โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศาลแพ่ง เเจงไทม์ไลน์ออกหมายจับหมอเผยเคยออกหมายเรียกพยานเเต่ไม่มา

MATICHON ONLINE

อัพเดต 13 มิ.ย. 2566 เวลา 11.25 น. • เผยแพร่ 13 มิ.ย. 2566 เวลา 11.01 น.

ศาลแพ่ง เเจงไทม์ไลน์ออกหมายจับหมอเผยเคยออกหมายเรียกพยานเเต่ไม่มา ชี้ไม่ใช่หมายจับผู้ต้องหาจำเลย ยันไม่มีส่วนได้เสียเจตนาเเกล้งใคร

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ศาลเเพ่งธนบุรี ออกเอกสารเเถลงข่าวชี้เเจงกรณี ตามที่ปรากฏข่าวต่อสาธารณะว่า “หมอทำงานโดยสุจริตก็มีสิทธิติดคดีโดนหมายจับได้” ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลแพ่งธนบุรีออกหมายจับนางสาว อ. เมื่อวันที่ 13 ก.พ.คดีหมายเลขดำที่ พ.1524/2564 เรื่องละเมิด ประกันภัย โดยโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยในฐานะผู้รับประกันรถยนต์คันที่เกิดเหตุเชี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายได้บาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมาขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1.3 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว

จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยเป็นผู้รับประกันกับรถยนต์คันเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยจ่ายค่าเสียหายจำนวน 8 หมื่นบาท แก่ฝ่ายผู้ตาย กรณีผู้ตายได้รับบาดเจ็บเสียหายแก่ร่างกายอนามัยเต็มตามกรมธรรม์แล้ว ผู้ตายไม่ได้ถึงแก่ความตายจากสาเหตุรถชน แต่ผู้ตายถึงแก่ความตายจากสาเหตุโรคประจำตัวจำเลยไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองขอให้ยกฟ้อง

นัดแรกเป็นวันนัดชี้สองสถาน หรือสืบพยานโจทก์ในวันที่ 13 ธ.ค.64 องค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีก่อนเข้าระบบพิจารณาคดีต่อเนื่อง ทำการพิจารณาไกล่เกลี่ยแล้วคู่ความไม่สามารถตกลงกันได้ ทนายจำเลยสละประเด็นเรื่องอำนาจฟ้อง จึงทำการชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาท ดังนี้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่เพียงใด ทนายโจทก์ทั้งสองแถลงประสงค์สืบพยาน 3 ปาก และพยานอันดับที่ 6 เป็นแพทย์ผู้รักษาโรงพยาบาลนครปฐม เป็นพยานสำคัญที่จะมาสืบถึงสาเหตุการตายของผู้ตาย

ศาลนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสองและจำเลย 1นัด วันที่ 6 พ.ค.65 เมื่อพิจารณาคำฟ้อง คำให้การ และประเด็นข้อพิพาทที่ศาลกำหนดแล้ว คดีนี้มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าการตายของผู้ตายเป็นผลโดยตรงมาจากสาเหตุการกระทำละเมิดที่จำเลยจะต้องรับผิดชำระค่าเสียหายตามฟ้องโจทก์ทั้งสองหรือไม่เพียงใด และปรากฏในสำเนาหนังสือรับรองการตายและสำเนามรณบัตร เอกสารท้ายฟ้องว่าแพทย์ลงความเพิ่มถึงสาเหตุการตายว่ามีสาเหตุจากถุงลมโป่งพองกรณีมีความจำเป็นต้องเเพทย์ผู้ทำการรักษาเเละเเพทย์นิติเวชมาเบิกความตามที่ทนายโจทก์เเถลง

เมื่อวันที่ 30 มี.ค.65 ทนายโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอหมายเรียกพยานบุคคล ลำดับที่ 6 และพยานเอกสาร ลำดับที่ 25 ตามบัญชีระบุพยานโดยระบุในหมายเรียก พยานลำดับที่ 6 ในหมายเรียกว่า แพทย์หญิง อ. หรือ แพทย์หญิง ก., หรือแพทย์โรงพยาบาลนครปฐม และขอรับหมายไปส่งให้พยานด้วยตนเอง ผู้พิพากษาปฏิบัติหน้าที่เวรสั่งในวันดังกล่าว มีคำสั่งหมายเรียกพยานบุคคล คำสั่งเรียกพยานเอกสาร

เมื่อวันที่ 31 มี.ค.65 ทนายโจทก์ทั้งสองยื่นบัญชีพยานเพิ่มเติมระบุอ้าง แพทย์หญิง อ.เป็นพยาน ระบุที่อยู่ของพยานเป็นบ้านที่ 5 พร้อมกับแนบแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร์ ของแพทย์หญิง อ. กับขอหมายเรียกแพทย์หญิง อ. มาเป็นพยานโดยขอให้เจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งไปตามที่อยู่ดังกล่าว ผู้พิพากษาปฏิบัติหน้าที่เวร มีคำสั่งให้ส่งโดยเจ้าพนักงานศาล หากไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดหมาย

ต่อมาวันที่ 20 เม.ย.65 โรงพยาบาลนครปฐมมีหนังสือแจ้งว่าแพทย์หญิง อ.มีภารกิจทางราชการไม่สามารถมาเป็นพยานศาลได้ ศาลมีคำสั่งรวมเอกสารดังกล่าวและเมื่อถึงวันนัด สืบพยานโจทก์ทั้งสองนัดแรกวันที่ 6 พ.ค. ได้แจ้งเหตุขัดข้องให้ทนายโจทก์ทั้งสองทราบแล้ว ประกอบกับทนายโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอเรียกผู้ขับรถอีกฝ่ายซึ่งเป็นคู่กรณีกับผู้ตายเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลมีคำสั่งให้เรียกคู่กรณีเข้ามาเป็นจำเลยร่วม จึงยังไม่มีการสืบพยานโดยเลื่อนคดีไปและมีการเลื่อนคดี อีก 2 ครั้ง คือในนัดวันที่ 11 ก.ค.65 เนื่องจากยังอยู่ในระยะเวลาจำเลยร่วมยื่นคำให้การ และในนัดวันที่ 15 ส.ค.65 คู่กรณีซึ่งศาลหมายเรียกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมสามารถตกลงกับโจทก์ทั้งสองได้ โจทก์ทั้งสองจึงถอนฟ้องจำเลยร่วมไป และกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสองและจำเลยอีกครั้งในวันที่ 31 ต.ค.65 ศาลมีคำสั่งให้คู่ความดำเนินการขอหมายเรียกพยานแต่เนิ่นๆ

ต่อมาวันที่ 5 ก.ย.65 ทนายโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอหมายเรียกพยานปาก คือ แพทย์หญิง อ. เป็นพยานโดยระบุที่อยู่พยานปากเอก แพทย์หญิง อ. บ้านเลขที่ 5 ผู้พิพากษาปฏิบัติหน้าที่เวรสั่ง อนุญาต ผลการส่งหมายของศาลแพ่งตลิ่งชันระบุว่าวันที่ 18 ก.ย.65 ส่งโดยพบสถานที่ตามหมาย ไม่มีผู้รับแทนจึงปิดหมายไว้ตามคำสั่งศาล และปรากฏภาพถ่ายหลักฐานการส่งหมายที่ปิด เป็นอาคารพาณิชย์ มีประตูเหล็กยืดเปิดอยู่ ภายในกั้นกระจกลักษณะคล้ายสำนักงาน ด้านหน้ามีรองเท้าถอดวางอยู่ 1 คู่ เชื่อว่ามีคนพักอาศัยอยู่ในขณะไปส่งหมายการส่งหมายเรียกดังกล่าวจึงเป็นการออกและส่งหมายเรียกโดยชอบ แต่เมื่อถึงวันนัด 31 ต.ค.65 แพทย์หญิง อ.ไม่ได้ไปศาลและไม่มีการแจ้ง เหตุขัดข้อง ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนการสืบพยานโจทก์ทั้งสองปากอื่นไป และคงเหลือแพทย์หญิง อ.และพยานอีกปากที่ไม่มาศาล ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนไม่ได้ออกหมายจับแพทย์หญิง อ.ในทันทีและได้ทราบจากทนายโจทก์ทั้งสองว่าไม่สามารถติดต่อแพทย์หญิง อ.ได้

ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนจึงกำชับทนายโจทก์ทั้งสอง ให้เร่งติดต่อพยานเพื่อให้ได้ตัวมาเบิกความ และเลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสองและจำเลยอีกครั้งในวันที่ 13 ก.พ.2566 เเละเมื่อวันที่ 23 พ.ย.65 เสมียนทนายโจทก์ทั้งสองขอหมายเรียกแพทย์หญิง อ.ไปตามที่อยู่บ้านเลขที่ 5เเละขอให้ปิดหมาย ผู้พิพากษาที่ปฏิบัติหน้าที่เวรอนุญาตให้ปิดหมาย และผลการส่งหมายระบุว่าวันที่ 3 ธ.ค.65 ส่งหมายได้โดยพบสถานที่ตามหมาย ไม่มีผู้รับแทน จึงปิดหมายตามคำสั่งศาล โดยมีการวาดแผนที่ที่ส่งหมายและถ่ายภาพสถานที่ปิดหมายประกอบการส่งไว้ สถานที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นอาคารพาณิชย์ ประตูเหล็ก ด้านหน้าเปิดอยู่และด้านในมีกระจกกั้นกลายเป็นสำนักงานภายใน มีไฟเปิดอยู่ที่เพดาน เชื่อว่ามีผู้พักอาศัยอยู่ในขณะที่มีการส่งหมาย เเต่ไม่ยอมรับหมาย เจ้าพนักงานจึงปิดหมายไว้ ซึ่งเป็นการออกและส่งหมายโดยชอบแล้ว

เมื่อถึงวันนัดที่ 13 ก.พ.66 แพทย์หญิง อ.ไม่มาศาลและไม่ปรากฏว่ามีการแจ้งเหตุขัดข้องใดๆ ทนายโจทก์ทั้งสองจึงยื่นคำร้องอ้างว่ามีการส่งหมายให้พยาน 2 ครั้ง พยานได้รับแล้วไม่มาศาลและไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ถือว่าจงใจขัดหมายเรียกขอให้ออกหมายจับ แพทย์หญิง อ. ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนสอบทนายโจทก์ทั้งสองแล้ว ทนายโจทก์ทั้งสองยืนยันว่าปาก แพทย์หญิง อ.เป็นพยานสำคัญในคดีของโจทก์ทั้งสอง เพราะคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทน การทำละเมิดจากการที่ผู้ขับรถคันที่จำเลยรับประกันภัยไว้ชนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ส่วนจำเลยให้การต่อสู้ว่าผู้ตายถึงแก่ความตายหลังเกิดเหตุหลายเดือน และหนังสือรับรองการตาย ระบุเหตุการตายว่าถุงลมโป่งพอง ไม่ได้เกิดจากการทำละเมิดดังกล่าว

โจทก์ทั้งสองประสงค์จะนำสืบ ให้เห็นว่าการตายเป็นผล มาจากการกระทำละเมิดจึงจำต้องให้แพทย์หญิง อ. ซึ่งเป็นแพทย์ที่ทำความเห็นในการชันสูตรมาเบิกความ การออกหมายเรียกแพทย์หญิง อ.ในคดีนี้ก็เป็นการออกและส่งโดยชอบทุกครั้ง แม้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน จะไม่ได้เป็นผู้อนุญาติออกหมายเรียกเองก็ตาม เนื่องจากในครั้งแรกที่ทนายโจทก์ทั้งสองขอออกหมายเรียกมีการระบุที่อยู่และแบบแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร เป็นปัจจุบันมาแสดงและระบุว่า แพทย์ผู้หญิงเป็นเจ้าบ้านบ้านเลขที่ 5 และเมื่อไปส่งหมายเรียก ได้มีการถ่ายภาพการปิดหมายเรียกไว้ปรากฏว่า บ้านพักดังกล่าวมีลักษณะมีผู้พักอาศัยอยู่ ในการขอหมายเรียกครั้งที่ 2 ก็ลงไปตามที่อยู่เดิมก็ปรากฏ ภาพถ่ายเป็นไปตามลักษณะที่อยู่เช่นเดียวกับในครั้งแรกโดยทั้งสองครั้งประตูเหล็กยึดด้านหน้าก็เปิดอยู่

จากการตรวจสอบแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรบ้านที่อ้างว่าย้ายที่อยู่แล้วนั้น ปัจจุบันปรากฏว่ายังมีชื่อบุตรทั้งสองของแพทย์หญิง อ. อยู่ในทะเบียนบ้านดังกล่าว หากแพทย์หญิง อ. ย้ายที่อยู่จริงบุคคล ภายในที่พักอาศัยนั้น ก็จะต้องแจ้งแก่เจ้าพนักงานที่ไปปิดหมายให้ทราบแล้ว ดังนี้เมื่อส่งหมายเรียกให้พยานโดยชอบแล้ว เมื่อพยานไม่มาศาลตามหมายเรียกโดยไม่ปรากฏเหตุขัดข้อง จึงได้ดำเนินการออกหมายจับพยาน ตามคำร้องของทนายโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 111 (2)

ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแพ่ง การอ้างพยานและที่อยู่ของพยานรวมถึงการ ดำเนินการให้ได้ตัวพยานมาเบิกความ ส่วนเป็นหน้าที่ของคู่ความและทนายความฝ่ายนั้น ศาลเพียงแต่หมายเรียกไปตามที่อยู่หรือสถานที่ที่คู่ควรระบุไว้ในบัญชีระบุพยานและแถลงขอออกหมายเรียก ศาลไม่อาจทราบที่อยู่ของพยานเอง ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นคู่ความจะอ้างชื่อและที่อยู่ของพยานมาในบัญชีระบุพยาน และขอออกหมายเรียกไปตามที่อยู่นั้นโดยไม่ได้มีการแนบแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรประกอบ แต่ในกรณีนี้ฝ่ายโจทก์ได้แนบแบบรับรองทะเบียนราษฎรที่มีการคัดถ่ายไม่เกิน 1เดือน ประกอบในการขอออก หมายเรียกพยานเพื่อยืนยันที่อยู่ของพยาน อันเป็นการปฏิบัติการออกหมายเรียกพยานและส่งหมายเรียกให้พยานโดยชอบแล้ว และศาลก็จะดำเนินการออกหมายเรียกให้ตามนั้น เพราะเหตุที่คู่ความและพยานจะต้อง มีการประสานงานกันเพื่อมาเบิกความต่อศาลอันเป็นประโยชน์ต่อคู่ความฝ่ายนั้น

ศาลไม่มีส่วนได้เสียกับบุคคลใด ในคดีรวมถึงพยานทั้งสองฝ่าย หากไม่มีเหตุขัดข้องดังกล่าวข้างต้น ไม่มีความประสงค์ที่จะออกหมายจับแพทย์ให้เกิดข้อโต้แย้งแต่อย่างใด การที่ศาลปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 111(2) ก็เพื่อให้ได้ตัวพยานมาเบิกความในประเด็นสำคัญแห่งคดีที่ฝ่ายโจทก์แถลงยืนยันที่จะให้มีการสืบพยานปากนี้มิใช่เป็นการออกหมายจับในฐานะผู้ต้องหาหรือจําเลยในคดีอาญาเเต่อย่างใดอย่างไร เป็นการปฏิบัติไปตามกระบวนพิจารณามีกฎหมายรองรับให้อำนาจไว้ และศาลได้ดุลพินิจในการใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวด้วยความรอบคอบเเละเป็นธรรมเเก่คู่ความในคดีทุกฝ่าย อันเป็นการอำนวยความยุติธรรม ตามกรอบของกฎหมายและจริยธรรมโดยชอบ มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งผู้ใด เนื่องจากศาลต้องวางตัวเป็นกลาง เเละมิใช่เป็นหมายจับในฐานะผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาแต่อย่างใด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...