ศาลแพ่ง เเจงไทม์ไลน์ออกหมายจับหมอเผยเคยออกหมายเรียกพยานเเต่ไม่มา
ศาลแพ่ง เเจงไทม์ไลน์ออกหมายจับหมอเผยเคยออกหมายเรียกพยานเเต่ไม่มา ชี้ไม่ใช่หมายจับผู้ต้องหาจำเลย ยันไม่มีส่วนได้เสียเจตนาเเกล้งใคร
เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ศาลเเพ่งธนบุรี ออกเอกสารเเถลงข่าวชี้เเจงกรณี ตามที่ปรากฏข่าวต่อสาธารณะว่า “หมอทำงานโดยสุจริตก็มีสิทธิติดคดีโดนหมายจับได้” ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลแพ่งธนบุรีออกหมายจับนางสาว อ. เมื่อวันที่ 13 ก.พ.คดีหมายเลขดำที่ พ.1524/2564 เรื่องละเมิด ประกันภัย โดยโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยในฐานะผู้รับประกันรถยนต์คันที่เกิดเหตุเชี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายได้บาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมาขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1.3 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว
จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยเป็นผู้รับประกันกับรถยนต์คันเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยจ่ายค่าเสียหายจำนวน 8 หมื่นบาท แก่ฝ่ายผู้ตาย กรณีผู้ตายได้รับบาดเจ็บเสียหายแก่ร่างกายอนามัยเต็มตามกรมธรรม์แล้ว ผู้ตายไม่ได้ถึงแก่ความตายจากสาเหตุรถชน แต่ผู้ตายถึงแก่ความตายจากสาเหตุโรคประจำตัวจำเลยไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองขอให้ยกฟ้อง
นัดแรกเป็นวันนัดชี้สองสถาน หรือสืบพยานโจทก์ในวันที่ 13 ธ.ค.64 องค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีก่อนเข้าระบบพิจารณาคดีต่อเนื่อง ทำการพิจารณาไกล่เกลี่ยแล้วคู่ความไม่สามารถตกลงกันได้ ทนายจำเลยสละประเด็นเรื่องอำนาจฟ้อง จึงทำการชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาท ดังนี้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่เพียงใด ทนายโจทก์ทั้งสองแถลงประสงค์สืบพยาน 3 ปาก และพยานอันดับที่ 6 เป็นแพทย์ผู้รักษาโรงพยาบาลนครปฐม เป็นพยานสำคัญที่จะมาสืบถึงสาเหตุการตายของผู้ตาย
ศาลนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสองและจำเลย 1นัด วันที่ 6 พ.ค.65 เมื่อพิจารณาคำฟ้อง คำให้การ และประเด็นข้อพิพาทที่ศาลกำหนดแล้ว คดีนี้มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าการตายของผู้ตายเป็นผลโดยตรงมาจากสาเหตุการกระทำละเมิดที่จำเลยจะต้องรับผิดชำระค่าเสียหายตามฟ้องโจทก์ทั้งสองหรือไม่เพียงใด และปรากฏในสำเนาหนังสือรับรองการตายและสำเนามรณบัตร เอกสารท้ายฟ้องว่าแพทย์ลงความเพิ่มถึงสาเหตุการตายว่ามีสาเหตุจากถุงลมโป่งพองกรณีมีความจำเป็นต้องเเพทย์ผู้ทำการรักษาเเละเเพทย์นิติเวชมาเบิกความตามที่ทนายโจทก์เเถลง
เมื่อวันที่ 30 มี.ค.65 ทนายโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอหมายเรียกพยานบุคคล ลำดับที่ 6 และพยานเอกสาร ลำดับที่ 25 ตามบัญชีระบุพยานโดยระบุในหมายเรียก พยานลำดับที่ 6 ในหมายเรียกว่า แพทย์หญิง อ. หรือ แพทย์หญิง ก., หรือแพทย์โรงพยาบาลนครปฐม และขอรับหมายไปส่งให้พยานด้วยตนเอง ผู้พิพากษาปฏิบัติหน้าที่เวรสั่งในวันดังกล่าว มีคำสั่งหมายเรียกพยานบุคคล คำสั่งเรียกพยานเอกสาร
เมื่อวันที่ 31 มี.ค.65 ทนายโจทก์ทั้งสองยื่นบัญชีพยานเพิ่มเติมระบุอ้าง แพทย์หญิง อ.เป็นพยาน ระบุที่อยู่ของพยานเป็นบ้านที่ 5 พร้อมกับแนบแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร์ ของแพทย์หญิง อ. กับขอหมายเรียกแพทย์หญิง อ. มาเป็นพยานโดยขอให้เจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งไปตามที่อยู่ดังกล่าว ผู้พิพากษาปฏิบัติหน้าที่เวร มีคำสั่งให้ส่งโดยเจ้าพนักงานศาล หากไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดหมาย
ต่อมาวันที่ 20 เม.ย.65 โรงพยาบาลนครปฐมมีหนังสือแจ้งว่าแพทย์หญิง อ.มีภารกิจทางราชการไม่สามารถมาเป็นพยานศาลได้ ศาลมีคำสั่งรวมเอกสารดังกล่าวและเมื่อถึงวันนัด สืบพยานโจทก์ทั้งสองนัดแรกวันที่ 6 พ.ค. ได้แจ้งเหตุขัดข้องให้ทนายโจทก์ทั้งสองทราบแล้ว ประกอบกับทนายโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอเรียกผู้ขับรถอีกฝ่ายซึ่งเป็นคู่กรณีกับผู้ตายเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลมีคำสั่งให้เรียกคู่กรณีเข้ามาเป็นจำเลยร่วม จึงยังไม่มีการสืบพยานโดยเลื่อนคดีไปและมีการเลื่อนคดี อีก 2 ครั้ง คือในนัดวันที่ 11 ก.ค.65 เนื่องจากยังอยู่ในระยะเวลาจำเลยร่วมยื่นคำให้การ และในนัดวันที่ 15 ส.ค.65 คู่กรณีซึ่งศาลหมายเรียกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมสามารถตกลงกับโจทก์ทั้งสองได้ โจทก์ทั้งสองจึงถอนฟ้องจำเลยร่วมไป และกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสองและจำเลยอีกครั้งในวันที่ 31 ต.ค.65 ศาลมีคำสั่งให้คู่ความดำเนินการขอหมายเรียกพยานแต่เนิ่นๆ
ต่อมาวันที่ 5 ก.ย.65 ทนายโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอหมายเรียกพยานปาก คือ แพทย์หญิง อ. เป็นพยานโดยระบุที่อยู่พยานปากเอก แพทย์หญิง อ. บ้านเลขที่ 5 ผู้พิพากษาปฏิบัติหน้าที่เวรสั่ง อนุญาต ผลการส่งหมายของศาลแพ่งตลิ่งชันระบุว่าวันที่ 18 ก.ย.65 ส่งโดยพบสถานที่ตามหมาย ไม่มีผู้รับแทนจึงปิดหมายไว้ตามคำสั่งศาล และปรากฏภาพถ่ายหลักฐานการส่งหมายที่ปิด เป็นอาคารพาณิชย์ มีประตูเหล็กยืดเปิดอยู่ ภายในกั้นกระจกลักษณะคล้ายสำนักงาน ด้านหน้ามีรองเท้าถอดวางอยู่ 1 คู่ เชื่อว่ามีคนพักอาศัยอยู่ในขณะไปส่งหมายการส่งหมายเรียกดังกล่าวจึงเป็นการออกและส่งหมายเรียกโดยชอบ แต่เมื่อถึงวันนัด 31 ต.ค.65 แพทย์หญิง อ.ไม่ได้ไปศาลและไม่มีการแจ้ง เหตุขัดข้อง ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนการสืบพยานโจทก์ทั้งสองปากอื่นไป และคงเหลือแพทย์หญิง อ.และพยานอีกปากที่ไม่มาศาล ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนไม่ได้ออกหมายจับแพทย์หญิง อ.ในทันทีและได้ทราบจากทนายโจทก์ทั้งสองว่าไม่สามารถติดต่อแพทย์หญิง อ.ได้
ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนจึงกำชับทนายโจทก์ทั้งสอง ให้เร่งติดต่อพยานเพื่อให้ได้ตัวมาเบิกความ และเลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสองและจำเลยอีกครั้งในวันที่ 13 ก.พ.2566 เเละเมื่อวันที่ 23 พ.ย.65 เสมียนทนายโจทก์ทั้งสองขอหมายเรียกแพทย์หญิง อ.ไปตามที่อยู่บ้านเลขที่ 5เเละขอให้ปิดหมาย ผู้พิพากษาที่ปฏิบัติหน้าที่เวรอนุญาตให้ปิดหมาย และผลการส่งหมายระบุว่าวันที่ 3 ธ.ค.65 ส่งหมายได้โดยพบสถานที่ตามหมาย ไม่มีผู้รับแทน จึงปิดหมายตามคำสั่งศาล โดยมีการวาดแผนที่ที่ส่งหมายและถ่ายภาพสถานที่ปิดหมายประกอบการส่งไว้ สถานที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นอาคารพาณิชย์ ประตูเหล็ก ด้านหน้าเปิดอยู่และด้านในมีกระจกกั้นกลายเป็นสำนักงานภายใน มีไฟเปิดอยู่ที่เพดาน เชื่อว่ามีผู้พักอาศัยอยู่ในขณะที่มีการส่งหมาย เเต่ไม่ยอมรับหมาย เจ้าพนักงานจึงปิดหมายไว้ ซึ่งเป็นการออกและส่งหมายโดยชอบแล้ว
เมื่อถึงวันนัดที่ 13 ก.พ.66 แพทย์หญิง อ.ไม่มาศาลและไม่ปรากฏว่ามีการแจ้งเหตุขัดข้องใดๆ ทนายโจทก์ทั้งสองจึงยื่นคำร้องอ้างว่ามีการส่งหมายให้พยาน 2 ครั้ง พยานได้รับแล้วไม่มาศาลและไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ถือว่าจงใจขัดหมายเรียกขอให้ออกหมายจับ แพทย์หญิง อ. ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนสอบทนายโจทก์ทั้งสองแล้ว ทนายโจทก์ทั้งสองยืนยันว่าปาก แพทย์หญิง อ.เป็นพยานสำคัญในคดีของโจทก์ทั้งสอง เพราะคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทน การทำละเมิดจากการที่ผู้ขับรถคันที่จำเลยรับประกันภัยไว้ชนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ส่วนจำเลยให้การต่อสู้ว่าผู้ตายถึงแก่ความตายหลังเกิดเหตุหลายเดือน และหนังสือรับรองการตาย ระบุเหตุการตายว่าถุงลมโป่งพอง ไม่ได้เกิดจากการทำละเมิดดังกล่าว
โจทก์ทั้งสองประสงค์จะนำสืบ ให้เห็นว่าการตายเป็นผล มาจากการกระทำละเมิดจึงจำต้องให้แพทย์หญิง อ. ซึ่งเป็นแพทย์ที่ทำความเห็นในการชันสูตรมาเบิกความ การออกหมายเรียกแพทย์หญิง อ.ในคดีนี้ก็เป็นการออกและส่งโดยชอบทุกครั้ง แม้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน จะไม่ได้เป็นผู้อนุญาติออกหมายเรียกเองก็ตาม เนื่องจากในครั้งแรกที่ทนายโจทก์ทั้งสองขอออกหมายเรียกมีการระบุที่อยู่และแบบแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร เป็นปัจจุบันมาแสดงและระบุว่า แพทย์ผู้หญิงเป็นเจ้าบ้านบ้านเลขที่ 5 และเมื่อไปส่งหมายเรียก ได้มีการถ่ายภาพการปิดหมายเรียกไว้ปรากฏว่า บ้านพักดังกล่าวมีลักษณะมีผู้พักอาศัยอยู่ ในการขอหมายเรียกครั้งที่ 2 ก็ลงไปตามที่อยู่เดิมก็ปรากฏ ภาพถ่ายเป็นไปตามลักษณะที่อยู่เช่นเดียวกับในครั้งแรกโดยทั้งสองครั้งประตูเหล็กยึดด้านหน้าก็เปิดอยู่
จากการตรวจสอบแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรบ้านที่อ้างว่าย้ายที่อยู่แล้วนั้น ปัจจุบันปรากฏว่ายังมีชื่อบุตรทั้งสองของแพทย์หญิง อ. อยู่ในทะเบียนบ้านดังกล่าว หากแพทย์หญิง อ. ย้ายที่อยู่จริงบุคคล ภายในที่พักอาศัยนั้น ก็จะต้องแจ้งแก่เจ้าพนักงานที่ไปปิดหมายให้ทราบแล้ว ดังนี้เมื่อส่งหมายเรียกให้พยานโดยชอบแล้ว เมื่อพยานไม่มาศาลตามหมายเรียกโดยไม่ปรากฏเหตุขัดข้อง จึงได้ดำเนินการออกหมายจับพยาน ตามคำร้องของทนายโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 111 (2)
ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแพ่ง การอ้างพยานและที่อยู่ของพยานรวมถึงการ ดำเนินการให้ได้ตัวพยานมาเบิกความ ส่วนเป็นหน้าที่ของคู่ความและทนายความฝ่ายนั้น ศาลเพียงแต่หมายเรียกไปตามที่อยู่หรือสถานที่ที่คู่ควรระบุไว้ในบัญชีระบุพยานและแถลงขอออกหมายเรียก ศาลไม่อาจทราบที่อยู่ของพยานเอง ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นคู่ความจะอ้างชื่อและที่อยู่ของพยานมาในบัญชีระบุพยาน และขอออกหมายเรียกไปตามที่อยู่นั้นโดยไม่ได้มีการแนบแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรประกอบ แต่ในกรณีนี้ฝ่ายโจทก์ได้แนบแบบรับรองทะเบียนราษฎรที่มีการคัดถ่ายไม่เกิน 1เดือน ประกอบในการขอออก หมายเรียกพยานเพื่อยืนยันที่อยู่ของพยาน อันเป็นการปฏิบัติการออกหมายเรียกพยานและส่งหมายเรียกให้พยานโดยชอบแล้ว และศาลก็จะดำเนินการออกหมายเรียกให้ตามนั้น เพราะเหตุที่คู่ความและพยานจะต้อง มีการประสานงานกันเพื่อมาเบิกความต่อศาลอันเป็นประโยชน์ต่อคู่ความฝ่ายนั้น
ศาลไม่มีส่วนได้เสียกับบุคคลใด ในคดีรวมถึงพยานทั้งสองฝ่าย หากไม่มีเหตุขัดข้องดังกล่าวข้างต้น ไม่มีความประสงค์ที่จะออกหมายจับแพทย์ให้เกิดข้อโต้แย้งแต่อย่างใด การที่ศาลปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 111(2) ก็เพื่อให้ได้ตัวพยานมาเบิกความในประเด็นสำคัญแห่งคดีที่ฝ่ายโจทก์แถลงยืนยันที่จะให้มีการสืบพยานปากนี้มิใช่เป็นการออกหมายจับในฐานะผู้ต้องหาหรือจําเลยในคดีอาญาเเต่อย่างใดอย่างไร เป็นการปฏิบัติไปตามกระบวนพิจารณามีกฎหมายรองรับให้อำนาจไว้ และศาลได้ดุลพินิจในการใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวด้วยความรอบคอบเเละเป็นธรรมเเก่คู่ความในคดีทุกฝ่าย อันเป็นการอำนวยความยุติธรรม ตามกรอบของกฎหมายและจริยธรรมโดยชอบ มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งผู้ใด เนื่องจากศาลต้องวางตัวเป็นกลาง เเละมิใช่เป็นหมายจับในฐานะผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาแต่อย่างใด