทุกส่วนไม่แตกไม่ร้าวแต่อย่างใด มีเพียงเล็บหลุด 2 เล็บ และห้อเลือดอีกเล็กน้อย เป็นอุทาหรณ์ให้กับคนที่เลี้ยงสัตว์บนตึกสูง ให้ระวังไม่ให้เผลอปิดประตูระเบียงทิ้งเอาไว้
เรื่องนี้ ก็ต้องนับว่าเจ้าแมวซิฟูมันโชคดีมาก เพราะถึงเราจะชอบคิดว่า แมวมันไม่ตายจากการตกที่สูง มันมี 9 ชีวิต … แต่ความจริงแล้ว มีแมวที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ จากการพลัดตกจากอาคารสูง ดังเช่น จากรายงานข่าวของสำนักข่าว BBC (https://www.bbc.com/thai/features-50118094) ที่พูดถึงปัญหาแมวพลัดตกจากอาคารสูง ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในเขตเมือง ที่ผู้คนส่วนใหญ่พักอาศัยอยู่ตามตึกสูง ตามรายงานข่าว BBC บอกว่า ปรากฏการณ์ที่แมวตกจากตึกสูงนี้ เรียกว่า "ไฮไรส์ ซีนโดรม high-rise syndrome" ซึ่งแมวที่ตกจากอาคารสูง 2 ชั้นขึ้นไป (หรือราว 7-9 เมตรขึ้นไป) มักจะได้รับบอบช้ำทั้งทางร่างกายและจิตใจ และพบกรณีแมวในประเทศสิงคโปร์ตกจากตึกสูง ราว 5 รายต่อสัปดาห์ หรือคิดเป็นประมาณ 250 ตัวต่อปี และครึ่งหนึ่งของแมวที่ตกจากตึกสูงนี้ มักตายในจุดเกิดเหตุ !
โดยอาการบาดเจ็บที่มักพบจากการที่แมวตกจากที่สูงนี้ ได้แก่ กระดูกหัก ส่วนใหญ่มักเป็นกระดูกขากรรไกร เพราะคางแมวกระแทกกับพื้นตอนที่ตกลงมา (โดยกรณีที่พบบ่อยที่สุดคือ กระดูกขากรรไกรหักและฟันร้าว) / อาการบาดเจ็บที่ขา ภาวะบาดเจ็บที่ข้อต่อ เส้นเอ็นฉีกขาด หรือขาหัก / อาการบาดเจ็บภายใน โดยเฉพาะที่ปอด
ซึ่งทำให้บรรดาเจ้าของแมว เริ่มตระหนักกับปัญหานี้เพิ่มขึ้น และต้องปรับปรุงห้องพักที่อยู่ตามตึกสูง ให้มีความปลอดภัยสำหรับสัตว์เลี้ยง จนกลายเป็นธุรกิจที่กำลังเฟื่องฟูอย่างมากในสิงคโปร์
อย่างไรก็ตาม เคยมีการวิจัยจากนายสัตวแพทย์ Jared Diamond ที่ทำงานในโรงพยาบาลสัตว์ที่ New York ได้ศึกษาค้นคว้าและเก็บข้อมูลเชิงสถิติจากการตกตึกของแมว โดยได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาไว้ในวารสาร Nature เอาไว้อย่างน่าสนใจ ว่า

  • จากการศึกษาแมวกว่า 115 ตัว จากการตกตึกจากชั้นที่ 2 ถึง ชั้นที่ 32
  • มีแมวจำนวน 11 ตัว เสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บช่วงอกหรือช็อคตาย และแมวที่รอดชีวิต มีอาการบาดเจ็บเล็กน้อยจนถึงบาดเจ็บสาหัส
  • โดยแมวที่ตกจากชั้นที่ 7 ถึง ชั้นที่ 32 ส่วนใหญ่กลับรอดชีวิตทั้งหมด !?
  • ผลสรุปการวิจัยพบว่า แมวเป็นสัตว์ที่มีทักษะการเอาตัวรอดแต่กำเนิด ซึ่งมีชื่อว่า “การกลับตัวกลางอากาศ”
  • แมวสามารถจัดระเบียบร่างกายของตัวเอง ระหว่างที่อยู่กลางอากาศได้ โดยแมวจะชะลอความเร็วระหว่างตก ได้ด้วยการกางแขนขาที่มีขนนุ่มฟูเพื่อต้านแรง ไม่ว่าแมวจะตกจากชั้นไหนก็ตาม ความเร็วปลายจะอยู่ที่ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งไม่มากพอที่จะทำให้น้องแมวเสียชีวิตได้
  • แต่แมวที่ตกจากตึกชั้นที่ต่ำกว่า 7 ชั้นลงมา จะมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่า (แมวที่ตกจากตึกที่สูงกว่า 7 ชั้น) เนื่องจากแมวไม่มีเวลามากพอ ที่จะจัดระเบียบร่างกายตัวเองให้ทัน !!
    ดังนั้น การที่แมวตกตึก จึงไม่ใช่แค่เรื่องขำๆ เล่นๆ ที่คิดว่ามันจะรอดชีวิตได้ง่าย ๆ เพียงเพราะคิดตึกที่อยู่นั้นไม่ได้สูงอะไรมากมาย (เพราะมันพลิกกลับตัวไม่ทัน เลยกระแทกพื้นบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้) และอาจเกิดเหตุไม่คาดฝัน แมวหลุดออกไปนอกระเบียง อย่างกับข่าวนี้ก็เป็นได้
    เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุแบบนี้อีก การเลี้ยงแมวบนตึกสูงจึงต้องทำการปิดประตูหรือกระจกที่เชื่อมไปบริเวณระเบียง / ถ้าไม่มีใครอยู่ห้อง ควรจะจับแมวไว้ในกรง / และ ถ้าพบว่าแมวตกตึก ตกจากที่สูง ให้รีบนำไปพบสัตว์แพทย์ให้เร็วที่สุด เพื่อให้ตรวจวินิจฉัยร่างกายโดยละเอียด

#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...